ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 653 เมื่อรู้ว่าจินอีฉุยถูก ‘สังหาร’ ทุกคนจึงตกตะลึง
บทที่ 653 เมื่อรู้ว่าจินอีฉุยถูก ‘สังหาร’ ทุกคนจึงตกตะลึง
คำพูดของผู้อาวุโสแปดทำให้ลู่เฉินอยากจะหัวเราะ
ทุกคนคิดว่าชายหนุ่มจะหวาดกลัวต่อคำพูดของผู้อาวุโสแปด เพราะทุกคนต่างก็รู้ถึงพลังของจูเก๋อหลิงเฟิงดี
ใครจะคิดว่าลู่เฉินเพียงตอบกลับไปสั้น ๆ “หากเจ้าไปอยากถูกข้าทำลายไปพร้อมกับจูเก๋อหลิงเฟิงศิษย์ของเจ้า ก็อย่าให้เขามายุ่งกับข้า มิเช่นนั้น เมื่อถึงเวลานั้น เกรงว่าเจ้าอาจจะสูญเสียศิษย์ไปอีกคนก็เป็นได้”
ผู้คนในบริเวณนั้นแสดงสีหน้าประหลาดใจ แม้แต่ผู้อาวุโสสิบยังจ้องมองลู่เฉินด้วยความแปลกใจ อยากรู้นักว่าเขาเอาความกล้าเช่นนี้มาจากที่ใดกัน จึงกล้าพูดกับผู้อาวุโสแปดเช่นนี้ได้
“ดี! ดีมาก!” ผู้อาวุโสแปดพูดจบ บนร่างก็ปรากฏแสงทองสว่างออกมา คิดอยากจะแสดงให้อีกฝ่ายได้เห็น
แต่ผู้อาวุโสเจ็ดกลับหัวเราะ “ผู้อาวุโสแปด นิสัยเจ้านี่ใช้ไม่ได้เลย แค่ขั้นหลอมแก่นแท้ แต่ทำให้เจ้าโมโหจนเป็นเช่นนี้ได้”
ผู้อาวุโสแปดบันดาลโทสะ “หุบปาก!”
“เช่นนั้นเจ้าต้องมีพลังที่จะทำให้ข้าหุบปากได้” ผู้อาวุโสเจ็ดพูดด้วยรอยยิ้ม
ผู้อาวุโสแปดรู้ดีว่าผู้อาวุโสเจ็ดนั้นเก่งกาจเรื่องค่ายกล ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงตะโกนอยู่ตรงนั้น “เจ้ารอดูเขาตายบนลานประลองได้เลย”
ผู้อาวุโสเจ็ดฉีกยิ้มเย็น “ก็แค่ลานประลอง ถึงเวลานั้นยอมแพ้ไปเสีย ไม่มีอะไรเสียหาย”
ยอมแพ้?
ผู้อาวุโสแปดไม่ได้ต้องการให้ชายหนุ่มยอมแพ้ เพราะเขาเป็นคนที่ต้องการจัดการลู่เฉิน ดังนั้นเขาจึงมองไปยังอีกฝ่ายพลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าหนุ่ม ทางที่ดีเจ้าอย่ายอมแพ้!”
ลู่เฉินคร้านจะสนใจ ชายหนุ่มจึงเดินไปพักผ่อนอีกด้านหนึ่ง
กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงก็เดินตามไปเช่นกัน เหลือเพียงผู้อาวุโสแปดที่ยืนโมโหอยู่ตรงนั้น
ผู้คนที่อยู่ด้านนอกตำหนักต่างก็ถกเถียงกัน
จนกระทั่งเวลาผ่านไปครึ่งวัน ผู้คนจึงทยอยกันออกมา
อย่างเช่นกลุ่มของเฉียนหลัว และกลุ่มของฉีเจี้ยน รวมถึงเฮยหลวนและพวกส่วนจูเก๋อหลิงเฟิงและคนอื่น ๆ ก็ออกมาเป็นอันดับที่ห้า
แต่สำหรับจูเก๋อหลิงเฟิงแล้ว นี่นับเป็นความอัปยศยิ่งนัก
โดยเฉพาะตอนที่ออกมานั้น จูเก๋อหลิงเฟิงก็ตามหาร่องรอยของลู่เฉิน จนกระทั่งมั่นใจถึงตำแหน่งของอีกฝ่ายแล้ว จึงเดินออกไปด้วยความโมโห
แต่เมื่อทุกคนเห็นว่ากลุ่มของจูเก๋อหลิงเฟิงมีเพียงสองคน ต่างก็แปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับอีกคนหนึ่ง
โดยเฉพาะผู้อาวุโสสิบที่ขวางจูเก๋อหลิงเฟิงไว้ “อีกคนหนึ่งล่ะ?”
