ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 670 เฮยหลวนใช้เคล็ดวิชาวิญญาณต้องห้าม
บทที่ 670 เฮยหลวนใช้เคล็ดวิชาวิญญาณต้องห้าม
เมื่อเผชิญหน้ากับการยั่วยุของเฮยหลวน ลู่เฉินก็ยิ้มมุมปากและตอบกลับไป “ข้าจะรอดูว่าพวกเจ้าจะใช้กลยุทธ์ใด”
“อีกไม่นานเจ้าก็จะได้เห็น!” เฮยหลวนแสยะยิ้ม
และในขณะนั้นเอง ผู้อาวุโสสิบก็พูดขึ้นมา “ทั้งสองกลุ่ม ขึ้นมาได้!”
กานจิ่วเม่ยและคนอื่น ๆ รีบขึ้นไป เมื่ออยู่บนลานประลอง หญิงสาวก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา จึงมองไปที่ลู่เฉิน “ต่อไป… ควรทำอย่างไร?”
“พวกเจ้าไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ดูอยู่ข้าง ๆ ก็พอ” คำพูดของลู่เฉินทำให้กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงตะลึง
ครั้นผู้คนรอบ ๆ ลานประลองได้ยินชายหนุ่มบอกให้คนในกลุ่มทั้งสองคนรอดูเรื่องสนุก แต่ละคนจึงมีสีหน้าตะลึง บางคนก็พูดด้วยความแปลกใจว่า “เจ้าหนุ่มผู้นี้ บ้าไปแล้วหรือ?”
“ใช่ คิดจะหนึ่งต่อสามงั้นหรือ?”
“นี่เหมือนจะดูถูกเฮยหลวนกับพวกเกินไปแล้ว?”
ลู่เฉินคร้านจะอธิบาย ส่วนเป้าหมายของเฮยหลวนและคนอื่น ๆ คือชายหนุ่ม ดังนั้นนางจึงไม่สนใจกู่ซานฉงและกานจิ่วเม่ย แต่ตอนนี้อีกฝ่ายไม่ให้พวกเขาลงมือ เห็นได้ชัดว่าตนและคนอื่นกำลังได้เปรียบอยู่
เมื่อเฮยหลวนที่อยู่บนลานประลองเห็นลู่เฉินเดินขึ้นมาจึงตะโกนขึ้น “เจ้าหนุ่ม เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“พวกเจ้าทั้งสามคิดจะจัดการข้ามิใช่หรือ? ดังนั้นข้าก็จะช่วยพวกเจ้าให้สมหวังเอง” ลู่เฉินมองอีกฝ่ายราวกับรู้ทุกอย่าง
หญิงสาวมีสีหน้าเปลี่ยนไป “เช่นนั้นคงต้องจัดการพวกเขาก่อน แล้วค่อยมาจัดการเจ้า!”
“ไม่ต้อง พวกเขาจะไม่เข้ามายุ่ง!”
“ข้าคร้านจะฟังคำไร้สาระของเจ้าแล้ว!”
ผู้อาวุโสสิบมองเวลา ก่อนจะพูดขึ้น “เริ่ม!”
ทันใดนั้นเฮยหลวนก็ปล่อยกลุ่มหมอกสีดำออกมา เมื่อทุกคนหันไปมองก็เห็นว่าบนลานประลองดูมืดสลัวไป
ไม่เพียงเท่านั้น ทุกคนยังได้เห็นนกสีดำจำนวนมากบินอยู่ และเป้าหมายของพวกมันก็คือกานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉง
เดิมทีชายหนุ่มคิดจะให้กุ่ยเจี๋ยออกมา แต่อีกฝ่ายมีหน้าที่คอยเฝ้ามอง ดังนั้นเขาจึงนำศิลาออกมา
ในศิลานี้มีลิ่วกุ่ย
เมื่อเห็นลู่เฉินสั่งการลิ่วกุ่ยแล้ว ศิลาก็เริ่มซึมซับวิญญาณรอบ ๆ
นกสีดำเหล่านี้ แท้จริงแล้วไร้กายเนื้อ เป็นเพียงวิญญาณนก ดังนั้นตอนที่นกเหล่านี้คิดจะโจมตีกานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงก็ถูกศิลานี้ดูดซับเข้าไป
ทุกคนตะลึงและสงสัยว่าศิลาที่เขาถือไว้ในมือ แท้จริงแล้วคือสมบัติวิญญาณอะไรกันแน่
ไม่เพียงคนเหล่านี้ แม้แต่ผู้อาวุโสสี่ก็รู้สึกแปลกใจ “ผู้อาวุโสเจ็ด ศิลานั่นคือสิ่งใดกัน? เหตุใดจึงสามารถดูดวิญญาณของนกเหล่านั้นได้”
“เจ้าถามข้า แล้วข้าจะถามใครกัน?” ผู้อาวุโสเจ็ดย้อนถามกลับอย่างไม่เข้าใจเช่นกัน
“เจ้าหนุ่มผู้นี้ ช่างทำให้คนคาดเดาไม่ได้จริง ๆ” ผู้อาวุโสสี่พึมพำ
ผู้อาวุโสเจ็ดแสดงท่าทางเห็นด้วยคำพูดของผู้อาวุโสสี่ ก่อนจะพูดขึ้นมา “ช่างเป็นเจ้าหนุ่มที่ประหลาดจริง ๆ”
เฮยหลวนที่อยู่บนลานประลองแสดงสีหน้าแปลกใจขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม นี่คือสมบัติวิญญาณใดกัน?”
