ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 666 ค่ายกลใหญ่เคลื่อนไหว? แล้วอย่างไร?
บทที่ 666 ค่ายกลใหญ่เคลื่อนไหว? แล้วอย่างไร?
เมื่อลู่เฉินได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสแปด ชายหนุ่มก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “คงต้องบอกข่าวร้ายแก่เจ้าเสียหน่อย”
“ข่าวคราวอันใดกัน?” ผู้อาวุโสแปดสงสัย
“อย่ารีบร้อน รอให้เจ้าหมดแรงมากกว่านี้เสียก่อน ข้าถึงจะบอก” ลู่เฉินมองอีกฝ่ายที่กำลังเผาไหม้วิญญาณ
หลังจากผู้อาวุโสแปดได้ยินสิ่งที่ลู่เฉินพูด เขาก็รู้สึกผิดเล็กน้อย “หมายความว่าอย่างไร?”
“ความหมายของข้านั้นง่ายมาก รอให้เจ้าอ่อนแอเสียก่อน ข้าค่อยจัดการเจ้า” ลู่เฉินมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
ผู้อาวุโสแปดคิดว่าลู่เฉินกำลังพูดเรื่องตลก ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจ ทั้งยังตะโกนขึ้นมา “เจ้าอย่าคิดว่าจะหลอกข้าได้!”
“เช่นนั้นเจ้าก็เผาไหม้ต่อไปเสีย!”
ผู้อาวุโสแปดตะโกนขึ้นมาและไม่พูดอะไรอีก ในขณะที่ผู้อาวุโสห้าที่อยู่ด้านนอกเขตแดนรู้สึกแปลกใจว่าลู่เฉินคิดจะทำสิ่งใด
จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง วิญญาณของผู้อาวุโสแปดก็ค่อย ๆ เลือนหายไป
และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินก็นำมือข้างหนึ่งวางลงบนเขตแดน ทำให้มันเริ่มเปลี่ยนไป จนในที่สุดผู้อาวุโสแปดก็หยุดการเผาไหม้
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เมื่ออาวุโสแปดรู้สึกว่าพลังวิญญาณของตนไม่สามารถใช้งานได้ เขาก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป “เจ้าทำอันใด?”
“ข้าผูกมัดพลังวิญญาณของเจ้าเอาไว้แล้ว พลังวิญญาณของเจ้าจะไม่สามารถการใช้งานได้ เพียงแต่ตอนแรกเจ้าต้องอ่อนแอลงเสียก่อน ข้าจึงจะสามารถใช้ได้” ชายหนุ่มฉีกยิ้มขณะมองผู้อาวุโสแปด
“ว่าอย่างไรนะ?” ทันทีที่ผู้อาวุโสแปดได้ยิน ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นมา และรู้สึกราวกับกำลังถูกลู่เฉินหลอก
เมื่อลู่เฉินเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย เขาก็พูดขึ้นว่า “นั่นเป็นเพราะเจ้าต้องการเผาไหม้ตนเอง จะมาโทษข้าไม่ได้!”
“เจ้า…เป็นเพราะเจ้า!” ผู้อาวุโสแปดไร้เรี่ยวแรงที่จะตะโกนออกมา เขาแทบอยากจะให้ลู่เฉินพังพินาศไปพร้อม ๆ กัน
แต่พลังวิญญาณของเขาใช้ไม่ได้แม้แต่น้อย จึงทำได้เพียงร้องเรียกแต่ไม่สามารถทำอะไรผู้ใดได้
ผู้อาวุโสห้าที่อยู่อีกด้านหนึ่ง เมื่อเห็นเรื่องดังกล่าวก็ถึงกับอ้าปากค้าง “ช่างน่ากลัวเสียจริง!”
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มชั่วร้าย และสร้างตราประทับวิญญาณบนร่างของผู้อาวุโสแปดทันที หลังจากนั้นก็พูดขึ้นว่า “หากไม่อยากตาย ก็จงยอมแพ้เสียเถิด”
ผู้อาวุโสแปดพูดด้วยความโมโห “ตราบใดที่เจ้ากล้าปล่อยข้าออกไป ข้าก็กล้าที่จะฆ่าตัวตาย!”
“ดื้อดึงอะไรถึงเพียงนี้?”
ผู้อาวุโสแปดตะคอกกลับไป “ใช่!”
“ได้! เช่นนั้นเจ้าก็จงอยู่ที่นี่เสีย เมื่อใดที่เจ้าไตร่ตรองดีแล้วค่อยกลับไปหาข้า!” เมื่อลู่เฉินพูดจบก็มองไปที่ผู้อาวุโสห้า “เราไปกันเถิด”
ผู้อาวุโสห้าขานรับ จากนั้นวิญญาณจึงออกจากขวดไป
ขณะนั้นเอง จูเก๋อหลิงเฟิงยังคงอยู่ในห้องลับและคอยมองด้วยความกังวล จนกระทั่งผู้อาวุโสห้าลืมตาขึ้น จูเก๋อหลิงเฟิงจึงรีบเข้ามาถามด้วยความร้อนใจ “เป็นอย่างไรบ้าง? อาจารย์ของข้าเล่า?”