“ถามเขาดูสิ!” จูเก๋อหลิงเฟิงชี้ไปยังลู่เฉิน
ผู้ที่ไม่รู้เรื่องใด ๆ ย่อมไม่รู้ว่าลู่เฉินได้จัดการจินอีฉุยไปแล้ว ดังนั้นพวกเขาต่างก็แปลกใจ
ผู้อาวุโสสิบรู้สึกสงสัย ส่วนผู้อาวุโสแปดที่อารมณ์เดือดพล่านอยู่อีกด้านหนึ่งก็พูดขึ้นว่า “ไม่ต้องถามแล้ว ถูกเขาสังหารไปแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้คนในบริเวณนั้นต่างก็ตกตะลึง
ขณะเดียวกันในที่สุดทุกคนก็เข้าใจว่าเหตุใดผู้อาวุโสแปดจึงต้องมาหาลู่เฉิน แท้จริงแล้วเป็นเพราะว่าชายคนนั้นได้จัดการจินอีฉุยไปเสียแล้ว
ทางด้านจูเก๋อหลิงเฟิงนั้นเบิกตากว้างด้วยความตกใจทันที “อาจารย์ ท่านพูดเรื่องใดกัน?”
“ก่อนที่จินอีฉุยจะตาย ได้ใช้ยันต์ถ่ายทอดกับข้า” ผู้อาวุโสแปดพูดออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก
เมื่อได้ยินเช่นนี้ จูเก๋อหลิงเฟิงก็มองไปยังลู่เฉินด้วยความโกรธเคือง “เจ้าหนุ่ม เรื่องจริงหรือ?”
“หากจะโทษก็ต้องโทษตัวเจ้าเอง เหตุใดจึงต้องให้เขามายุ่งกับข้า?” ลู่เฉินหลับตาอยู่ตรงนั้นและพูดออกมาช้า ๆ
ทุกคนคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพูดเช่นนี้ ส่วนจูเก๋อหลิงเฟิงเบิกตามองไปยังลู่เฉินด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น
เฮยหลวนที่อยู่อีกด้านอดชื่นชมในความกล้าหาญของลู่เฉินไม่ได้ ถึงขนาดที่ผู้อาวุโสแปดออกหน้าแล้ว เขาก็ยังไม่สนใจ
ส่วนฉีเจี้ยนมองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ เป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้ เหตุใดจึงสังหารจินอีฉุยได้
ขณะนั้นเอง ผู้อาวุโสแปดก็หันไปพูดกับจูเก๋อหลิงเฟิงด้วยความโมโห “หากได้เจอกับเขา ก็จัดการเขาซะ!”
“อาจารย์ ข้าทำแน่!” จูเก๋อหลิงเฟิงกัดฟันพูด
เฮยหลวนที่อยู่อีกด้านหนึ่งยกยิ้มพลางพูดว่า “พวกเขามีกันสามคน ส่วนพวกเจ้าเหลือเพียงสองคน จะต่อสู้กับพวกเขาหรือ?”
“ไม่ว่าพวกเขาจะมีกี่คน ข้าก็จัดการได้ไม่ยาก” จูเก๋อหลิงเฟิงพูดด้วยความมั่นใจ
ทุกคนไม่ได้คัดค้านในความอวดดีของจูเก๋อหลิงเฟิง เพราะเขามีพลังแข็งแกร่งจริง ๆ
เฮยหลวนกลับยิ่งเยาะเย้ย “เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าก็จะได้รู้ว่าเขาน่ากลัวเพียงใด”
จูเก๋อหลิงไม่ได้พูดอะไร และทุกคนก็ต้องแปลกใจว่าเหตุใดเฮยหลวนจึงหันไป ‘สนับสนุน’ ลู่เฉิน
หลังจากนั้นเพียงไม่นาน ทุกคนกลับรู้สึกสับสน
เมื่อเห็นเฮยหลวนเดินไปตรงหน้าลู่เฉิน และยิ้มพลางพูดกับอีกฝ่ายว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าเป็นเหยื่อของข้า ดังนั้นเจ้าพ่ายแพ้ข้าได้เท่านั้น ไม่สามารถพ่ายแพ้ให้ผู้อื่นได้”
ลู่เฉินกลับหลับตาลงและฉีกยิ้ม “คู่ต่อสู้ผู้พ่ายแพ้แก่ข้า”
ทุกคนได้ยินเช่นนี้ต่างก็มองหน้ากัน จากนั้นจึงเริ่มถกเถียงกัน “หรือเขาจะเคยสู้กันมาแล้ว?”
“คงไม่หรอก เฮยหลวนเก่งเพียงนั้น จะพ่ายแพ้ให้เจ้าหนุ่มผู้นี้ได้อย่างไร?”
