ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 672 เรียกอาจารย์ แต่ทำให้ผู้อาวุโสรองบันดาลโทสะขึ้นมา
บทที่ 672 เรียกอาจารย์ แต่ทำให้ผู้อาวุโสรองบันดาลโทสะขึ้นมา
เมื่อลู่เฉินเผชิญหน้ากับความสงสัยของเฮยหลวน ชายหนุ่มก็เพียงยิ้มและตอบกลับ “ข้าแค่เพิ่มบางอย่างเล็กน้อยในค่ายกล”
“เพิ่มบางอย่างเล็กน้อย?” เฮยหลวนสงสัย เขาเพิ่มสิ่งใดภายในค่ายกลกันแน่?
และขณะนั้นเอง ภายในค่ายกล โซ่ตรวนสีดำก็ปรากฏเกิดขึ้นมา โซ่ตรวนนี้รัดพันร่างของเฮยหลวน ทำให้หญิงสาว ‘ติด’ อยู่ตรงนั้น แม้นางคิดจะหนีก็ไม่สามารถหนีออกไปได้
สิ่งนี้ทำให้เฮยหลวนร้อนใจขึ้นมา “เจ้าโกง!”
ผู้คนในบริเวณนั้นตะลึงขึ้นมา พวกเขาคิดไม่ถึงว่าลู่เฉินจะสามารถเปลี่ยนแปลงค่ายกลได้ง่ายดายเช่นนี้ และคิดไม่ถึงว่าเฮยหลวนจะถูกกักขังไว้
ผู้อาวุโสสี่ยังมองไปยังผู้อาวุโสเจ็ด “ผู้อาวุโสเจ็ด เขาเพิ่มสิ่งใดเข้าไปกันแน่ เหตุใดค่ายกลจึงสามารถกักขังวิญญาณของเฮยหลวนได้?”
ผู้อาวุโสเจ็ดมองไปรอบ ๆ พลางอธิบายว่า “หุบเขาลึกสร้างมาจากสิ่งใดกัน?”
“หินวิญญาณทมิฬ” ผู้อาวุโสสี่ตอบกลับ
ผู้อาวุโสเจ็ดพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “ใช่ หินวิญญาณทมิฬ …มันแฝงไปด้วยพลังวิญญาณที่แข็งแกร่ง และเจ้าหนุ่มผู้นี้ก็ใช้ค่ายกลดูดซับพลังของหินวิญญาณทมิฬรอบ ๆ จากนั้นจึงกลายเป็นพลังที่แข็งแกร่งรัดพันวิญญาณไว้ได้”
ผู้อาวุโสสี่พลันตระหนักได้ “ไม่แปลกที่เฮยหลวนจะถูกกักขัง ที่แท้ก็เป็นปัญหาของภูเขาหุบเขาลึกนี่เอง”
ผู้อาวุโสสี่ฝืนยิ้ม “เจ้าหนุ่มผู้นี้เก่งกาจนัก หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น จะทำได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร?”
“เจ้าก็ทำไม่ได้หรือ?” ผู้อาวุโสสี่แปลกใจ
ผู้อาวุโสเจ็ดส่ายหน้า “ไม่ได้”
“แปลกจริง” ผู้อาวุโสเอ่ยด้วยความแปลกใจ
ไม่เพียงผู้อาวุโสสี่เท่านั้น แม้แต่ผู้อาวุโสสิบก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินที่อยู่บนลานประลองได้แสยะยิ้มอยู่ตรงหน้าเฮยหลวน “มา เรียกอาจารย์ให้ข้าฟังหน่อย”
เมื่อทุกคนได้ยินก็รู้สึกว่าน่าสนใจ เพราะเฮยหลวนเป็นยอดฝีมือหญิงอันดับหนึ่งแห่งหุบเขาลึก ทว่าตอนนี้กลับถูกชายหนุ่มจับ ทั้งยังถูกบีบให้เรียกเขาว่าอาจารย์ ดังนั้นทุกคนจึงเริ่มโห่ร้องขึ้นมา
บนลานประลอง กานจิ่วเม่ยเข้าใกล้พลางเอ่ยว่า “ศิษย์พี่หญิงเฮยหลวน ท่านเรียกเขาเสียหน่อยเถิด อย่างไรเขาก็เก่งกาจปานนั้น และท่านก็จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานด้วย”
เฮยหลวนโมโหจนพูดไม่ออก
ชายหนุ่มยิ้มพลางมองนาง “เมื่อครู่มีคนเห็นมากมาย กลับคำไม่ได้หรอกนะ!”
“ข้าไม่กลับคำ แต่!…”
“แต่อะไร?”