ผู้อาวุโสห้ามองไปยังจุดที่อีกฝ่ายยืนอยู่ก็เห็นอีกฝ่ายกำลังยืนอยู่ภายในเขตแดนโปร่งแสง จึงยิ้มและพูดขึ้นว่า “เป็นอย่างไร? กลัวว่าข้าจะทำร้ายเจ้าหรือ?”
“อาจารย์บอกว่า ทำเช่นนี้จะปลอดภัย” จูเก๋อหลิงเฟิงพูดด้วยความลำบากใจ
ผู้อาวุโสห้าขานรับ ก่อนจะเดินผ่านไป จูเก๋อหลิงเฟิงจึงสงสัย “ผู้อาวุโสห้า… นี่ท่าน?”
“อาจารย์ของเจ้าบอกว่าจะอยู่ข้างในอีกสักพัก” ผู้อาวุโสห้าตอบ
จูเก๋อหลิงเฟิงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ จึงเอ่ยถามอีกครั้ง “ผู้อาวุโสห้า คือว่า… ท่านช่วยพาอาจารย์ของข้าออกมาหน่อยเถอะ”
“ถ้าข้าไม่ทำเล่า?” ผู้อาวุโสห้าแย้มยิ้มพลางมองจูเก๋อหลิงเฟิง
อีกฝ่ายจึงตื่นตระหนก “หากท่านไม่ทำ เช่น… เช่นนั้น ข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว!”
“โอ้? เกรงใจ?”
“อาจารย์บอกว่า หากเขาไม่ออกมา ให้ข้าเคลื่อนไหวค่ายกลสังหารนี้” จูเก๋อหลิงเฟิงพูดจบก็ถอยไปด้านหลัง ในขณะที่ผู้อาวุโสห้านั้นไม่สามารถผ่านเข้าไปได้
สิ่งนี้ทำให้ผู้อาวุโสห้าขมวดคิ้วมุ่น
ทันใดนั้น ลู่เฉินได้ใช้เคล็ดวิชาวิญญาณสายฟ้าลอยตัวออกมาจากภายในขวดนั้น และพุ่งตัวไปยังจูเก๋อหลิงเฟิง
จูเก๋อหลิงเฟิงเห็นลู่เฉินพุ่งตัวมาก็ตกตะลึงจนหน้าถอดสี จากนั้นก็รีบวิ่งไปยังสถานที่หนึ่งในค่ายกลอย่างรวดเร็ว
ทว่าลู่เฉินเร็วกว่ามาก ไม่นานก็ไปถึงด้านหน้าของสถานที่นั้น เปลี่ยนแปลงเส้นทางภายในค่ายกลของเขาเล็กน้อย ทำให้จูเก๋อหลิงเฟิงหลงทางอยู่ภายในค่ายกล
จูเก๋อหลิงเฟิงหวาดกลัวจนต้องมองไปรอบ ๆ “เกิดอะไรขึ้น?”
“ค่ายกลนี้กว้างใหญ่ไพศาล เจ้ารู้เพียงแค่เส้นทาง แต่กลับไม่เข้าใจถึงความลึกซึ้งที่แท้จริงของค่ายกลนี้” ลู่เฉินปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าจูเก๋อหลิงเฟิงพลางพูดด้วยรอยยิ้ม
“ความหมายลึกซึ้งใดกัน?!” จูเก๋อหลิงเฟิงไม่เข้าใจในสิ่งที่ชายหนุ่มพูดสักนิด
ลู่เฉินจึงอธิบายว่า “ความหมายของข้าก็คือ ข้าเพียงแค่เปลี่ยนเส้นทางในค่ายกลเล็กน้อย เจ้าก็แทบจะไม่รู้แล้วว่าเส้นทางที่ถูกต้องนั้นอยู่ที่ใด!”
เมื่อจูเก๋อหลิงเฟิงได้ฟังก็มีสีหน้าไม่ดีนัก “เจ้าทำลายค่ายกลแล้วหรือ?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?”
“เช่นนั้น อาจารย์ของข้า?”
“ถูกข้าขังไว้แล้ว”
สีหน้าของจูเก๋อหลิงเฟิงเปลี่ยนไป เขาพูดขึ้นว่า “เช่นนั้น… ขอแค่เจ้าไม่สังหารข้า ไม่ว่าเรื่องใดข้าจะยอมเชื่อฟังเจ้า!”
