ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 692 เจ้าตำหนักผู้นี้มีอุบายมากมาย ทั้งยังโหดเหี้ยมเป็นอย่างยิ่ง
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 692 เจ้าตำหนักผู้นี้มีอุบายมากมาย ทั้งยังโหดเหี้ยมเป็นอย่างยิ่ง
บทที่ 692 เจ้าตำหนักผู้นี้มีอุบายมากมาย ทั้งยังโหดเหี้ยมเป็นอย่างยิ่ง
ภูเขาด้านหน้าผู้อาวุโสรองรายล้อมด้วยพืชพรรณและดอกไม้มากมาย
ดอกไม้และพืชพรรณเหล่านี้ดูงดงาม ทว่าภูเขากลับไร้สิ่งอื่น ๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว บนยอดเขาแห่งนี้มีป้อมปราการสีดำเล็ก ๆ อยู่
‘นี่คือสถานที่ที่เจ้าตำหนักฝึกฝนงั้นรึ?’ ผู้อาวุโสรองไม่แน่ใจ แต่เพราะลู่เฉินขอให้นางมา นางจึงทำได้เพียงระมัดระวังตัวและไม่กล้าเอ่ยอะไร
ด้วยเหตุนี้ผู้อาวุโสรองจึงก้าวไปทางยอดเขาทีละน้อย
เมื่อนางมาถึงตีนเขาก็มีเสียงบุรุษผู้หนึ่งดังมาจากบนยอดเขา “เจ้ากำลังทำอะไร?”
“เรียนเจ้าตำหนัก ข้ามีเรื่องอยากจะถามท่านเจ้าค่ะ” ผู้อาวุโสรองกล่าว
“เจ้าพบที่นี่ได้อย่างไร?” ชายคนนั้นถามด้วยน้ำเสียงสงสัย
“ข้าเคยไปสถานที่ส่วนใหญ่ในหุบเขามาก่อน แต่มีเพียงที่นี่เท่านั้นที่ข้าไม่เคยมา ดังนั้นข้าจึงอยากลองมาดูเจ้าค่ะ” ผู้อาวุโสรองกล่าวด้วยท่าทางหวาดกลัว
“อ้อ? งั้นรึ?” เสียงชายคนนั้นเริ่มเย็นชา
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าต้องการอะไรจากข้า?” ชายคนนั้นถาม
ผู้อาวุโสรองหยิบผลไม้ออกมา “ข้าพบเฮยหลวนอยู่นอกป่าประหลาด นางถือผลไม้นี้ไว้ในมือ แต่ข้าไม่รู้ว่าผลไม้นี้มีพิษหรือสามารถยืดอายุขัยได้หรือไม่ ดังนั้นข้าจึงอยากจะเรียนถามท่านเพื่อยืนยันสักหน่อยเจ้าค่ะ”
“โอ้? เฮยหลวนกลับมาแล้วรึ?”
“ใช่เจ้าค่ะ แต่นางอยู่ในอาการงุนงง ราวกับว่านางโง่งมไปแล้ว” ผู้อาวุโสรองพาเฮยหลวนออกมา แล้วชี้ไปยังหญิงสาวที่กำลังงุนงงอยู่
“มอบผลไม้ให้นาง จากนั้นก็ให้นางขึ้นมา”
“แต่นาง…”
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะทำให้นางเคลื่อนไหวเอง” เสียงเจ้าตำหนักเอ่ยอย่างมั่นใจ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้อาวุโสรองก็ตะโกนรับคำและยื่นผลไม้ให้เฮยหลวน
ทันทีที่เฮยหลวนรับผลไม้ไป ร่างกายของนางก็เคลื่อนไหวและเดินขึ้นไปบนภูเขาทันที
ผู้อาวุโสรองตกใจ ‘เจ้าตำหนักควบคุมนางไว้งั้นหรือ?’
แต่ผู้อาวุโสรองไม่กล้าแสดงความประหลาดใจมากเกินไป และทำได้เพียงถามว่า “ท่านเจ้าตำหนัก แล้วข้าล่ะเจ้าคะ?”