“เจ้าเรียกว่าข้าว่าอาจารย์ แล้วข้าจะบอกเจ้า”
ทุกคนคิดว่าลู่เฉินกำลังหยอกล้อเฮยหลวน แต่หญิงสาวกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังดูถูก นางจึงพูดด้วยความโมโหขึ้นมา “คอยดูว่าข้าจะจัดการกับเจ้าอย่างไร!”
“ข้าจะรอดู”
เฮยหลวนมองไปที่ฝาแฝดทั้งสองทันที “มา ใช้!”
“เจ้าค่ะ!”
ทันใดนั้นแฝดทั้งสองจึงยืนขึ้นมาพร้อมกัน จากนั้นเงาสีดำก็ได้ปกคลุมทั้งสองไว้ ก่อนทั้งคู่จะกลายเป็นเงา ผนึกร่างเข้าไปในหลังของเฮยหลวน
ไม่นานทุกคนก็ได้เห็นภาพที่น่าหวาดกลัว
เงาร่างของฝาแฝดดูเลือนรางจนหายไปในที่สุด จากนั้นร่างของเฮยหลวนก็ค่อย ๆ เลือนรางเช่นกัน ทันใดนั้นเงาวิญญาณขนาดใหญ่ก็ปรากฏตัวขึ้นมา
เงาวิญญาณนี้มีท่าทางเหมือนเฮยหลวน แต่ด้านหลังของนางมีปีกคู่หนึ่ง ปีกคู่นี้ ข้างหนึ่งสีแดง ส่วนอีกข้างหนึ่งสีน้ำเงิน ทว่ากลิ่นอายด้านบนนั้นกลับเป็นกลิ่นอายของฝาแฝด
ทุกคนที่ได้เห็นรู้สึกสับสนกับภาพตรงหน้า ฝ่ายผู้อาวุโสพลันมีสีหน้าเปลี่ยนไป
ผู้อาวุโสสิบที่อยู่ใกล้ลานประลองพูดขึ้นว่า “เคล็ดวิชาวิหควิญญาณสวรรค์!”
คนส่วนมากไม่รู้ว่าเคล็ดวิชาวิหควิญญาณสวรรค์คือสิ่งใด แต่บางคนที่รู้นั้นต่างก็เบิกตากว้างขึ้น อีกทั้งบางคนยังพูดขึ้นมาว่า “หรือว่า… นี่จะเป็นเคล็ดวิชาวิหควิญญาณสวรรค์ที่เป็นหนึ่งในสามของเคล็ดวิชาวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดของหุบเขาลึกของพวกเรา?”
“มันสามารถหลอมรวมวิญญาณของผู้อื่นลงไปบนวิญญาณของตนได้ เพื่อให้มีทักษะพลังวิญญาณที่หลากหลายขึ้น!”
“น่ากลัวเกินไปแล้ว!”
ไม่เพียงเท่านั้น ดวงตาทั้งสองข้างของเฮยหลวนข้างหนึ่งเป็นสีแดง และข้างหนึ่งเป็นสีน้ำเงิน พลังวิญญาณยังพุ่งสูงขึ้น แม้แต่กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงที่ยืนอยู่ด้านหลังลู่ฉินต่างก็รู้สึกว่าวิญญาณกำลังสั่นไหวอยู่
ผู้คนรอบ ๆ ลานประลองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน มีบางคนพูดขึ้นมาด้วยความร้อนใจ “ข้าขยับไม่ได้แล้ว!”
“ข้าก็ขยับไม่ได้เช่นกัน!”
“พลังวิญญาณของข้า เหตุใดจึงหายไป?”
“เคล็ดวิชาวิหควิญญาณสวรรค์ สามารถทำให้ในระยะหนึ่งร้อยก้าว ผู้ใดที่อ่อนแอกว่าผู้ใช้เคล็ดวิชาจะสูญเสียพลังวิญญาณไปชั่วขณะ ราวกับถูกแช่แข็งอยู่” ผู้อาวุโสสิบขมวดคิดพลางอธิบาย
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นต่างก็หวาดกลัวจนเบิกตากว้าง
กานจิ่วเม่ยที่อยู่บนลานประลองกังวลใจขึ้นมา “ข้าก็ขยับไม่ได้แล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น กู่ซานฉงจึงลองดู ก่อนจะพบว่าตนไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ และเมื่อพลังวิญญาณหายไป จึงมีสีหน้าไม่ดีนัก
เฮยหลวนดีใจ ทั้งยังลูบปีกคู่นั้นพลางยิ้มและมองลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม เป็นอย่างไร? รู้ถึงความเก่งกาจของข้าแล้วใช่หรือไม่!”
