ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 652 ผู้อาวุโสแปดต้องการคน!
บทที่ 652 ผู้อาวุโสแปดต้องการคน!
ผู้อาวุโสเจ็ด เฒ่าพิการแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดยิ้มพลางพูดอยู่ตรงนั้น “งานชุมนุมยอดเขาครั้งนี้ นอกจากคัดเลือกผู้แข็งแกร่งแล้ว ที่สำคัญคือต้องการเลือกผู้ที่มีความเข้าใจค่ายกล ดังนั้นแม้จะไม่ได้อยู่ในยี่สิบอันดับแรก แต่คนผู้นั้นหากมีความเข้าใจค่ายกลเพียงเล็กน้อยก็จะถูกข้าเลือก”
กานจิ่วเม่ยพูดราวกับเข้าใจในทันที “เช่นนั้น พวกเราน่าจะอยู่ในยี่สิบอันดับแรก”
“อยู่ในยี่สิบอันดับแรก แต่คิดไม่ถึงว่าในภูเขาเดียวดายของพวกเจ้า จะมีเจ้าหนุ่มที่เข้าใจค่ายกลอยู่จริง ๆ!” ผู้อาวุโสเจ็ดที่อยู่ในมุมมืดพูดด้วยความตกใจเล็กน้อย
กานจิ่วเม่ยเริ่มพูดเยินยอ “ผู้อาวุโสเจ็ด พูดอย่างไม่ปิดบัง ศิษย์ของภูเขาเดียวดายผู้นี้ นับว่าเข้าใจค่ายกลอย่างดี”
“โอ้? เข้าใจอย่างดี?”
“เขาสามารถไม่สนใจค่ายกลใด ๆ ของภูเขาเดียวดายได้ และยังสามารถเข้าออกแดนต้องห้ามภูเขาเดียวดายได้อย่างอิสระ ท่านคิดว่าเขาเข้าใจอย่างดีหรือไม่?” กานจิ่วเม่ยเล่าทุกอย่างออกมาด้วยความตื่นเต้น
ผู้อาวุโสเจ็ดรู้สึกเหลือเชื่อ “โอ้? แดนต้องห้ามภูเขาเดียวดาย เขาสามารถเข้าไปได้ทั้งสิ้นเลยหรือ?”
“ใช่!” กานจิ่วเม่ยขานรับ
ผู้อาวุโสเจ็ดรู้สึกสนใจมากยิ่งขึ้น จากนั้นรอบ ๆ ก็ปรากฏลูกไฟเพลิงออกมามากมาย และพุ่งโจมตีไปยังลู่เฉินและคนอื่น ๆ
กานจิ่วเม่ยหวาดกลัวอย่างกะทันหัน “ผู้อาวุโสเจ็ด ท่านทำสิ่งใดกัน?”
“ข้าจะดูว่า เขาสามารถทำลายค่ายกลลูกไฟเพลิงนี้ได้หรือไม่” ผู้อาวุโสเจ็ดพูดด้วยความตื่นเต้น
กานจิ่วเม่ยสับสน “ว่าอย่างไรนะ?”
กู่ซานฉงมองไปยังกานจิ่วเม่ยพลางตะคอกเสียงดัง “เจ้าพูดให้น้อยลงหน่อยก็ได้!”
กานจิ่วเม่ยรู้สึกเสียใจ แต่ตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรได้ ทำได้เพียงหลบเลี่ยงหรือสกัดลูกไฟเพลิงเหล่านี้ไว้เท่านั้น จากนั้นพลันตะโกนขึ้นว่า “ผู้อาวุโสเจ็ด ข้าผิดไปแล้ว โปรดยกโทษให้ข้าได้หรือไม่?”
“หากอยากออกมา เจ้าก็ต้องดูว่าเขาจะสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้หรือไม่” ผู้อาวุโสเจ็ดพูดด้วยรอยยิ้ม
“ทำเช่นนี้ได้หรือ!” กานจิ่วเม่ยรู้สึกร้อนใจ
“ให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งถ้วยชา ถ้าหากหลังจากเวลาหนึ่งถ้วยชาแล้วยังไม่สามารถทำลายได้ เช่นนั้นพลังของค่ายกลนี้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น” ผู้อาวุโสเจ็ดพูดถึงตรงนี้ก็เผยยิ้มประหลาดออกมา
กานจิ่วเม่ยรู้สึกกังวลใจ “ผู้อาวุโสเจ็ด นี่ท่าน…”
“เริ่มจับเวลาหนึ่งถ้วยชา” ผู้อาวุโสเจ็ดแสยะยิ้มอย่างชอบใจ
กานจิ่วเม่ยใกล้จะเสียสติ ดังนั้นจึงมองไปยังลู่เฉิน ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายเพียงพูดสั้น ๆ ว่า “ตามข้ามา”
กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงต่างก็แปลกใจว่าลู่เฉินต้องการทำสิ่งใด
ดังนั้นทั้งสองจึงตามไป ใครจะคิดว่าเส้นทางที่ลู่เฉินเดินไปนั้นไม่สามารถสัมผัสได้ถึงลูกไฟเพลิงใด ๆ ผู้อาวุโสเจ็ดที่อยู่ในมุมมืดจึงตื่นตระหนกขึ้นมา “อัจฉริยะ อัจฉริยะจริง ๆ!”
