ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 655 มีโอกาสก็เล่นสนุกบ้าง ทำให้ทุกคนโดนหลอกอย่างไม่รู้ตัว
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 655 มีโอกาสก็เล่นสนุกบ้าง ทำให้ทุกคนโดนหลอกอย่างไม่รู้ตัว
บทที่ 655 มีโอกาสก็เล่นสนุกบ้าง ทำให้ทุกคนโดนหลอกอย่างไม่รู้ตัว
สำหรับการยั่วยุของจูเก๋อหลิงเฟิงนั้น ลู่เฉินเพียงแค่ยิ้มออกมาด้วยท่าทีที่ไม่แยแสนัก
ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างเฝ้ารอดูว่าหลังจากชายหนุ่มเผชิญหน้ากับจูเก๋อหลิงเฟิงแล้วจะมีท่าทีอย่างไร
แต่ก็ยังมีคนกังวล ตัวอย่างเช่นกู่ซานฉง กานจิ่วเม่ย และยังมีไป๋หลี่ซาน
กานจิ่วเม่ยที่เป็นหนึ่งในนั้นพูดขึ้นว่า “เฮยหลวนและจูเก๋อหลิงเฟิงแข็งแกร่งเกินไป”
กู่ซานฉงยิ่งขมวดคิ้วพลางพูดว่า “แข็งแกร่งนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง ที่สำคัญคือพวกเขาเป็นศัตรูของเจ้าหนุ่มนั่น”
ถึงแม้ไป๋หลี่ซานจะกังวล แต่กลับมองไปยังทั้งสองคน “พวกเจ้าเพียงแค่ให้ความร่วมมือ เรื่องอื่นไม่ต้องพูดให้มากความ!”
หากเป็นก่อนหน้านี้ พวกเขาอาจจะยังมีความกังวลว่าลู่เฉินจะมีความสามารถในการ ‘สั่งการ’ พวกเขาหรือไม่ แต่จากการประลองแบบแพ้แล้วคัดออกมาจนมาถึงตอนนี้ พวกเขาได้เห็นถึงความน่ากลัวของลู่เฉิน ดังนั้นจึงรู้สึกนับถือชายหนุ่มไปเสียแล้ว
ถึงแม้ไป๋หลี่ซานจะไม่ได้สั่งไว้ พวกเขาทั้งสองก็เชื่อฟังอีกฝ่ายอยู่ดี
ดังนั้นทั้งสองจึงทำเพียงขานรับสั้น ๆ
เพียงไม่นานการประลองในรอบแรกก็จบลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้อาวุโสสิบจึงจับฉลากอีกครั้ง
หลังจากหมายเลขถูกเปิดออก พวกลู่เฉินก็ได้เจอกับกลุ่มหมายเลขสอง นั่นก็คือเฉียนหลัวและพวก
เฉียนหลัวและคนอื่น ๆ เป็นคนของผู้อาวุโสเก้า แต่คนเหล่านี้ได้ถูกลู่เฉินจับเป็น ‘เชลย’ เป็นการส่วนตัวไปแล้ว หากตอนนี้ให้พวกเขายอมแพ้ก็สามารถทำได้
แต่ชายหนุ่มไม่ได้ทำเช่นนั้น เพราะผู้อาวุโสเก้าอยู่ในมุมมืด และยังคงมองดูลู่เฉินอยู่ตลอดเพื่อดูว่าอีกฝ่ายจะสามารถใช้เงาสายฟ้าได้หรือไม่
ดังนั้นลู่เฉินและคนอื่น ๆ จึงแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ผู้อาวุโสเก้ากลับเป็นฝ่ายปรากฏตัวออกมาเอง
เมื่อเห็นผู้อาวุเก้าที่ถูกปกคลุมไปด้วยหญ้า ทุกคนต่างก็แปลกใจว่าเขามาได้อย่างไร
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้อาวุโสเก้ายังเดินมาด้านหลังเฉียนหลัวและพวก และพูดกับทั้งสามคนว่า “อีกไม่นาน พวกเจ้าต้องแสดงพลังที่แท้จริงออกมา เข้าใจหรือไม่?”
“อาจารย์ ดูเหมือนเขาจะแข็งแกร่งยิ่งนัก” เฉียนหลัวแสร้งทำท่าทางกังวลใจ
“พวกเจ้าใช้สองคนไปขวางอีกสองคนไว้ จากนั้นให้เฉียนหลัวจัดการเจ้าหนุ่มนั่นอย่างรวดเร็วก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ?” ผู้อาวุโสเก้าจิ่วคูพูดอย่างไม่พอใจ
ทั้งสองแสร้งพยักหน้ารับ
จากนั้นสายตาของจิ่วคูก็มองไปยังลู่เฉิน พลางพึมพำออกมา “ข้าจะรอดูว่าสิ่งประหลาดนั่นคืออะไร!”
