ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 669 เคล็ดวิญญาณหมื่นวิชา เร่งรัดการฝึกฝน!
บทที่ 669 เคล็ดวิญญาณหมื่นวิชา เร่งรัดการฝึกฝน!
ศาสตราวิญญาณพูดด้วยความเคารพ “ข้ามีนามว่าลิ่วกุ่ย เดิมทีอยู่ในแดนชุมนุมภูตผี”
“มาจากแดนชุมนุมภูตผีจริง ๆ! แต่เหตุใดเจ้าจึงมีนามว่าลิ่วกุ่ย?” ลู่เฉินรู้สึกว่าชื่ออีกฝ่ายดูแปลกพิกล
“นับตั้งแต่ข้าอยู่บนศิลาและมีดวงจิต เจ้าของคนแรกก็ตั้งชื่อให้ข้าว่าลิ่วกุ่ย” ลิ่วกุ่ยก็ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดเจ้าของของตนจึงตั้งชื่อนี้ให้
เมื่อลู่เฉินเข้าใจแล้วจึงมองไปยังลิ่วกุ่ย “เจ้าก็ใช้ฝ่ามือแปดวิญญาณได้?”
“อืม”
“เช่นนั้น วิญญาณเหล่านี้?” ลู่เฉินชี้ไปยังวิญญาณภายในเขตแดน
“วิญญาณเหล่านี้ถูกศิลานี้ดูดเข้าไป เมื่อไม่สามารถออกไปได้จึงค่อย ๆ สูญเสียจิตและกลายเป็นวิญญาณโดดเดี่ยว!” ลิ่วกุ่ยอธิบาย
“โอ้? เช่นนั้นเหตุใดเมื่อครู่ที่เจ้าใช้ฝ่ามือแปดวิญญาณ วิญญาณเหล่านี้ถึงได้ดูตื่นเต้นเล่า” ลู่เฉินชี้ไปยังวิญญาณเหล่านี้
ลิ่วกุ่ยค่อย ๆ พูดขึ้นว่า “วิญญาณที่สมบัติวิญญาณนี้ดูดเข้ามานั้น สามารถร่วมมือกับศิลานี้ได้ ทำให้การใช้ฝ่ามือแปดวิญญาณมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”
ลู่เฉินเหมือนจะเข้าใจบางอย่าง “ดูเหมือนว่า ฝ่ามือดูดวิญญาณนั้นจะเก่งกาจจริง ๆ จึงสามารถยืมพลังวิญญาณของสิ่งอื่นได้!”
ลิ่วกุ่ยไม่รู้ว่าสิ่งใดคือฝ่ามือดูดวิญญาณ เพราะที่นี่มีบันทึกเพียงแค่แปดฝ่ามือ ดังนั้นมันจึงเรียกว่าฝ่ามือแปดวิญญาณ แต่เมื่อได้ยินว่ายืมพลังวิญญาณ จึงพยักหน้า “ใช่ คือการยืมพลังวิญญาณของผู้อื่น”
‘มิน่าเล่า ฝ่ามือแปดวิญญาณของบรรดาศิษย์ผู้อาวุโสแปดถึงได้อ่อนแอนัก …การที่ผู้อาวุโสแปดแข็งแกร่ง ที่แท้ก็เพราะเพื่อยืมพลังวิญญาณจากผู้อื่นนี่เอง’ ลู่เฉินคิดในใจ
ลิ่วกุ่ยไม่รู้ว่าลู่เฉินกำลังคิดอะไร มันกลับมาข้าง ๆ เขตแดน และจ้องมองพลังภายในฝ่ามือแปดวิญญาณที่อยู่ด้านบน “ข้าขอตรวจสอบสักหน่อย”
จากนั้นชายหนุ่มจึงนั่งลง หลับตาทั้งสองข้าง และเริ่มตรวจสอบพลังภายในของฝ่ามือแปดวิญญาณนี้
แต่ขณะกำลังตรวจสอบอยู่นั้น ลู่เฉินได้ใช้พลังภายในชนิดหนึ่ง เรียกว่า ‘เคล็ดวิญญาณหมื่นวิชา’
‘เคล็ดวิญญาณหมื่นวิชา’ เป็นเคล็ดวิชาหนึ่งที่ช่วยฝึกฝนเคล็ดวิชาวิญญาณ
แต่เมื่อใช้ ‘เคล็ดวิญญาณหมื่นวิชา’ นั้น ทั้งร่างจะตกอยู่ในสภาวะหลงลืมตัวตน ดังนั้นจึงไม่สามารถให้อันตรายใด ๆ เข้าไปรบกวนได้ มิเช่นนั้นจะสะท้อนกลับได้ง่าย ทำให้วิญญาณได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง
หลังจากใช้เคล็ดวิชาแล้ว ชายหนุ่มจึงหันไปพูดกับเงาสายฟ้าและลิ่วกุ่ย “พวกเจ้าค่อยคุ้มครองอยู่ข้าง ๆ อย่าให้ผู้ใดรบกวนข้า!”
