ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 688 เทียบกับพลังวิญญาณแล้ว เจ้ายังห่างไกลนัก!
บทที่ 688 เทียบกับพลังวิญญาณแล้ว เจ้ายังห่างไกลนัก!
หลังจากไป๋เซียงขมวดคิ้ว นางก็หันไปพูดกับองค์หญิงไป๋ฮวา “องค์หญิง ข้าใช้เคล็ดวิชานั้นกับเขาได้หรือไม่?”
“ไม่ได้ เคล็ดวิชานั้นของเจ้าอาจจะฆ่าเขาได้” องค์หญิงไป๋ฮวาส่ายหน้าปฏิเสธ
เมื่อไป๋เซียงได้ยินดังนั้นจึงทำเพียงมองไปยังลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม ดูเหมือนว่าข้าจะทำได้เพียงให้เจ้าได้ลิ้มลองเคล็ดวิชาอื่นเสียแล้ว”
หลังพูดจบ กลางฝ่ามือของไป๋เซียงจึงปรากฏกระบี่ขึ้นมาสองเล่ม กระบี่ทั้งสองเล่มนั้นมีแสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นมา ในขณะเดียวกันด้านบนก็ยังมีลวดลายบางอย่างอยู่มากมาย
เพียงไป๋เซียงคิด กระบี่ทั้งสองเล่มก็ลอยออกไป
กระบี่นั้นรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง เล่มหนึ่งพุ่งไปตรงหน้าลู่เฉิน ส่วนอีกเล่มพุ่งไปด้านหลัง จากนั้นทั้งสองเล่มก็กระจายไอวิญญาณพฤกษาออกมาอย่างมหาศาล และยังกลายเป็นเงากระบี่หลายเล่ม พร้อมโจมตีไปบนร่างของชายตรงหน้า
ชายหนุ่มกลายเป็นมนุษย์กระดาษอีกครั้งและหายตัวไป และปรากฏตัวขึ้นในสถานที่อื่นของตำหนัก
ไป๋เซียงรู้สึกสับสนเล็กน้อย “นอกจากทักษะหลบซ่อนตัวแล้วไม่มีอย่างอื่นเลยหรือ?”
“มี!” เมื่อลู่เฉินพูดจบก็ปล่อยเงาสายฟ้าออกมา
เงาสายฟ้าเตรียมจะลงมือ แต่องค์หญิงไป๋ฮวากลับพูดขึ้นมา “คุณชายน้อย เจ้าไม่สามารถให้ผู้ใดช่วยได้”
เมื่อพูดจบ องค์หญิงไป๋ฮวาจึงสะบัดมือ แสงสีเขียวกลายเป็นเขตแดนกักขังเงาสายฟ้าเอาไว้ ทำให้มันไม่สามารถช่วยลู่เฉินได้
จากนั้นองค์หญิงไป๋ฮวาจึงยิ้มพลางพูดขึ้นมาว่า “ตัวต่อตัวจึงจะยุติธรรม”
เมื่อชายชราและพ่างจื่อเห็นภาพดังกล่าวก็ยิ่งรู้สึกกังวลใจ และคิดว่าลู่เฉินอาจจะรับมือไม่ไหวเสียแล้ว
ไป๋เซียงพลันยั่วยุขึ้นมาว่า “นอกจากหาตัวช่วย เจ้าก็ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ?”
ลู่เฉินแสยะยิ้ม “วิธีนั้นมีอยู่อีกมากนัก”
ไม่นานชายหนุ่มก็ใช้เคล็ดวิชาวิญญาณสายฟ้า พร้อมพุ่งตัวไปยังไป๋เซียงทันที
ไป๋เซียงที่ในขณะนั้นอยู่ในร่างของเฮยหลวน เมื่อเห็นว่าลู่เฉินพุ่งตัวเข้ามา นางจึงรวบรวมชั้นเขตแดนแสงสีเขียวขึ้นมาเพื่อป้องกันอีกฝ่ายทันที และกระบี่ทั้งสองเล่มนั้นก็โจมตีเงาวิญญาณสายฟ้าอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าเงาวิญาณสายฟ้าไม่เกรงกลัวการโจมตีของเคล็ดวิชาธรรมดาเช่นนี้ ลู่เฉินจึงสามารถเข้าไปภายในร่างของเฮยหลวน และไปถึงพื้นที่จิตของนางได้อย่างง่ายดาย
ภายในพื้นที่จิตของเฮยหลวน รอบ ๆ วิญญาณของหญิงสาวเต็มไปด้วยหมอกสีเขียว และหมอกเหล่านี้ก็ทำให้นางอยู่ในอาการหลับใหล ราวกับไม่รู้ว่ากำลังเกิดเรื่องใดขึ้น
ส่วนวิญญาณของไป๋เซียงยืนยิ้มมองลู่เฉินอยู่ไม่ไกลนัก “ไม่เลว ถึงกับสามารถเข้ามาถึงพื้นที่จิตของนางได้!”
