ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 667 ผู้อาวุโสสาม ร่วมมือกันสืบหาตัวตนของอีกฝ่าย!
บทที่ 667 ผู้อาวุโสสาม ร่วมมือกันสืบหาตัวตนของอีกฝ่าย!
ผู้อาวุโสห้าไม่กล้าปิดบัง จึงทำได้เพียงตอบลู่เฉินไปตามความจริง “ทุกสิ่งล้วนมีวิญญาณ บางครั้งข้าก็ต้องการตรวจสอบพิษบางส่วน จำต้องฆ่าจิตของพิษให้ตายหรือกักขังไว้ และศิลานี้ก็ได้ผลดีเป็นอย่างมาก”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มจึงพูดว่า “ที่แท้เจ้าก็ใช้มันมาทำลายจิตวิญญาณของต้นพืช”
“ใช่ เป็นเช่นนั้น”
เมื่อลู่เฉินเข้าใจแล้ว เขาก็มองจูเก๋อหลิงเฟิง “เจ้าออกไปก่อน หากมีผู้ใดถามถึงอาจารย์ของเจ้า ก็บอกไปว่าเขาเก็บตัว ไม่ต้องการให้ผู้ใดรบกวน เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ นายท่าน” จูเก๋อหลิงเฟิงตอบอย่างระมัดระวัง กลัวว่าหากตนพูดอะไรผิดไปอาจจะถูกอีกฝ่ายจัดการเอาได้
“ไปเถิด” ลู่เฉินโบกมือ จูเก๋อหลิงเฟิงจึงรีบออกไปทันที หวาดเกรงว่าจะเห็นชายหนุ่มอีกครั้ง
ผู้อาวุโสห้าลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นมา “แล้วข้าล่ะ?”
“เจ้ารู้จักผู้อาวุโสสามมากน้อยเพียงใด?” ลู่เฉินมองไปที่ผู้อาวุโสห้า
ผู้อาวุโสห้าชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับ “ข้าไม่เคยพบเขามาก่อน”
“ไม่เคยพบมาก่อน?”
“แม้พวกเราจะเป็นผู้อาวุโส ทว่าแต่ละคนก็มีการใช้ชีวิตของตนเอง ผู้อาวุโสท่านอื่นต่างก็ออกมาเคลื่อนไหวบ้าง ดังนั้นข้าจึงจำพวกเขาได้ แต่ผู้อาวุโสสามเป็นเพียงคนเดียวที่ข้าไม่เคยพบในกลุ่มผู้อาวุโสทั้งสิบ เพราะเขาไม่เคยปรากฏตัวออกมา”
ชายหนุ่มคิดไม่ถึงว่าผู้อาวุโสสามจะลึกลับถึงเพียงนี้ แม้แต่ผู้อาวุโสท่านอื่นยังไม่เคยพบมาก่อน ดังนั้นเขาจึงพูดขึ้น “เช่นนั้นเจ้าก็ไปก่อนเถิด หากผู้อาวุโสท่านอื่นมาตามหาเจ้า เจ้าจงบอกไปว่าข้าหนีไปแล้ว เรื่องอื่นก็ไม่ต้องพูดให้มากความ”
“ตกลง” เมื่อผู้อาวุโสห้าพูดจบ จึงเตรียมตัวที่จะออกไป
ทว่าลู่เฉินกลับไม่ไป เรื่องนี้ทำให้ผู้อาวุโสห้าไม่เข้าใจ อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร นางจึงไม่กล้าถามอะไรมากนัก ทำได้เพียงออกไปเงียบ ๆ
ส่วนลู่เฉิน เดิมทีเขาคิดจะออกไป แต่เมื่อมองค่ายกลรอบ ๆ จึงหวนคิดถึงสิ่งที่ผู้อาวุโสแปดพูดถึง “ดูเหมือนว่าจะต้องไปพบผู้อาวุโสสามเสียหน่อยแล้ว”
ลู่เฉินเปลี่ยนแปลงค่ายกลของห้องลับนี้เพียงเล็กน้อย เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดเข้ามาวุ่นวายได้ จึงปล่อยกุ่ยเจี๋ยออกมา และนำจิตเข้าไปในร่างของกุ่ยเจี๋ยเอง จากนั้นก็ให้อีกฝ่ายก็แฝงตัวเข้าไปยังค่ายกล
เพราะค่ายกลนี้เชื่อมต่อกับค่ายกลใหญ่ของวังผู้อาวุโส ดังนั้นเมื่อลู่เฉินควบคุมกุ่ยเจี๋ยทะลุผ่านค่ายกลห้องลับนี้ออกไป ไม่นานก็ผ่านเข้าไปยังห้องลับที่สาม และก็เป็นสถานที่ที่ผู้อาวุโสสามพักอยู่
กุ่ยเจี๋ยที่ลอยตัวอยู่บนค่ายกลเห็นเพียงหมอกสีขาวโพลน จิตของเขากวาดสายตามองพลางพึมพำออกมา “ชายผู้นี้ ช่างดูลึกลับยิ่งนัก”
ลู่เฉินให้กุ่ยเจี๋ยค่อย ๆ เข้าไปภายในหมอกขาว
เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่งก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่าง
เมื่อชายหนุ่มคิดจะให้กุ่ยเจี๋ยเข้าไปใกล้อีกนิด เขาก็เห็นโลงศพหินสีดำ ภายในนั้นมีกลิ่นอายบางอย่าง
เขารู้สึกสงสัยขึ้นมา “หรือชายผู้นั้นจะนอนอยู่ในโลงศพหินนี้?”
