ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 650 ปล่อยคน? ด้วยเหตุผลใดกัน?
บทที่ 650 ปล่อยคน? ด้วยเหตุผลใดกัน?
เฮยหลวนไม่เชื่อ เพราะนางรู้ถึงความน่ากลัวของลู่เฉิน ดังนั้นนางจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยความสงสัย “น่าจะไม่ใช่เช่นนั้น”
จูเก๋อหลิงเฟิงคลี่ยิ้มเย็นชา “เฮยหลวน เจ้าน่าจะรู้ถึงความน่ากลัวของฝ่ามือแปดวิญญาณของพวกเรา”
และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินก็ขยับกาย เขตแดนสีทองรอบ ๆ ก็พลันหายไปในพริบตา
เมื่อเห็นภาพนี้ ผู้คนในบริเวณนั้นต่างก็กรีดร้องดังลั่น
“ดูนั่น เขาไม่เป็นอะไรและยังทำลายเขตแดนนั่นแล้ว”
“เจ้าหนุ่มผู้นี้เป็นขั้นหลอมแก่นแท้จริงหรือ?”
กานจิ่วเม่ยพูดด้วยความพึงพอใจ “ทำให้พวกเขาได้รู้ถึงความเก่งกาจของพวกเราภูเขาเดียวดาย!”
กู่ซานฉงถอนหายใจ จินอีฉุยเบิกตากว้างอย่างตกใจ “เป็นไปไม่ได้ ฝ่ามือแปดวิญญาณของข้า และเขตแดนฝ่ามือแสงทอง เหตุใดจึงถูกทำลายได้?”
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินได้ฟื้นคืนจากเงาอัสนีวิญญาณไปสู่กายเนื้อเช่นเดิม เขาคลี่ยิ้มและเอ่ยถามขึ้นว่า “นี่เป็นวิธีของเจ้าหรือ?”
จินอีฉุยเริ่มร้อนใจ จึงรีบใช้เขตแดนฝ่ามือแสงทองทันที แต่ลู่เฉินเพียงแค่นำมือมาสัมผัส เขตแดนนี้ก็ถูกทำลายลง
ผู้คนในบริเวณนั้นต่างก็ตกตะลึง
จูเก๋อหลิงเฟิงนึกว่าตนเองเกิดภาพหลอน ดังนั้นจึงกะพริบตาอีกครั้ง “เกิดสิ่งใดขึ้น?”
เฮยหลวนกลับยิ่งรู้สึกดีใจ “เห็นแล้วหรือไม่? นี่คือความน่ากลัวของเขา”
จูเก๋อหลิงเฟิงจึงรู้สึกโมโห จึงหันไปเอ่ยถามจินอีฉุยทันที “เจ้าทำสิ่งใด?”
จินอีฉุยปั้นหน้าไม่ถูก “ศิษย์พี่ ข้าสูญเสียพลังปราณไปมาก ทำให้เขตแดนไม่แข็งแกร่งมากพอ!”
“ไร้ประโยชน์!” จูเก๋อหลิงเฟิงโมโหจัด
จิงอีฉุยมีสีหน้าไม่ดีนัก
ในขณะที่ลู่เฉินยกยิ้มพลางจ้องมองอีกฝ่าย “ข้าไม่มีเวลามาเล่นกับเจ้ามากนัก”
เขาพูดจบก็เดินไปหาสุนัขอินทนิลอย่างไม่ยี่หระ
“ดูนั่น เขากำลังเข้าไปใกล้อสูรปีศาจนั่นแล้ว!” เมื่อมีคนรู้ถึงเจตนาของลู่เฉิน พวกเขาก็ต่างตะโกนกันขึ้นมา
จูเก๋อหลิงเฟิงไม่ต้องการให้อีกฝ่ายทำสำเร็จอยู่แล้ว จึงคิดจะลงมือ แต่เฮยหลวนกลับขัดขวางเขาไว้ “คู่ต่อสู้ของเจ้าก็คือข้า”
“เจ้าร่วมมือกับเขาหรือ?” จูเก๋อหลิงเฟิงรู้สึกโมโหยิ่งขึ้น
“ไม่ใช่ เขาเป็นเหยื่อของข้า ดังนั้นข้าจะไม่ให้เจ้าแตะต้องเขา เพราะเขาต้องรอให้ข้าจัดการเท่านั้น” เพียงประโยคเดียวของเฮยหลวน ก็ทำให้จูเก๋อหลิงเฟิงนึกสาปแช่งอยู่ในใจ
จูเก๋อหลิงเฟิงต่อสู้กับเฮยหลวนอีกครั้ง
แต่ฝาแฝดที่ติดตามเฮยหลวนนั้นไม่ได้ถูกกักขังไว้ พวกนางยังคงพันรัดคนของจูเก๋อหลิงเฟิงอยู่ และไม่ว่าฝ่ามือแสงทองนั้นจะโจมตีออกไปเช่นไรก็ไม่สามารถทำอะไรลู่เฉินได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ลู่เฉินจึงเดินไปยังด้านข้างของตาข่ายได้อย่างง่ายดาย จากนั้นจึงฉีกยิ้มพลางมองสุนัขอินทนิล และใช้ภาษาอสูรในการสื่อสารกับมันโดยเฉพาะ
สุนัขอินทนิลคิดว่าตนจะถูกมนุษย์กลั่นแกล้งจนตายตก แต่เมื่อได้ยินเสียง ‘พวกเดียว’ กันนั้น แววตาทั้งสองข้างของมันจึงมองมายังชายหนุ่มด้วยความตกตะลึง
“หากเจ้าอยากมีชีวิตรอดก็จงทำข้อตกลงกับข้า ข้าจะทำให้เจ้าปลอดภัยเอง” ลู่เฉินมองมันด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าจะทำให้ข้าปลอดภัยได้จริงหรือ?” สุนัขอินทนิลถามด้วยความแปลกใจ
ชายหนุ่มพยักหน้ารับ “เจ้าก็เห็นความสามารถของข้าแล้ว!”