เพียงไม่นาน ทั้งสามก็ได้เห็นทางออกที่มีแสงสว่างอยู่
กานจิ่วเม่ยพูดด้วยความดีใจ “ดูนั่น ทางออก!”
กู่ซานฉงก็ดีใจมากเช่นกัน ทว่าลู่เฉินกลับนิ่งเฉยและเดินหน้าต่อไป
…
ขณะนั้นเอง ด้านนอกของตำหนักหุบเขาลึก ผู้อาวุโสสิบกำลังหลับตาฟื้นฟูร่างกาย และมีผู้อาวุโสแปดยืนอยู่ด้านข้าง
“เฒ่าแปด วิ่งมาถึงที่นี่ มีเรื่องใดกัน?” ผู้อาวุโสสิบหลับตาพลางเอ่ยถาม
“ข้าต้องการจัดการเจ้าหนุ่มคนหนึ่ง” ผู้อาวุโสแปดพูดด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“จัดการผู้ใด?”
“ขั้นหลอมแก่นแท้ของภูเขาเดียวดาย” ผู้อาวุโสแปดพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เกิดเรื่องใดขึ้น?” ผู้อาวุโสสิบลืมตาขึ้นด้วยความแปลกใจ และมองไปยังผู้อาวุโสแปด
ผู้อาวุโสแปดกลอกตามองบน “นี่เป็นเรื่องของข้า!”
ผู้อาวุโสสิบขมวดคิ้วมุ่น “หวังว่าเจ้าจะไม่ทำลายกฎนะ!”
ผู้อาวุโสแปดไม่สนใจ แต่กลับมองไปยังผู้ดูแลภูเขาแต่ละคนที่รออยู่รอบ ๆ จนสุดท้าย
กระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่ไป๋หลี่ซาน “ไป๋หลี่ซาน”
“ผู้อาวุโสแปด” ไป๋หลี่ซานสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“ขั้นหลอมแก่นแท้ผู้นั้น เป็นคนของภูเขาเดียวดายหรือ?”
“ใช่” ไป๋หลี่ซานขานรับ
ผู้อาวุโสแปดพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เขาขโมยของของข้าไป อีกครู่หนึ่งหากเขาออกมา เจ้าจงส่งเขามาให้ข้าซะ”
“ขโมยของของท่าน?” ไป๋หลี่ซานแปลกใจ คนอื่น ๆ ต่างก็มองหน้ากัน
ผู้อาวุโสสิบรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้
ผู้อาวุโสแปดแค่นเสียง “ใช่ ของ ๆ ข้า!”
“แต่ผู้อาวุโสแปด ดูเหมือนว่าเขาจะเพิ่งจะมาเพียงไม่กี่วัน จะขโมยของท่านไปได้อย่างไร?” ไป๋หลี่ซานพูดอย่างไม่เข้าใจ
ผู้อาวุโสแปดพูดขึ้นมาด้วยความโมโห “ข้าบอกว่าเขาขโมยก็คือขโมย มีปัญหาหรือ?”
ไป๋หลี่ซานรู้ดีว่าหากพูดอะไรมากไปกว่านี้ก็คงไม่มีประโยชน์ จึงทำได้เพียงพูดอย่างหมดหนทาง “เช่นนั้น รอให้เขาออกมา ค่อยลองถามดู”
“ถามอะไรกัน ส่งมาให้ข้าก็พอแล้ว” ผู้อาวุโสแปดคร้านจะพูดกับไป๋หลี่ซานให้มากความ
ไป๋หลี่ซานกลับกัดฟัน “หากไม่มีหลักฐาน ข้าคงจะส่งเขาให้ท่านง่าย ๆ ไม่ได้!”
ผู้คนในบริเวณนั้นต่างตกตะลึง พวกเขาคิดไม่ถึงว่าไป๋หลี่ซานจะกล้าขัดคำพูดของผู้อาวุโสแปด
ผู้อาวุโสแปดเบิกตากว้าง “ว่าอย่างไรนะ? คิดว่าดูแลภูเขาเดียวดายแล้วจะยิ่งใหญ่มากนักหรือ?”