ลู่เฉินจึงให้กุ่ยเจี๋ยเข้าใกล้ต่อไป
ขณะนั้นเอง โลงศพหินก็เกิดการเปลี่ยนแปลง และยังมีเสียงชายชราผู้หนึ่งดังขึ้น “ผู้ใด!”
ไม่นานนัก ไอภูตผีกลุ่มหนึ่งได้ลอยออกมาจากโลงศพหินนี้ จากนั้นก็โจมตีไปยังทิศทางที่กุ่ยเจี๋ยอยู่
เมื่อกุ่ยเจี๋ยถูกโจมตี สำหรับตัวเขาเองแล้ว ไอภูตผีไม่สามารถทำร้ายเขาได้ ดังนั้นถึงแม้เขาจะถูกเปิดเผยตัวก็ไม่เป็นอะไรสักนิด
“เจ้าคือใครกัน?” เสียงในโลงศพหินเอ่ยถามขึ้นมา
“ข้ามาฆ่าเจ้า” ลู่เฉินควบคุมกุ่ยเจี๋ยให้พูดกับคนในโลงศพหิน
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายที่อยู่ภายในโลงศพหินจึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้นมา “ฆ่าข้า? ใครจะฆ่าข้า?”
“ข้ามาจากแดนชุมนุมภูตผี!” ชายหนุ่มพูดออกไปอย่างสบาย ๆ
ชายคนนั้นตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง “ข้าถามเจ้าว่าใครคิดจะฆ่าข้า!”
“ราชันย์กระดูกภูต” ลู่เฉินหาเหตุผลง่าย ๆ มาตอบ
“เป็นไปไม่ได้! ชายผู้นั้นจะอยากฆ่าข้าได้อย่างไร?” ชายผู้นั้นเอ่ยถามขึ้นมา
ชายหนุ่มพึมพำขึ้นมา “หรือว่า เขาจะรู้จักราชันย์กระดูกภูต?”
“เจ้าจงพูดความจริงกับข้า มิเช่นนั้น ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไป!”
เมื่อพูดจบ รอบ ๆ ก็เกิดไอภูตผีจำนวนมากลอยออกมาจากภายในโลงศพหิน
ลู่เฉินพูดขึ้นว่า “วังเหมันต์สงัด ให้ราชันย์กระดูกภูติมาจัดการเจ้า!”
“วังเหมันต์สงัด ยิ่งเป็นไปไม่ได้!” อีกฝ่ายโมโหยิ่งขึ้น
ชายหนุ่มจึงถามด้วยความสงสัย “เหตุใดจึงเป็นไปไม่ได้?”
“พวกเขาไหว้วานให้ข้าทำบางอย่างให้ เหตุใดจึงอยากฆ่าข้ากัน?” ชายภายในโลงศพหินพูดเพียงสั้น ๆ ทำให้ลู่เฉินรู้สึกแปลกใจ หากอีกฝ่ายต้องการฆ่าตน นั่นเป็นไปได้ว่าอาจจะต้องเกี่ยวข้องกับพวกเขา
แต่ลู่เฉินไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ จึงพูดขึ้นว่า “อย่างไรก็ช่าง ข้าได้รับภารกิจมาจากแดนชุมนุมภูตผี”
“เจ้าโกหก!”
“ข้าเปล่า!”
อีกฝ่ายดูเย็นชาขึ้นมา “อีกไม่นานเจ้าก็จะเชื่อ!”
ไม่นานนัก ไอภูตผีเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นเขตแดนกักขังกุ่ยเจี๋ยไว้ภายใน
ลู่เฉินสามารถทำให้กุ่ยเจี๋ยหายตัวไปเมื่อใดก็ได้ แต่ชายหนุ่มไม่ได้หายตัวไปทันที เขากลับคิดที่จะล่องูออกจากถ้ำ จึงแสร้งพูดด้วยความตกใจว่า “นี่คือสิ่งประหลาดใดกัน!”