“ขอรับ!” ทั้งสองตอบรับ
ทันใดนั้น ร่างของลู่เฉินก็เกิดแสงสีดำจาง ๆ ขึ้นมา แสงสีดำเหล่านี้ปกคลุมตัวอักษรที่อยู่บนเขตแดน จากนั้นก็เกิดแสงสว่างขึ้นตรงหน้าลู่เฉิน
ภาพนี้เกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานาน
เมื่อชายหนุ่มเข้าใจทุกอย่างแล้ว เขาจึงกลับมายังร่างเดิม แต่ทั้งร่างดูอ่อนแอลงเล็กน้อย “ตอนนี้ยามใดแล้ว?”
“นายท่าน เป็นวันรุ่งขึ้นแล้วขอรับ” เงาสายฟ้าเล่าเหตุการณ์ด้านนอกให้ลู่เฉินฟัง
เมื่อเข้าใจแล้ว เขาจึงพูดขึ้นมาว่า “เช่นนั้น ข้าออกไปก่อน”
หลังจากนั้นลู่เฉินก็ให้ลิ่วกุ่ยอยู่ในศิลาต่อไป ส่วนเงาสายฟ้าติดตามออกไปจากศิลานี้
ไม่นานจิตก็หวนกลับมาในร่างเดิม จากนั้นเขาจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ทันใดนั้นเอง ฟ้าด้านนอกก็สว่างแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น กานจิ่วเม่ยยังคอยตะโกนอยู่ด้านนอกค่ายกลด้วย “เฮ้! ใกล้จะได้เวลาประลองแล้ว เจ้ายังอยู่ข้างในหรือไม่?”
ประลอง?
ลู่เฉินไม่คิดว่าจะเร็วเช่นนี้ เขาหยันกายลุกขึ้นยืนและเดินออกจากค่ายกลไป
ด้านนอกค่ายกล เมื่อกานจิ่วเม่ยเห็นชายหนุ่มเดินออกมาจึงพูดตัดพ้อ “ข้าเรียกเจ้ามาเกือบครึ่งวันแล้ว เหตุใดเจ้าจึงเพิ่งออกมา?”
“เพื่อความศักดิ์สิทธิ์” ลู่เฉินพูดสั้น ๆ ดังนั้นกานจิ่วเม่ยจึงไม่กล้าถามอะไรต่อ
ความศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝัน ดังนั้นไม่นานนางจึงพูดอย่างโล่งใจ “รีบเข้าเถอะ ประมุขยอดเขาและศิษย์พี่ไปรอที่ลานประลองแล้ว”
“อืม” ลู่เฉินขานรับ จากนั้นจึงเดินตามหญิงสาวออกไป
ส่วนผู้อาวุโสเจ็ดและผู้อาวุโสสี่ที่เฝ้ามองอยู่ในมุมมืดนั้น เมื่อพวกเขาเห็นชายหนุ่มเดินออกมาจึงวางใจ จากนั้นก็แอบตามไปเงียบ ๆ จนถึงลานประลอง
บนลานประลองมีผู้คนมากมายรวมตัวและเถียงกันไม่เลิกรา
“เหตุใดจึงยังไม่เริ่มอีก?” มีคนบ่นขึ้นมา
“น่าจะรอคนของภูเขาเดียวดายคนนั้น”
“ข้าว่าเขาคงไม่กล้ามาแล้ว!”
“เหตุใดจึงไม่กล้า?”
“เมื่อวานผู้อาวุโสแปดทำกับเขาเช่นนั้น หากยังกล้าปรากฏตัว เขาก็คงถูกผู้อาวุโสแปดจับไปอีก หากมาไม่เท่ากับตายหรือ?”
ทุกคนต่างก็คิดว่ามีเหตุผล
แต่เฮยหลวนที่รออยู่อีกด้านหนึ่งกลับรู้สึกกังวลเล็กน้อย เพราะนางเตรียมตัวประลองกับลู่เฉินมาหลายวัน หากเขาไม่มา ตนคงเสียเวลาเปล่า
ไม่เพียงเท่านั้น แฝดที่อยู่ข้างกายเฮยหลวนต่างก็พูดตัดพ้อขึ้นมา
หนึ่งในนั้นพูดว่า “อาจารย์หญิงเฮย หากเขาไม่มา ไม่เท่ากับว่าพวกเราเตรียมตัวมาเสียเปล่าหรือ?”