สุนัขอินทนิลรู้ดีว่าหากตนคิดจะมีชีวิตรอดท่ามกลางกลุ่มคนมากมายเพียงนี้นับว่าเป็นไปไม่ได้ และตอนนี้มี ‘พวกเดียว’ กับตนอยู่ และดูทักษะแล้วไม่อ่อนแอสักนิด ดังนั้นมันจึงตอบรับ “ข้าตกลง”
ดังนั้น ทุกคนจึงได้เห็นภาพที่ทำให้ตกตะลึง นั่นก็คือสุนัขอินทนิลได้พ่นกลุ่มพลังออกมาหลอมรวมเข้าไปในร่างของลู่เฉิน
“ดูนั่น อสูรปีศาจทำข้อตกลงกับเขาแล้ว”
“ว่าอย่างไรนะ?” ทุกคนต่างก็คิดว่าสิ่งนี้น่าเหลือเชื่อเกินไป
จูเก๋อหลิงเฟิงพลันก่นด่า “สารเลว! นั่นมันเป็นของข้า!”
ไม่นานนัก สุนัขอินทนิลก็หายตัวไปเพราะถูกลู่เฉินซ่อนไว้
จูเก๋อหลิงเฟิงมองไปยังจินอีฉุยพลางตวาดลั่น “มัวอึ้งอะไร! ขวางเขาไว้ซะ!”
ขวางไว้?
วิธีที่จินอีฉุยสามารถใช้ได้นั้นก็ใช้ไปหมดแล้ว แต่ก็ไม่สามารถขัดขวางลู่เฉินไว้ได้ ทำให้เขาเอ่ยด้วยความร้อนใจว่า “ศิษย์พี่ ข้าขัดขวางเขาไว้ไม่ได้!”
จูเก๋อหลิงเฟิงคิดจะเข้าไป แต่เฮยหลวนกลับพูดขึ้นว่า “ข้าบอกแล้ว เขาเป็นเหยื่อของข้า”
“เจ้ามันสตรีน่ารังเกียจ!” จูเก๋อหลิงเฟิงเดือดดาล
ลู่เฉินเดินไปหากานจิ่วเม่ยและคนอื่น ๆ ด้วยท่าทีสบาย ๆ
ส่วนคนอื่น ๆ นั้น เมื่อรู้ว่าลู่เฉินไม่ธรรมดาก็ไม่มีผู้ใดกล้าดูถูกเขาอีก พวกเขาจึงทำได้เพียงมองชายหนุ่มด้วยความแปลกใจ
ลู่เฉินมองไปยังกานจิ่วเม่ยและพรรคพวกก่อนจะยกยิ้มออกมา “พวกเราไปกันเถิด”
จูเก๋อหลิงเฟิงโมโหจนแทบบ้า เขาตะคอกไปยังจินอีฉุย “มัวตกตะลึงอะไร? ไปจับคนของภูเขาเดียวดายซะ!”
เมื่อจินอีฉุยได้ยินเช่นนั้นจึงเตรียมที่จะจัดการกับกานจิ่วเม่ย
แต่เมื่อลู่เฉินหมุนตัวมาด้วยสายตาเย็นชา ภูเขาลูกหนึ่งก็ปรากฏขึ้น และจินอีฉุยก็ถูกภูเขาลูกนั้นดูดเข้าไปทันที จากนั้นชายหนุ่มจึงเก็บภูเขานั้นกลับเข้าไป
ผู้คนในบริเวณนั้นสับสนมึนงงไปหมด ต่างแปลกใจว่าเมื่อครู่เกิดสิ่งใดขึ้น
กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงตกตะลึงจนเบิกตากว้าง
จูเก๋อหลิงเฟิงพลันพูดด้วยความโมโหว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำสิ่งใดกับเขา!”