คนอื่น ๆ ก็อยากรู้เช่นกัน ดังนั้นแต่ละคนจึงมองเฮยหลวนด้วยความแปลกใจ ทว่าหญิงสาวกลับพูดด้วยความกังวลใจ “อาจารย์ของข้าคือผู้อาวุโสรอง หากข้าเรียกเจ้าว่าอาจารย์ เช่นนั้น… อาจารย์ของข้าคงจะสังหารข้าได้?”
“นี่เจ้าข่มขู่ข้าหรือ?”
เฮลหลวนมีสีหน้าหดหู่ “หากไม่เชื่อ เจ้าลองถามผู้อาวุโสท่านอื่นถึงนิสัยของอาจารย์ข้าก็ได้”
คำถามนี้ผู้อาวุโสทั้งสามย่อมสามารถตอบได้ ดังนั้นผู้อาวุโสสิบจึงทะยานลงมา และยืนอยู่ด้านข้างลานประลองพร้อมพูดกับลู่เฉิน “แค่นางยอมแพ้ก็พอแล้ว ส่วนเรื่องเรียกอาจารย์นั้น …ข้าคิดว่าช่างมันเถิด”
ผู้อาวุโสเจ็ดก็พูดขึ้นมาเช่นกัน “ใช่ อาจารย์ของนางชอบให้ท้ายศิษย์ตัวเองนัก”
แม้ผู้อาวุโสสิบจะไม่เอ่ยคำใด แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขาเห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้อาวุโสท่านอื่นพูด
ทว่าชายหนุ่มกลับยิ้มพลางมองผู้อาวุโสทั้งสาม “ตัวข้า แต่ไหนแต่ไรไม่เคยกลัวการข่มขู่ ดังนั้นเรื่องที่นางรับปากก็ต้องทำให้ได้”
ทุกคนคิดไม่ถึงว่าเขาจะดื้อดึงเช่นนี้ ทันใดนั้นบางคนก็กระซิบเบา ๆ ขึ้นมาว่า “เจ้าหนุ่มผู้นี้ ไม่กลัวผู้อาวุโสรองจริง ๆ หรือ?”
“เกรงว่าเขาจะไม่รู้ถึงความน่ากลัวของผู้อาวุโสรอง”
“อาจจะเป็นเช่นนั้น”
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น เฮยหลวนก็หันไปพูดกับลู่เฉิน “ข้ายอมแพ้ได้ แต่เรื่องที่จะให้ข้าเรียกเจ้าว่าอาจารย์นั้น …ต้องได้รับความยินยอมจากอาจารย์ของข้า มิเช่นนั้นหากข้าเรียกไป ก็เท่ากับส่งเจ้าไปตาย!”
การที่หญิงสาวพูดเช่นนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าให้ลู่เฉินยอมลงมา มิเช่นนั้นหากเรื่องนี้ไปถึงหูอาจารย์ของตน อีกฝ่ายอาจจะตายจริง ๆ ได้
ทว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนที่จะกลัวอะไรง่าย ๆ ดังนั้นจึงตอบกลับสั้น ๆ ว่า “เจ้ามีทางเลือกเดียว”
“เจ้า… เหตุใดจึงดื้อดึงได้ถึงเพียงนี้?”
“ข้าก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด”
เฮยหลวนพูดด้วยความโมโห “ได้ ข้ายอมเรียกก็ได้ เมื่อถึงเวลานั้น หากอาจารย์มาหาเจ้า เจ้าจะมาโทษข้าไม่ได้!”
“วางใจเถิด อาจารย์ของเจ้าทำอะไรข้าไม่ได้หรอก” คำพูดของลู่เฉินทำให้หญิงสาวถึงกับพูดไม่ออก
ดังนั้นเฮยหลวนจึงทำได้เพียงมองลู่เฉิน พร้อมสูดหายใจเข้าลึกแล้วพูดว่า “อาจารย์!”
“เด็กดี!” หลังจากที่ลู่เฉินแสยะยิ้มชั่วร้ายก็ปลดโซ่ตรวนบนค่ายกลออก
ไม่นานเฮยหลวนก็เป็นอิสระ
จากนั้นหญิงสาวก็หยุดใช้เคล็ดวิชาวิหควิญญาณสวรรค์ ทำให้ฝาแฝดทั้งสองปรากฏตัวออกมา แต่ฝาแฝดทั้งสองได้แอบนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดไปรายงานต่ออาจารย์ของนางเสียแล้ว
เมื่อค่ายกลหยุดลง ขณะที่เฮยหลวนกำลังเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง เสียงหนึ่งก็ดังก้องสะท้อนขึ้นมา “เกิดสิ่งใดขึ้น? คิดว่าข้าไม่มีตัวตนหรือ?”