“สิ่งนี้เรียกว่าเขตแดนวิญญาณ ใช้เพื่อกักขังวิญญาณโดยเฉพาะ” อีกฝ่ายพูดด้วยความพอใจ
ชายหนุ่มจึงพูดด้วยเสียง ‘หดหู่’ ว่า “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
“จงบอกมาว่าผู้ใดส่งเจ้ามากันแน่ มิเช่นนั้นข้าจะทำให้วิญญาณของเจ้าหายไป!” ชายผู้นั้นข่มขู่
“ข้าไม่เชื่อ!” ลู่เฉินเอ่ยด้วยเสียง ‘ดื้อรั้น’
“ได้! ข้าจะทำให้เจ้ารู้ถึงความแข็งแกร่งของข้า” ชายคนนั้นควบคุมเขตแดนวิญญาณ ทำให้เขตแดนนี้เริ่มมีขนาดเล็กลงราวกับเป็นปราการวิญญาณ และกักขังกุ่ยเจี๋ยไว้ภายใน
ลู่เฉินให้กุ่ยเจี๋ยแสร้งทำเป็นเจ็บปวดขึ้นมา
กุ่ยเจี๋ยทำตามที่ลู่เฉินบอก เมื่อส่งเสียงร้องขึ้นมา เขาก็หายตัวไป ล่องหนและรักษาระยะห่างจากโลงศพหินนี้ไว้
เมื่อชายที่อยู่ภายในโลงศพหินไม่สามารถสัมผัสถึงกุ่ยเจี๋ยได้ จึงคิดว่าเขตแดนวิญญาณของตนได้ฆ่าอีกฝ่ายไปแล้ว จึงพูดด้วยความพอใจว่า “ช่างไม่รู้จักประมาณตนเสียจริง!”
หลังจากนั้นเขาก็เงียบไป แต่ลู่เฉินยังคงสนใจการเคลื่อนไหวของโลงศพหินและคนด้านในอยู่ จึงวางค่ายกลไว้รอบ ๆ
ไม่เพียงเท่านั้น ชายหนุ่มยังให้กุ่ยเจี๋ยเข้าไปในค่ายกล และค่อยกำชับให้รักษาระห่างระหว่างโลงศพหินและชายผู้นั้นไว้
หลังจากนั้นจึงแทรกจิตกลับไปยังร่างของตน เพื่อที่หลังจากนี้เขาจะสามารถมองเห็นภาพของโลงศพหินนั้นได้จากค่ายกล
“ข้าจะรอดูว่าหลังจากนี้เจ้าคิดจะทำสิ่งใด” ลู่เฉินยิ้มมุมปาก
แต่ตอนนี้โลงศพหินดูเงียบสงบมาก ชายหนุ่มจึงไม่ได้สนใจมากนัก มอบหน้าที่นี้ให้กุ่ยเจี๋ยคอยดูแล และตนก็ได้หายตัวไปหาผู้อาวุโส
เมื่อเขากลับไปที่สวน ผู้อาวุโสหลายก็คนได้รออยู่ที่นั่นแล้ว เพราะหลาย ๆ คนได้รู้จากผู้อาวุโสห้าว่าลู่เฉินได้หนีไปแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงอยากมายืนยัน
แต่เมื่อไม่เห็นชายหนุ่ม พวกเขาจึงเริ่มรู้สึกร้อนใจขึ้นมา ไป๋หลี่ซานจึงคอยพูดปลอบพวกเขา “ผู้อาวุโสทุกท่าน อย่ากังวลใจไปเลย อีกไม่นานเขาก็กลับมาแล้ว”
ผู้อาวุโสเจ็ดที่สวมชุดสีขาวหันหลังให้ไป๋หลี่ซานพลางพูดขึ้นว่า “เขาสำคัญกับพวกเรามาก ดังนั้นหากพวกเจ้ามีข่าวคราวใด ต้องรีบมาบอกพวกเราทันที”
“วางใจเถิด ข้า… ข้าจะทำเช่นนั้น” ไป๋หลี่ซานรับปาก
ผู้อาวุโสเจ็ดรู้สึกกังวล เขามองไปที่ผู้อาวุโสสี่และผู้อาวุโสสิบ “ข้าสงสัยว่าผู้อาวุโสห้าฆ่าเขาจริง ๆ หรือส่งตัวเขาไปให้ผู้อาวุโสแปด”
ผู้อาวุโสสี่ถามด้วยความสงสัย “เช่นนั้นเจ้ามีแผนอย่างไร?”
“ไปดูผู้อาวุโสแปดก่อน” ผู้อาวุโสเจ็ดหมุนตัวจะเดินออกไป แต่ด้านนอกนั้นกลับมีคนผู้หนึ่งกำลังคลี่ยิ้มพลางมองมาที่พวกเขา
ผู้อาวุโสเจ็ดที่มีผิวขาวนวลราวกับเด็กจ้องมองไปยังคนผู้นั้น “เจ้า… ไม่เป็นอะไร?”
คนผู้นี้ก็คือลู่เฉิน …เขาสงสัยว่าผู้อาวุโสเจ็ดดูราวกับเด็กหนุ่มวัยไม่กี่สิบปีเท่านั้น ทว่าเหตุใดน้ำเสียงของอีกฝ่ายกลับฟังดูเป็นชายชราเช่นนี้