ลู่เฉินไม่ตอบ แต่กลับก้าวผ่านกลุ่มหมอกสีเขียวนี้ไปทีละก้าว
ไป๋เซียงใช้มือข้างหนึ่งรวบเชือกแสงสีเขียวขึ้นมา ก่อนจะพันรัดวิญญาณของเฮยหลวนไว้ จากนั้นจึงยิ้มและพูดว่า “อยากช่วยชีวิตนางหรือไม่?”
“ทางที่ดีเจ้าอย่าทำร้ายนาง มิเช่นนั้นข้าจะตอบแทนเจ้ากลับไปเป็นร้อยเท่า!” ชายหนุ่มเดินและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ไม่อยากให้ข้าทำร้ายนางได้ แต่ก็ต้องรอดูด้วยว่าเจ้าจะสามารถเอาชนะข้าได้หรือไม่ มิเช่นนั้นเจ้าคงทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมไปซะ!” ไป๋เซียงยิ้มพลางมองอีกฝ่าย
ลู่เฉินค่อย ๆ ถอยหลังไปทีละก้าว
เมื่อไป๋เซียงเห็นคนตรงหน้าถอยออกไปจึงหัวเราะขึ้นมา “ท่าทีเช่นนี้ก็ไม่ต่างกันมากนัก!”
ชายหนุ่มหยุดและเดินไปรอบ ๆ เมื่อไป๋เซียงเห็นอีกฝ่ายเดินวนรอบพวกนาง จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำสิ่งใดกัน?”
“ไม่ได้ทำสิ่งใด” ลู่เฉินไม่โง่พอที่จะพลั้งปากบอกอีกฝ่ายไปว่ากำลังปิดผนึกพื้นที่จิตของนาง
ไป๋เซียงมักจะรู้สึกว่าชายหนุ่มมีอะไรบางอย่าง ดังนั้นจึงหลอมรวมเงากระบี่วิญญาณขึ้นมาและโจมตีไปยังอีกฝ่าย
แต่ใครจะรู้ว่าวิญญาณของลู่เฉินไม่สนใจการโจมตีของนางได้ มันทำให้ไป๋เซียงรู้สึกสงสัยเล็กน้อย “วิญญาณของเจ้าแข็งแกร่งเพียงนี้เชียวหรือ?”
“เจ้าเพิ่งรู้หรือ?” เขาเดินวนอยู่สองสามรอบแล้วจึงหยุด ก่อนจะแสยะยิ้มพลางมองไปยังไป๋เซียง
ไป๋เซียงที่เห็นลู่เฉินหยุดเดินก็รู้สึกแปลกใจ “หยุดแล้วหรือ?”
“จัดการเรียบร้อยแล้ว เหตุใดจึงจะไม่หยุดเล่า?”
“จัดการเรื่องใดเรียบร้อย?” ไป๋เซียงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ลู่เฉินแสยะยิ้ม จากนั้นปราการวิญญาณก็ปรากฏขึ้น และค่อย ๆ ล้อมเข้าไป
ไป๋เซียงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงคิดจะออกไปดู แต่ทันใดนั้นนางกลับพบว่าไม่สามารถออกไปได้ ภายในพริบตาสีหน้าจึงเปลี่ยนไป “เจ้าวางกลอุบายในพื้นที่จิตนี้อย่างนั้นหรือ?”
“มิเช่นนั้นจะจัดการเจ้าอย่างไรเล่า?” ลู่เฉินยิ้มพลางมองไป๋เซียง
ไป๋เซียงทำได้เพียงใช้โซ่ตรวนพันรัดวิญญาณเฮยหลวนต่อไป จากนั้นจึงพูดข่มขู่ขึ้นมาว่า “วิญญาณของเจ้าแข็งแกร่งนัก แต่วิญญาณของนางนั้นไม่จำเป็นแล้ว”
“อย่างไรหรือ? คิดจะใช้นางมาข่มขู่ข้า?”
“ใช่!” ไป๋เซียงรู้ดีว่าตอนนี้ทำได้เพียงวิธีนี้
ชายหนุ่มยิ้มพลางมองนาง “หากเป็นเช่นนี้ข้าก็คงต้องใช้วิธีอื่นมาจัดการเจ้าเสียแล้ว!”
วิธีอื่น?
ไป๋เซียงไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร แต่วินาทีถัดมากุ่ยเจี่ยก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาด้านหลังไป๋เซียง
กุ่ยเจี่ยค่อย ๆ ก้าวเข้ามาใกล้ ท่าทีเช่นนี้ทำให้วิญญาณของไป๋เซียงรู้สึกกังวลขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม หากเจ้ากล้าให้มันเข้าใกล้ข้า ข้าจะลงมือกับนางจริง ๆ”
“เจ้าก็ลองดู!” เขายิ้มพลางมองไป๋เซียง
ไป๋เซียงพลันรู้สึกร้อนใจขึ้นมา จึงเริ่มตะโกนออกไปด้านนอก แต่ในขณะนั้นวิญญาณของนางถูกกักขังเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถสื่อสารกับองค์หญิงไป๋ฮวาที่อยู่ด้านนอกได้ ทำได้เพียงกังวลใจอยู่ตรงนั้น
ลู่เฉินถือโอกาสใช้ฝ่ามือแปดสุญญะ
เมื่อเงาฝ่ามือแปดสุญญะพุ่งเข้ามา ไป๋เซียงก็รู้สึกว่าวิญญาณของตนถูกกักขังทันที มันทำให้นางหวาดกลัวจนร้อนใจ “เกิดสิ่งใดขึ้น!”