เมื่อเสียงนี้ดังขึ้น ทุกคนพลันหวาดกลัวขึ้นมา
จากนั้นรอบ ๆ ก็ค่อย ๆ มืดสลัวลง
ผู้อาวุโสเจ็ดรู้ว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเสียแล้ว จึงรีบตะโกนออกไปทันที “ผู้อาวุโสรอง นี่เป็นเพียงการหยอกเล่นกันเท่านั้น!”
“บีบให้ศิษย์ข้าเรียกอาจารย์ ส่วนพวกเจ้าก็มองมันเป็นเพียงเรื่องสนุกกันเท่านั้นหรือ?” น้ำเสียงนั้นมีแววตำหนิเล็กน้อย
ผู้อาวุโสเจ็ดรีบอธิบาย “ผู้อาวุโสรอง เรื่องนี้เป็นเพียงการเล่นพนันสนุก ๆ ของเด็ก ๆ เท่านั้น ท่านอาวุโสแล้ว อย่าใส่ใจนักเลย”
“การเล่นสนุกของเด็ก ๆ รึ… ผู้อาวุโสเจ็ด หรือเจ้าคิดว่าข้าไม่มีตัวตนอยู่อย่างนั้นหรือ?” น้ำเสียงนั้นเอ่ยถามด้วยความเย็นชา
ผู้อาวุโสเจ็ดรีบมองไปยังผู้อาวุโสสี่และสิบทันที “พวกท่านรีบช่วยกันอธิบายเสียหน่อยเถิด”
ทั้งสองจึงทำได้เพียงพูดโน้มน้าวผู้อาวุโสรอง
เฮยหลวนตะลึง ก่อนจะรีบพูดกับคนบนท้องฟ้าทันที “อาจารย์ เป็นเพราะศิษย์เจ้าค่ะ ศิษย์ยินยอมในการเดิมพันและพ่ายแพ้เอง!”
“ยินยอมในการเดิมพันและพ่ายแพ้? แค่นั้นก็สามารถเรียกผู้ใดว่าเป็นอาจารย์ก็ได้? เช่นนั้นเจ้าเห็นข้าเป็นสิ่งใดกัน!” อีกฝ่ายตะคอกออกมา
หญิงสาวพลันหวาดกลัว “อาจารย์ …ข้า”
“เรื่องของเจ้าค่อยว่ากัน” อีกฝ่ายพูดอย่างเย็นชา
เฮยหลวนรู้ว่าอาจารย์ของตนกำลังโมโห ดังนั้นจึงรีบสื่อสารไปยังลู่เฉินทันที “อึ้งอะไรอยู่? รีบหนีไปซะ!”
หนี?
เขาจะหนีได้อย่างไร
ชายหนุ่มใช้โอกาสนี้ในการพบผู้อาวุโสรอง ดังนั้นจึงวางมือลงไปบนเขตแดนที่อยู่บนค่ายกลนี้
ทันใดนั้นเขตแดนก็เกิดแสงสีดำขึ้นมาทันที
เมื่อทุกคนเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว ต่างก็แปลกใจว่าลู่เฉินคิดจะทำสิ่งใด
ผู้อาวุโสรองเยาะเย้ยขึ้นมาว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดว่าใช้ค่ายกลแล้วจะสามารถจับข้าได้หรือ?”
“เจ้าลองดูก็รู้แล้ว!”
ขณะนั้นเอง บนท้องฟ้าก็เกิดเมฆครึ้มขึ้นมา และยังสามารถมองเห็นเงาสีดำที่มีแสงสว่างบาง ๆ อยู่บนนั้นด้วย
ทุกคนต่างแปลกใจว่าแสงสีดำนั้นคือสิ่งใด
และในตอนนั้นเอง อีกาดำขนาดใหญ่ก็ลอยอยู่บนท้องฟ้า
อีกาตัวนี้มีปากสีแดง และเมื่อค่อย ๆ เข้ามาใกล้ ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของมัน แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนหวาดกลัวที่สุดก็คือเสียงของมัน
ในตอนแรกมันแค่ส่งเสียงเบา ๆ ออกมา ทว่าเมื่อเสียงนี้ดังขึ้นเรื่อย ๆ คนจำนวนไม่น้อยต่างก็รู้สึกเจ็บปวดจนต้องหลั่งน้ำตาออกมา บางคนยังหัวเราะเสียงดังราววิญญาณชั่วร้าย
ผู้อาวุโสสามคนต่างก็มีสีหน้าจริงจังขึ้นมา
เฮยหลวนสื่อสารไปยังชายหนุ่ม “แย่แล้ว อสูรปีศาจตัวนี้ของอาจารย์น่ากลัวมากจริง ๆ!”
ทันใดนั้นเอง อีกาตัวนั้นก็ได้พุ่งลงไปนอกค่ายกล ในขณะที่เสียงของผู้อาวุโสรองตะโกนก้องขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม กลัวหรือไม่?”