“ใช่!” อีกคนเอ่ยสำทับ
เฮยหลวนพูดด้วยท่าทางจริงจัง “หรือว่า… เขาจะหวาดกลัวไปเสียแล้ว?”
“อาจจะเป็นเช่นนั้น!” ทั้งสองพูดเป็นเสียงเดียวกัน
ผู้อาวุโสสิบที่อยู่อีกด้านหนึ่งมองทุกคน “รออีกครู่หนึ่ง การการประลองใกล้จะเริ่มแล้ว!”
“ยังจะรออีกหรือ!?” มีคนตะโกนขึ้นมา
“ผู้อาวุโสสิบ เขายอมแพ้ไปแล้ว พวกเราไม่ต้องรอเขาแล้ว!”
ขณะนั้นเอง ผู้คนมากมายต่างก็ไม่ต้องการให้ลู่เฉินมา เพราะกลุ่มของอีกฝ่ายนั้นแข็งแกร่งเกินไป หากเขามา กลุ่มอื่น ๆ ก็คงถูกจัดให้อยู่ในอันดับท้าย ๆ
ดังนั้นคนจำนวนไม่น้อยจึงภาวนาไม่ให้ชายหนุ่มมา และเร่งให้ผู้อาวุโสสิบเริ่มการประลอง
ผู้อาวุโสสิบขมวดคิ้ว “รออีกหนึ่งถ้วยชา!”
ทุกคนรู้สึกกังวล แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จึงทำได้เพียงรอ
เมื่อลู่เฉินและกานจิ่วเม่ยเดินออกมาจากกลุ่มคน ก็มีคนตะโกนขึ้นว่า “ดูนั่น มาแล้ว!”
“ยังกล้ามาอีกหรือ?” มีคนถามด้วยความแปลกใจ
“หรือเขาจะไม่กลัวผู้อาวุโสแปด?”
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น ผู้อาวุโสสิบก็พูดขึ้น “ในเมื่อทุกคนมาแล้ว เช่นนั้นก็เริ่มจับฉลากใหม่ และแข่งขันต่อจากเมื่อวาน!”
เริ่มใหม่?
ทุกคนต่างมองหน้ากัน
ผู้อาวุโสสิบขานรับ “เมื่อวานรอบที่สาม คนอื่น ๆ ยังไม่ได้ประลอง ดังนั้นจึงเริ่มใหม่”
ทุกคนต่างภาวนาให้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับลู่เฉิน รวมถึงเฮยหลวนและพรรคพวก
ส่วนผู้อาวุโสสิบมองไปยังผู้อาวุโสสี่และผู้อาวุโสเจ็ดที่อยู่ใกล้ ๆ จากนั้นเมื่อพยักหน้ารับแล้ว ผู้อาวุโสสิบจึงเริ่มจับสลาก
ไม่นานการแบ่งกลุ่มก็เสร็จเรียบร้อย
เมื่อทุกคนเห็นชายหนุ่มประลองกับเฮยหลวน พวกเขาต่างก็ตะลึง
บางคนยังเริ่มให้ความสนใจ “มา พวกเรามาทายกันว่าผู้ใดจะชนะ!”
“รอบนี้ น่าจะเป็นเฮยหลวน”
“เฮยหลวนเทียบได้กับจูเก๋อหลิงเฟิง เมื่อวานเจ้าหนุ่มนี้ทำลายจูเก๋อหลิงเฟิงไปแล้ว ข้าคิดว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้น่าจะแข็งแกร่งกว่า!”
“เจ้าไม่รู้ว่าเฮยหลวนน่ากลัวเพียงใด”
“ใช่ นางเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งหุบเขาลึกของเรา!”
ขณะที่ทุกคนเริ่มถกเถียงกัน เฮยหลวนที่อยู่ตรงนั้นกลับรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะในที่สุดนางก็ได้ประลองกับลู่เฉิน
หญิงสาวหันไปยิ้มพลางพูดกับฝาแฝด “ต่อไปพวกเจ้าจะต้องทำจิตใจให้หนักแน่น เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ อาจารย์หญิง!” ทั้งสองขานรับเป็นเสียงเดียวกัน
เฮยหลวนมองลู่เฉินอย่างพึงพอใจ ก่อนจะทักทายและยิ้มให้เขา “เจ้าหนุ่ม เมื่อไปถึงลานประลอง ข้าจะไม่เกรงใจเจ้าแล้ว!”