“ใช่ เจ้าหนุ่มนั่นต้องพูดจาเลอะเทอะแน่”
ส่วนเฮยหลวนนั้น อย่างไรเขาก็ไม่ยอมรับ ดังนั้นนางจึงฉีกยิ้มพลางมองลู่เฉิน “เจ้าพูดโม้ต่อไปเถิด”
เมื่อพูดจบ เฮยหลวนก็ทำเหมือนว่าตนไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน
ชายหนุ่มจึงไม่สนใจนางและหลับตาต่อไป
กานจิ่วเม่ยที่อยู่ด้านข้างชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “เจ้าสังหารจินอีฉุยจริง และยังเคยเอาชนะเฮยหลวนได้ด้วยหรือ?”
“แล้วอย่างไรกัน?” ลู่เฉินพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
กานจิ่วเม่ยอดรู้สึกนับถือไม่ได้ “เจ้าช่างเก่งกาจนัก!”
กู่ซานฉงเต็มไปด้วยสีหน้าประหลาดใจ ส่วนคนอื่น ๆ ต่างก็ยังคงถกเถียงเรื่องระหว่างลู่เฉินและเฮยหลวน ว่าแท้จริงแล้วทั้งสองเคยต่อสู้กันมาก่อนหรือไม่
ส่วนจูเก๋อหลิงเฟิงที่อยู่อีกด้านหนึ่งนั้นกำลังพูดบางอย่างกับผู้อาวุโสแปด
“อาจารย์ ศิษย์น้องถูกเขาสังหารแล้วหรือ?” จูเก๋อหลิงเฟิงเอ่ยถามอย่างคาดไม่ถึง
“ตายแล้ว และไม่ว่าข้าจะข่มขู่เจ้าหนุ่มนั่นอย่างไร เขาก็ไม่สนใจข้า” ผู้อาวุโสแปดยิ่งพูดยิ่งโมโห
จูเก๋อหลิงเฟิงจึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะต้องทำให้เขาตายทั้งเป็นแน่นอน!”
“ต้องอาศัยเจ้าแล้ว!” ผู้อาวุโสแปดรอจูเก๋อหลิงเฟิงอย่างมีความหวัง อยากยืมมือเพื่อสั่งสอนลู่เฉิน
จูเก๋อหลิงเฟิงพยักหน้ารับ และมองไปยังศิษย์น้องของตนอีกคนหนึ่ง “ศิษย์น้องหลาว เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าอยู่ด้านข้างและปล่อยเขตแดนหมัดแสงทองออกมากักขังอีกสองคนไว้ก็พอ ส่วนข้าจะจัดการเจ้าหนุ่มผู้นั้นเอง”
“ได้เลย ศิษย์พี่” ศิษย์น้องหลาวที่มีรูปร่างเล็กขานรับ
จูเก๋อหลิงเฟิงจ้องมองไปยังลู่เฉินที่อยู่ไกลออกไป พลางพึมพำว่า “รอก่อนเถิด ข้าจะต้องทำให้เจ้าคุกเข่าร้องขอชีวิต!”
ไม่เพียงแต่จูเก๋อหลิงเฟิงเท่านั้น ผู้อาวุโสแปดก็จ้องมองลู่เฉินด้วยแววตาเย็นชาเช่นกัน
จนกระทั่งหลังจากที่เดินตามหลังออกมาถึงลำดับที่ยี่สิบแล้ว ผู้อาวุโสสิบจึงประกาศเข้าสู่เขตแดนสำหรับรอบถัดไป ส่วนคนที่ยังอยู่ในค่ายกลนั้นก็ค่อย ๆ ถูกเคลื่อนย้ายกลับออกมา
เมื่อรู้ว่ามีทั้งยี่สิบอันดับแล้ว คนของกลุ่มอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ หายไปทีละคน
“ตอนนี้ทุกคนตามข้ามา” เมื่อผู้อาวุโสสิบพูดจบ ก็พาทุกคนเดินผ่านตำหนักไป จนกระทั่งถึงลานกว้างแห่งหนึ่งที่อยู่ด้านข้างของตำหนัก
ที่นี่มีลานประลองขนาดใหญ่อยู่
และรอบลานประลองนี้ก็มีค่ายกลอยู่
เมื่อทุกคนได้เห็นแล้ว คนจำนวนไม่น้อยก็ควบคุมตนเองไม่ได้ทันที อยากขึ้นไปแลกเปลี่ยนกันบนลานประลอง
ผู้อาวุโสสิบมองไปยังผู้คนแล้วเอ่ยว่า “อีกครู่หนึ่งจะมีการจับฉลาก จากนั้นทุกกลุ่มจะต้องประลองกันห้าครั้ง ผู้ชนะจะได้รับหนึ่งแต้ม ฝ่ายแพ้จะถูกหักหนึ่งแต้ม”
เมื่อทุกคนได้ยินว่าจะมีการสุ่มจับฉลาก แต่ละคนต่างก็ภาวนาให้ตนไม่ต้องเผชิญหน้ากับเฮยหลวนและจูเก๋อหลิงเฟิง เพราะทั้งสองคนน่ากลัวยิ่งนัก