ไป๋หลี่ซานพูดขึ้นว่า “ผู้อาวุโสแปด หุบเขาลึกมีกฎอยู่ว่า ไม่ว่าผู้ใดก่อความวุ่นวายในหุบเขาลึก ล้วนต้องถูกส่งตัวไปยังตำหนักผู้คุมกฎ ถ้าหากตำหนักผู้คุมกฎไม่สามารถจัดการได้ ก็จำเป็นต้องถามผู้อาวุโสสี่”
“คิดจะเอาผู้เฒ่าสี่ที่หัวโบราณดื้อรั้นนั่นมาข่มขู่ข้าหรือ?” ผู้อาวุโสแปดยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ
ผู้คนในบริเวณเริ่มยืนอย่างสงบแทนไป๋หลี่ซาน
ผู้อาวุโสแปดไม่พูดให้มากความ แสงสีทองสว่างขึ้นรอบกายทันที และยังหลอมรวมเขตแดนแสงทองขึ้นมา กักขังไป๋หลี่ซานไว้ตรงนั้น
ไป๋หลี่ซานมีสีหน้าไม่ดีนัก “ที่นี่มีผู้คนมากมาย ผู้อาวุโสแปดโปรดระวังภาพลักษณ์ด้วย”
“หากข้าไม่สนใจเล่า?” ผู้อาวุโสแปดพูดอย่างเสียสติ
ผู้อาวุโสสิบเริ่มจริงจังมากขึ้น “ผู้อาวุโสแปด มีคนอยู่มากมายเช่นนี้ ท่านควรระวังเสียหน่อยเถิด”
ผู้อาวุโสแปดตะโกนขึ้นว่า “อย่างไรเสีย วันนี้ข้าก็ต้องพาเจ้าหนุ่มนั่นไปให้ได้”
ไป๋หลี่ซานดูเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ลู่เฉินกลับพูดขึ้นว่า “ใครจะพาข้าไปกัน?”
ทุกคนต่างหมุนตัวไปมอง จึงได้เห็นทั้งสามคนเดินออกมาจากกลางกระแสน้ำวน
สิ่งนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึง
“พวกเขาเป็นอันดับหนึ่งหรือ?”
“เป็นไปได้อย่างไร?” บางคนถึงกับขยี้ตา คิดว่าตนอาจจะตาฝาดไปก็เป็นได้
ไป๋หลี่ซานรู้สึกคลายกังวล แต่ผู้อาวุโสสิบกลับรู้สึกแปลกใจ “พวกเขาเป็นอันดับหนึ่งจริงหรือ?”
เพียงความคิดเดียวของผู้อาวุโสแปด ได้หลอมรวมเขตแดนแสงทองออกมากักขังลู่เฉินไว้ เพื่อไม่ให้เขาหนีไปได้ในทันที
กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงตกตะลึงจนหน้าถอดสี ขณะที่ไป๋หลี่ซานเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ผู้อาวุโสแปดได้ปล่อยกำปั้นพุ่งออกไปทันที
กำปั้นนี้ปรากฏขึ้นภายในเขตแดน จากนั้นเตรียมที่จะตกลงสู่บนร่างของชายหนุ่ม
แต่ในขณะนั้นเอง จู่ ๆ กระแสน้ำวนในตำหนักได้เกิดกระแสลมขึ้น ปะทะเข้ากับเขตแดนจนแตกสลายลง จากนั้นเงากำปั้นนั้นจึงหายไป
ภาพดังกล่าวทำให้ผู้อาวุโสแปดพูดด้วยความโมโห “ผู้อาวุโสเจ็ด ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
ผู้อาวุโสเจ็ดที่อยู่ภายในกระแสน้ำวันยิ้มพลางพูดว่า “ทักษะค่ายกลของเขาไม่เลวนัก ดังนั้นข้าจึงสนใจเขาไม่น้อย!”
“ทักษะค่ายกล?” ผู้อาวุโสแปดมีสีหน้าไม่ดีนัก
“ใช่ มีปัญหาหรือ?” ผู้อาวุโสเจ็ดเอ่ยถามจากมุมมืด
ผู้อาวุโสแปดพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แต่เขาขโมยของข้าไป ดังนั้นข้าจึงต้องนำตัวเขาไป!”
ผู้อาวุโสเจ็ดเผยรอยยิ้มประหลาด “เฒ่าแปด ขโมยของนั้นย่อมต้องมีหลักฐาน ไม่ทราบว่าท่านมีหลักฐานใดหรือไม่?”
ผู้อาวุโสแปดคิดไม่ถึงว่าการจะจับขั้นหลอมแก่นแท้เพียงคนเดียวจะยากเย็นเช่นนี้ เขาเริ่มรู้สึกไม่พอใจมากขึ้น “หมายความว่า วันนี้ท่านคิดจะปกป้องเขา?”
“ใช่!” ผู้อาวุโสเจ็ดพูดด้วยความมั่นใจ
ผู้อาวุโสแปดจึงได้แต่พูดข่มขู่ชายหนุ่ม “เจ้าหนุ่ม ตอนนี้มีคนปกป้องเจ้า แต่เมื่อถึงเวลาประลองนั้น ไม่มีผู้ใดปกป้องเจ้าได้!”
“เช่นนั้นแล้วอย่างไรกัน?” ลู่เฉินไม่สนใจ
“หากเจ้าไม่อยากตายอย่างเจ็บปวด จงไปกับข้าตอนนี้ซะ ข้ายังพอจะไว้ชีวิตเจ้าได้ มิเช่นนั้นเมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะให้จูเก๋อหลิงเฟิงศิษย์ของข้าจัดการเจ้าซะ!” ผู้อาวุโสแปดยังคงพูดข่มขู่ต่อไป