ชายหนุ่มเดินเข้าไปยังเขตแดนวิญญาณ และนำวิญญาณของเฮยหลวนออกไปจากเขตแดนวิญญาณนี้ จากนั้นก็จ้องมองไปยังไป๋เซียง “เห็นแล้วใช่หรือไม่ ตอนนี้เจ้าคือเชลยของข้า”
เมื่อได้ยินดังนั้นไป๋เซียงก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป “เจ้า!”
“รู้สึกถึงความต่างระหว่างข้ากับเจ้าแล้วหรือไม่?”
“หากเมื่อครู่องค์หญิงให้ข้าใช้เคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งนั่น เจ้าคงได้ตายไปนานแล้ว!” ไป๋เซียงยังคงเอ่ยอย่างดื้อดึง
เขายิ้มหยัน “อย่ามาพูดเรื่องไร้สาระ”
“เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?” ลู่เฉินยิ้ม
วิญญาณของไป๋เซียงมีสีหน้าเปลี่ยนไป “หากคิดจะฆ่าก็ฆ่าซะ!”
“ข้ายังไม่อยากฆ่าเจ้า เพราะเจ้ายังพอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง”
ไป๋เซียงถามด้วยความแปลกใจ “หมายความว่าอย่างไร?”
“ทำข้อตกลงเสียก่อน” ชายหนุ่มคร้านจะอธิบายให้มากความ
แต่เมื่อได้ยินการทำข้อตกลง นางจึงร้อนใจขึ้นมาทันที “ข้าไม่มีทางทำข้อตกลงกับมนุษย์”
“เจ้าคิดว่าตัวเองยังมีทางเลือกหรือ?” ลู่เฉินยิ้ม
ไป๋เซียงสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “ขอบอกเจ้าตามตรง ดอกไม้ที่นี่ไม่สามารถทำข้อตกลงกับมนุษย์ได้ มิเช่นนั้นเมื่อทำข้อตกลง พวกเราจะถูกสาป และวิญญาณจะลอยออกไป”
“โอ้? วิญญาณลอยออกไป?”
“ใช่!” ไป๋เซียงย้ำ
ลู่เฉินไม่เชื่อ ทั้งยังคิดว่าอีกฝ่ายกำลังหลอก ไป๋เซียงจึงพูดด้วยความร้อนใจ “เจ้าไม่เชื่อหรือ แต่สิ่งที่ข้าควรพูดก็ได้พูดไปทั้งหมดแล้ว!”
เมื่อชายหนุ่มเห็นนางยังไม่ยอมจึงเพิ่มตราประทับวิญญาณเข้าไป
ตราประทับวิญญาณนี้ หากใช้กับวิญญาณของมนุษย์นั้นอาจจะได้ผลดี แต่เมื่อเป็นวิญญาณภูตผี พลังในการพันธนาการนั้นค่อนข้างอ่อนแอ โดยเฉพาะขณะที่เพิ่มตราประทับวิญญาณเข้าไป ไป๋เซียงเพียงรู้สึกราวกับว่ามีตราประทับอะไรบางอย่าง ทว่ามันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคมากนัก
ลู่เฉินจ้องมองนางพลางพูดขึ้นว่า “ข้าเพียงใช้ความคิดเดียวก็สามารถช่วงชิงความทรงจำของเจ้ามาได้แล้ว แต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เจ้าก็อาจจะถูกจำกัดเช่นกัน”
“สิ่งที่ควรพูดข้าได้พูดออกไปจนหมดแล้ว จะเชื่อหรือไม่นั้นก็แล้วแต่เจ้า!” ไป๋เซียงยังคงยืนยันเช่นเดิม
เขาตกอยู่ในห้วงความคิด แต่ไป๋เซียงยังคงพูดต่อ “ข้าไม่จำเป็นต้องโกหกเจ้า หากไม่เชื่อ เจ้าสามารถถามองค์หญิงของเราได้!”
ชายหนุ่มกล่าว “อีกไม่นานข้าจะคิดหาวิธียืนยันในสิ่งที่เจ้าพูดว่าจริงหรือไม่”
ไป๋เซียงแปลกใจว่าอีกฝ่ายจะใช้วิธีใด ส่วนลู่เฉินก็เก็บปราการวิญญาณกลับมา จากนั้นจึงมองไปยังเฮยหลวน แต่หญิงสาวยังคงไม่ได้สติอยู่เช่นเดิม
เขามองด้วยความแปลกใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้นกับนาง?”