“เคล็ดวิชาวิญญาณนี้ของเจ้าก็น่าสนใจดี หากคิดจะจัดการกับผู้ที่มีพลังวิญญาณอ่อนแอกว่าเจ้าก็นับว่ามีประโยชน์อยู่ แต่คิดจะจัดการข้านั้น นับว่าไร้สาระ!”
เฮบหลวนไม่เชื่อ นางยิ้มพลางมองชายหนุ่ม “เจ้าอยู่ขั้นหลอมแก่นแท้ ส่วนข้า… หลอมรวมพลังวิญญาณของน้องสาวทั้งสอง ทำให้พลังวิญญาณของข้ามากกว่าเดิมถึงสองเท่า ในขณะเดียวกันข้าก็พันธนาการพลังวิญญาณของผู้คนรอบ ๆ ไว้ จึงยิ่งทำให้พลังวิญญาณของข้าเพิ่มพูน ดังนั้นพลังวิญญาณของข้าตอนนี้ อย่างน้อยก็เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึงสิบเท่า!”
สิบเท่า…
บรรดาศิษย์ที่อยู่ในลาน เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้าง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่คิดว่าเมื่อเฮยหลวนใช้เคล็ดวิชาวิหควิญญาณสวรรค์แล้วจะน่ากลัวได้ถึงเพียงนี้!
ไม่เพียงแต่บรรดาศิษย์ ทว่าผู้อาวุโสสิบที่อยู่ตรงนั้นก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะรีบออกจากลานประลอง และเดินไปหาผู้อาวุโสเจ็ดและผู้อาวุโสสี่ทันที
“รู้สึกอย่างไร?” ผู้อาวุโสเจ็ดรีบถาม
ผู้อาวุโสสิบขมวดคิ้ว “แข็งแกร่งมากจริง ๆ!”
ผู้อาวุโสเจ็ดพูดด้วยท่าทางจริงจัง “เช่นนั้นตอนนี้ควรจะทำอย่างไร?”
ผู้อาวุโสสี่ลังเลก่อนจะพูดขึ้นว่า “หากเขาไม่สามารถเอาชนะเฮยหลวนได้ พวกเราก็ไม่สามารถแนะนำเขาได้”
“หากไม่ได้จริง ๆ ข้าสามารถใช้ทักษะค่ายกลที่แข็งแกร่งเป็นข้ออ้างในการแนะนำเขาได้เช่นกัน” ผู้อาวุโสเจ็ดกล่าว
ผู้อาวุโสทั้งสองพยักหน้ารับ และในขณะนั้นเอง เฮยหลวนก็ยิ้มพลางมองลู่เฉิน “กลัวแล้วใช่หรือไม่?”
ทุกคนคิดว่าชายหนุ่มจะกลัว เพราะเฮยหลวนนั้นนับว่าแข็งแกร่งมากนัก แม้แต่ผู้อาวุโสเหล่านั้นต่างก็อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหญิงสาว
แต่เขากลับยิ้มพลางมองอีกฝ่าย “เมื่อครู่ข้าได้พูดไปแล้ว เคล็ดวิชานี้ไม่มีประโยชน์กับข้า!”
“เจ้าหนุ่ม อย่าพยายามนักเลย มันไม่มีประโยชน์!” เฮยหลวนคิดว่าลู่เฉินกำลังพยายามอยู่ ดังนั้นนางจึงหัวเราะขึ้นมา
ทว่าลู่เฉินกลับแสยะยิ้มพลางมองนาง “ข้าเกรงว่าหากโจมตีเจ้า ตอนนี้เจ้าคงจะพ่ายแพ้ไปแล้ว!”
“ดูเหมือนว่าเจ้าอยากจะให้ข้าโจมตีจนล้มลงไปจริง ๆ สินะ เจ้าจึงจะรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของข้า!” เมื่อเฮยหลวนพูดจบก็ก้าวไปหาลู่เฉินทีละก้าว
ส่วนคนอื่น ๆ คิดว่าชายหนุ่มจะเหมือนทุกคน นั่นคือไม่สามารถขยับกายได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงให้เฮยหลวนเข้ามาจัดการ
เฮยหลวนมายืนตรงหน้าลู่เฉิน และมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา “เจ้าดูตัวเจ้าสิ แม้แต่จะขยับก็ยังทำไม่ได้!”