ทุกคนต่างถกเถียงกันว่าเพราะเหตุใดผู้อาวุโสเก้าจึงต้องสั่งการด้วยตัวเอง
หลังจากนั้น ผู้อาวุโสสิบก็มองไปยังคนแต่ละกลุ่ม “เอาล่ะ การแข่งขันในรอบที่สอง เริ่ม!”
พูดจบ คนของกลุ่มหมายเลขหนึ่งและสองก็ขึ้นไปบนลานประลอง
บนลานประลอง ชายหนุ่มให้กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงดูแลตัวเองให้ดี
ทั้งสองขานรับและเตรียมตัว
เฉียนหลัวมีโอกาสจึงอยากเล่นสนุก ดังนั้นเขาจึงทำเพียงจ้องมองไปยังลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม ข้ายอมรับว่าเจ้าเก่ง แต่พวกเราก็ไม่ได้อ่อนแอ!”
“โอ้? แสดงให้ข้าดูเสียหน่อย!” ลู่เฉินยิ้มพลางมองเฉียนหลัว
ในขณะที่เฉียนหลัวมองไปยังอีกสองคน “ใช้เถาวัลย์พันรัด!”
“ขอรับ!”
ทั้งสามมีแสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นมาทันที
ต่อมา เถาวัลย์ขนาดใหญ่สามเส้นก็ปรากฏออกมาบนลานประลอง และพันรัดทั้งสามคนไว้อย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะเส้นที่พันรัดลู่เฉินไว้นั้น เฉียนหลัวเป็นผู้ควบคุมมันเอง ดังนั้นเถาวัลย์เส้นนั้นจึงมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษจนดูเหมือนคนสองคน และยังพันรัดลู่เฉินไว้อย่างแน่นหนา ไม่ปล่อยให้ชายหนุ่มมีโอกาสหนีออกไปได้
ทุกคนเห็นเช่นนี้ก็คิดว่าลู่เฉินและพวกต้องแย่แน่
จิ่วคูพูดกับลู่เฉินด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าหนุ่ม ยังไม่ปล่อยสิ่งประหลาดบนตัวเจ้าออกมาหรือ?”
“สิ่งประหลาด?”
“ใช่! สิ่งที่สามารถกลืนกินพลังปราณและยังปล่อยสายฟ้าออกมาได้” จิ่วคูจ้องลู่เฉินเขม็ง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้อาวุโสแปดก็หวนคิดไปถึงตอนที่ลู่เฉินอยู่ในภูเขาซากศพ ได้ใช้สายฟ้าในการจัดการกับจินอีฉุย จากนั้นก็มีท่าทีจริงจังมากขึ้น “หรือผู้อาวุโสเก้ากำลังหาสิ่งนั้น?”
แต่คนอื่น ๆ ไม่รู้ ต่างก็มองหน้ากันพลางเอ่ยถามถึงสิ่งประหลาดนั้น
ลู่เฉินยกยิ้ม “จัดการคนเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งประหลาด”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” ผู้อาวุโสเก้าหัวเราะชอบใจ
ลู่เฉินใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ กลืนกินเถาวัลย์นี้ ทำให้เถาวัลน์นั้นแห้งเฉาไปในทันที และหล่นออกจากร่างของชายหนุ่ม
“เหตุใดจึงแห้งเฉา?” ทุกคนในบริเวณนั้นต่างก็สงสัย
บางคนยังเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจว่า “เจ้าหนุ่มผู้นี้ทำได้อย่างไร?”
“เข้าไม่ใช่ขั้นหลอมแก่นแท้แน่ ๆ!” ขณะนั้นเอง ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าตัวตนของลู่เฉินต้องมีปัญหาอะไรบางอย่าง
จิ่วคูเห็นเช่นนั้นก็มีสีหน้าไม่ดีนัก เขาจ้องมองไปยังชายหนุ่มพลางพูดว่า “เจ้าสามารถกลืนกินพลังปราณของสิ่งของได้?”
กลืนกินพลังปราณของสิ่งของ?
ทุกคนในบริเวณนั้นเข้าใจในทันที
ลู่เฉินฉีกยิ้ม “ถือว่าเจ้าเข้าใจ”
จิ่วคูไม่พอใจ ทั้งยังตะโกนไปยังเฉียนหลัวและคนอื่น ๆ “ใช้ค่ายกลต้นไม้!”
เฉียนหลัวจึงอดขานรับออกไปไม่ได้ “ขอรับ!”