“เมื่อครู่ ข้าได้ให้โอกาสเขาแล้ว แต่เขาไม่เห็นค่ามัน ดังนั้นข้าจึงจัดการเขาก็เท่านั้น” ลู่เฉินพูดจบ ก็ไม่สนใจสายตาตกตะลึงของผู้คนอีก จากนั้นจึงออกเดินไปตามทางของตน
กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงรีบตามอีกฝ่ายไปทันที
หลังจากนั้น เมื่อผู้คนรู้ว่าลู่เฉินมีสุนัขอินทนิลอยู่ในมือ ก็แอบติดตามลู่เฉินและคนอื่น ๆ ไปอย่างเงียบ ๆ คิดจะอาศัยพวกเขาเพื่อหาทางออกไปจากที่นี่โดยเร็ว
หลังจากที่จูเก๋อหลิงเฟิงทำได้เพียงจ้องมองพวกเขาเดินออกไปไกล เขาก็หันไปมองเฮยหลวน “ยังคิดจะติดตามไปหรือไม่?”
“ข้าไม่รีบ เขายังเดินออกไปไม่ไกลนัก” เฮยหลวนฉีกยิ้ม
จูเก๋อหลิงเฟิงพลันโมโห “เฮยหลวน เจ้าหนุ่มนั่นมีสุนัขอินทนิล ถ้าหากไม่รีบตามไป พวกเราจะหาทางออกได้ยาก!”
เฮยหลวนแสยะยิ้ม “ตัวข้ามีวิธีที่ดีอยู่แล้ว”
“เจ้า!” จูเก๋อหลิงเฟิงรู้สึกโมโหแทบบ้า
เฮยหลวนยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “มา สู้กันต่ออีกสักสองสามรอบดีหรือไม่”
พูดจบ จูเก๋อหลิงเฟิงก็โจมตีเฮยหลวนทันที
…
อีกด้านหนึ่ง กานจิ่วเม่ยเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “จัดการจินอีฉุยแล้วจริงหรือ?”
“ขังไว้แล้ว แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่า” ชายหนุ่มยกยิ้ม
กานจิ่วเม่ยยังคงแปลกใจ
ขณะนั้นเอง ภายในภูเขาซากศพ จินอีฉุยกำลังถูกแรงระเบิดสายฟ้าของเงาสายฟ้าจนร่างกายได้รับบาดเจ็บ ปากก็ยังคงตะโกนไปรอบ ๆ ว่า “เจ้าหนุ่ม! รีบปล่อยข้าออกไปซะ มิเช่นนั้นอาจารย์ของข้าไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!”
“ไม่ว่าผู้ใดมาก็ไม่มีประโยชน์!” เสียงของลู่เฉินดังขึ้นภายในภูเขาซากศพนี้
จินอีฉุยโมโหยิ่งขึ้น “เจ้าสารเลว!”
ลู่เฉินยกยิ้มชั่วร้าย “เดิมทีข้าก็ไม่อยากยุ่งกับเจ้า แต่เจ้ามายุ่งกับข้าเอง เช่นนี้โทษข้าได้หรือ?”
“เจ้ารอข้าก่อนเถิด ข้าจะให้อาจารย์ของข้าไปจัดการกับเจ้า!” พูดจบ จินอีฉุยจึงนำยันต์บางอย่างออกมา
นี่คือยันต์ถ่ายทอด
มันสามารถมองเห็นภาพและเสียงของผู้อื่นได้โดยผ่านยันต์นี้ เมื่อเทียบกับยันต์สื่อสารย่อมถือว่ามีระดับสูงกว่าเล็กน้อย
ขณะนั้นเอง เงาภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือผู้อาวุดโสแปด เขามีหนวด และผมยาวที่ดูยุ่งเหยิง ทั้งยังมีฝ่ามือแสงทองอยู่ในมือทั้งสองข้าง
“อาจารย์ ช่วยข้า รีบช่วยข้าด้วย!” เมื่อจินอีฉุยเห็นเงานี้ ก็ร้องขอชีวิตทันที
เงาภาพเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เป็นอะไรหรือ?”
จินอีฉุยจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสุดท้ายก็ชี้ไปยังไอซากศพรอบ ๆ และยังมีเงาสายฟ้าที่สว่างอยู่ตรงหน้า
เขาพูดด้วยความกังวลว่า “ของสิ่งนี้ และไอซากศพรอบ ๆ น่ากลัวเกินไปเสียแล้ว!”
เมื่อเงานั้นเห็นสถาการณ์เป็นเช่นนี้ ก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าหนุ่ม หากรู้จักเอาตัวรอด ก็จงปล่อยเขาไปซะ!”
“ปล่อย? ด้วยเหตุผลใดกัน?” ลู่เฉินยิ้มอย่างไม่แยแส