“ยอมแพ้เร็วเช่นนี้เชียวหรือ?” ลู่เฉินยิ้ม
“ข้ายังไม่อยากตาย” จูเก๋อหลิงเฟิงรู้ถึงความน่ากลัวของอีกฝ่าย ยิ่งอาจารย์ของตนถูกกักขังเช่นนี้ หากต่อต้านไปก็ไม่มีความหมาย
“ได้ มาเถิด!”
จูเก๋อหลิงเฟิงไม่รู้ว่าลู่เฉินต้องการทำอะไร สุดท้ายก็ต้องจำยอมเดินเข้าไป
ลู่เฉินเพิ่มอักขระยันต์หุ่นเชิดไว้บนร่างกายของอีกฝ่าย จากนั้นก็สร้างตราประทับวิญญาณลงบนวิญญาณของอีกฝ่ายด้วย
มีสิ่ง ‘ปกป้อง’ สองชั้นเช่นนี้ แม้จูเก๋อหลิงเฟิงจะคิดต่อต้านก็ไม่สามารถทำได้ ทำได้เพียงเชื่อฟังลู่เฉินเท่านั้น
ผู้อาวุโสห้าที่มองเหตุการณ์อยู่ข้างเขตแดนรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เห็น
จนกระทั่งลู่เฉินไปอยู่ข้าง ๆ นาง และพูดขึ้นว่า “ไปกันเถิด”
ผู้อาวุโสห้าเอ่ยด้วยความสงสัย “ค่ายกลนี้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว หากพวกเราคิดจะออกไป เกรงว่าจะเป็นเรื่องยาก!”
“ข้าบอกแล้วว่านี่เป็นเรื่องเล็ก” พูดจบ ชายหนุ่มก็ทำลายค่ายกลรอบ ๆ ลงอย่างง่ายดาย
ผู้อาวุโสห้ามองพลางอ้าปากค้าง
ก่อนที่ลู่เฉินจะออกไปนั้น เขาพลันคิดอะไรบางอย่างออก จึงมองไปยังจูเก๋อหลิงเฟิง “ศิลาที่พวกเจ้าใช้เรียนฝ่ามือแปดวิญญาณนั้นอยู่ที่ใด?”
“นั่น!” จูเก๋อหลิงเฟิงชี้ไปยังศิลาที่อยู่ภายในฝาครอบโปร่งแสงที่ดูไม่สะดุดตานัก
เมื่อเห็นศิลานี้เป็นสีดำ อีกทั้งด้านบนยังมีตะไคร่น้ำสีคล้ำ ก็ดูคล้ายกับว่ามันถูกเก็บมาจากกองขยะ
“โอ้? ของสิ่งนี้…” ลู่เฉินเดินเข้าไปดูด้วยความแปลกใจ แต่เมื่อมือสัมผัสครอบแก้ว มันก็เปล่งแสงสีทองสว่างขึ้นมาราวกับกำลังป้องกันลู่เฉิน
จูเก๋อหลิงเฟิงอธิบายว่า “สมบัติวิญญาณนี้เชื่อฟังเพียงอาจารย์ของข้า!”
ผู้อาวุโสห้าจึงพูดขึ้น “ฝาครอบแก้วนี้ เป็นครอบศักดิ์สิทธิ์เก้าดาวระดับต่ำ ดังนั้นจึงเปิดได้ยากมาก!”
“ไม่ว่าสมบัติวิญญาณใด เมื่ออยู่ต่อหน้าข้า มันต้องยอมแพ้!” ลู่เฉินแสยะยิ้มร้ายกาจ เขายื่นมือออกไปอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยกลิ่นอาย ‘ศาสตรา’ ออกมาจากร่างกาย
เมื่อผู้อาวุโสห้าและจูเก๋อหลิงเฟิงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบนร่างของเขาที่เปลี่ยนไป ทั้งสองจึงรู้สึกสงสัย
เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ครอบแก้วนี้ก็ยอมเชื่อฟังทันที จากนั้นสิ่งที่ลอยออกมาก็คือศิลาชิ้นนั้นที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าลู่เฉิน
เมื่อลู่เฉินกำลังจะไปหยิบศิลาขึ้นมา ผู้อาวุโสห้าก็เอ่ยเตือนทันที “ระวัง!”
“โอ้? อันตรายมากหรือ?”
“ของสิ่งนี้ดูดวิญญาณได้” ผู้อาวุโสห้าตอบ
“เจ้ารู้จัก?”
“ครั้งหนึ่งนั้น ผู้อาวุโสแปดเคยเรียกข้ามาตรวจสอบด้วยกัน ดังนั้นข้าจึงยอมช่วยเขาจัดการเจ้า เพื่อที่จะให้เขามอบศิลานี้ให้ข้า” ผู้อาวุโสห้าพูดถึงเหตุผลที่ตนยอมช่วย
ลู่เฉินจึงหันกลับมามองผู้อาวุโสห้าด้วยความแปลกใจ “เช่นนั้น เหตุใดเจ้าจึงต้องการศิลานี้?”