เมื่อทุกคนได้ยินว่ามีค่ายกลต้นไม้ก็รู้สึกแปลกใจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบางคนที่ไม่รู้ได้เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ค่ายกลต้นไม้คือสิ่งใดกัน?”
คนบางส่วนที่เข้าใจจึงอธิบายว่า “คือการที่มีกองต้นไม้ปรากฏขึ้น และต้นไม้เหล่านี้สามารถโจมตีคนได้”
“โจมตีคน?” ยังมีบางคนไม่เข้าใจ แต่เพียงไม่นานก็ได้รับรู้
เมื่อเห็นเฉียนหลัวและพวกรวมพลังกันแล้ว เพียงไม่นานทั่วทั้งลานประลองก็ถูกปกคลุมไปด้วยเงาต้นไม้ทันที
เงาต้นไม้เหล่านี้โจมตีไปยังลู่เฉินและพวกอย่างบ้าคลั่ง
กานจิ่วเม่ยที่มีพลังอ่อนแอที่สุด เพียงไม่นานก็รู้สึกว่าต้นกำลังจะรับมือไม่ไหว
ลู่เฉินรู้ดีว่าเคล็ดวิชาที่ทั้งสามคนนี้รวมพลังกันอยู่นั้น หากคิดจะทำลายก็จำเป็นต้องทำให้ทั้งสามพ่ายแพ้
ดังนั้นชายหนุ่มจึงปล่อยเงาสายฟ้าออกมา พุ่งออกไปท่ามกลาง ‘ต้นไม้’ เหล่านี้ ทะลุผ่านกายเนื้อของเฉียนหลัวในทันที เฉียนหลัวจึงแสร้งกรีดร้อง และอีกสองคนก็เช่นกัน
ดังนั้นเมื่อทั้งสามล้มลงด้วยความเจ็บปวด ทุกคนต่างก็แปลกใจว่าลู่เฉินกำลังทำสิ่งใด เหตุใดจึงทำให้ทั้งสามคนล้มลงไปพร้อมกันได้
กานจิ่วเม่ยเบิกตากว้างมากขึ้น “นี่…!”
กู่ซานฉงยังไม่ได้ทันได้เห็นว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ลู่เฉินก็ฟื้นฟูกายเนื้อและเผยรอยยิ้มต่อหน้าทั้งสามคนแล้ว “ยอมแพ้เถิด!”
ในขณะนั้น หลังจากที่ทั้งสามแสร้งได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ยอมแพ้
ยอมแพ้?
ทุกคนสับสนไปหมด จิ่วคูระเบิดโทสะทันที เขาเดินไปยังทั้งสามคนที่อยู่บนลานประลองพลางก่นด่า “พวกเจ้ายอมแพ้ทำไมกัน?”
“อาจารย์ วิญญาณของพวกเราได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อสู้ต่อไปได้ยากนัก” เฉียนหลัวพูดด้วยสีหน้าลำบากใจ
“บาดเจ็บหนัก?” จิ่วคูไม่เชื่อ คิดที่จะตรวจสอบทั้งสามคน
ทั้งสามจึงจำต้องทำตาม
ขณะนั้นเอง จิ่วคูพบว่าวิญญาณของทั้งสามได้รับผลกระทบจริง ๆ ดูมีท่าทางอ่อนแอลงพอควร
จิ่วคูเอ่ยถามขึ้นว่า “เมื่อครู่เขาทำสิ่งใดกับพวกเจ้า?”
“เขาเข้าใกล้และโจมตีวิญญาณของเรา จากนั้นเราก็รู้สึกเจ็บปวด” เฉียนหลัวอธิบายด้วยความตื่นกลัว
จิ่วคูโมโหจัด “สมควรตายนัก”
เฉียนหลัวกลับรู้สึกคลายกังวล “ยังดีที่ยังไม่ถูกจับได้”
แท้จริงแล้วเมื่อครู่นี้ที่ชายหนุ่มเข้าใกล้พวกเขา เพียงแค่เพิ่มพลังบางอย่างบนวิญญาณของพวกเขาไปเพียงเล็กน้อย และพลังนี้ทำให้วิญญาณของพวกเขาดูอ่อนแอลง แต่แท้จริงแล้วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
แต่จิ่วคูเพียงแค่ดูไม่ออกเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น กลับจ้องมองลู่เฉินด้วยสีหน้าโกรธแค้น
หลังจากนั้น เมื่อผู้อาวุโสแปดเดินเข้ามาก็เอ่ยว่า “จิ่วคู เจ้ากำลังมองหาสิ่งประหลาดของเจ้าหนุ่มนั่นสินะ”
“ท่านรู้หรือ?” จิ่วคูสงสัย