“รอก่อน ข้าจะศึกษาผลไม้นี้ให้เจ้า” เสียงเจ้าตำหนักกล่าว
“เจ้าค่ะ” ผู้อาวุโสรองรับคำ นางไม่มีทางเลือกนอกจาก ‘รอ’
ทางด้านเฮยหลวน ภายใต้การควบคุมของอีกฝ่าย นางก็มาถึงป้อมปราการบนยอดเขาและเข้าไปในนั้นแล้ว
ลู่เฉินยังคงซ่อนตัวอยู่ในศิลาวิญญาณ ส่วนเฮยหลวนเข้าไปในสถานที่มืด ซึ่งค่อย ๆ มืดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งมองไม่เห็นแสงสว่างอีกต่อไป
ในขณะนี้เอง เงาสีดำพลันปรากฏขึ้นในความมืด อีกฝ่ายหยิบผลไม้นั้นมาไว้ในมือข้างหนึ่ง จากนั้นจึงศึกษามันแล้วพูดขึ้นอย่างตื่นเต้นว่า “เป็นผลไม้นั่นจริง ๆ!”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าตำหนักมีความสุขมาก เขากลืนผลไม้นั้นเข้าไปในอึกเดียว
ทันใดนั้น ขณะที่กลืนมันลงไป เขาก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ชายหนุ่มรีบวิ่งเข้าไปในพื้นที่จิตของคู่ต่อสู้ทันที ในพื้นที่จิตของเจ้าตำหนักมีวิญญาณยืนอยู่ที่นั่น และรอบกายมีดาบจำนวนนับไม่ถ้วนรายล้อมอยู่
“เป็นเจ้านั่นเอง!” เจ้าตำหนักที่มีหนวดเคราพูดพร้อมเบิกตากว้าง
“ดูเหมือนข้าจะไม่รู้จักเจ้านะ” ลู่เฉินเพิ่งพบกับอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก ดังนั้นเขาจึงรู้สึกแปลกเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงมุ่งเป้ามาที่ตน
เจ้าตำหนักพูดอย่างเย็นชาว่า “ข้าก็ไม่รู้จักเจ้าเช่นกัน”
“เจ้าไม่รู้จักข้า แต่เจ้าก็ยังใช้เฮยหลวนหลอกล่อให้ข้าไปหาองค์หญิงไป๋ฮวางั้นรึ?” ลู่เฉินยิ้มเย้ยหยัน
“เจ้าได้พบกับองค์หญิงไป๋ฮวางั้นรึ” ท่าทีของเจ้าตำหนักพลันเปลี่ยนไป
“ใช่”
เจ้าตำหนักทำท่าเย้ยหยันพลางเอ่ยว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะบอกความจริงกับเจ้า!”
“อ้อ? บอกข้ามาสิ” ลู่เฉินนึกอยากรู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะพูดอะไร
เจ้าตำหนักยิ้มแปลก ๆ “ข้าต้องการจะนำหายนะไปสู่ผู้คนในไป๋ฮวาหยวน และเจ้าก็เป็นหนึ่งในคนจำพวกนั้นของข้า”
ชายหนุ่มยิ้ม “เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าข้าจะนำภัยพิบัติมาสู่ไป๋ฮวาหยวนได้?”
“ข้าเห็นความสามารถของเจ้าในการแข่งขัน” เจ้าตำหนักคล้ายจะยิ้มออกมา
“นั่นคือเหตุผลรึ?”
“ใช่แล้ว!”
ลู่เฉินพยักหน้ารับ แล้วพูดกึ่งทอดถอนใจว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไม่ควรมายุ่งกับข้า”
ทว่าเจ้าตำหนักกลับจ้องมองไปที่ลู่เฉินแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าหนุ่ม ตอนนี้เจ้ามีทางเลือกเพียงทางเดียวเท่านั้น”
“ทางเลือกรึ?”
“ใช่ ร่วมมือกับข้าเพื่อจัดการกับผู้คนในไป๋ฮวาหยวนซะ ไม่เช่นนั้นข้าจะจัดการกับเจ้า” เจ้าตำหนักจ้องเขม็ง
ชายหนุ่มเพียงคลี่ยิ้ม “เช่นนั้นปล่อยลูกศิษย์ของข้าไปก่อน”
“เจ้าหมายถึงผู้หญิงข้างนอกคนนั้นรึ?” เจ้าตำหนักเอ่ยยิ้ม ๆ
“ใช่!”
“เสียใจด้วย เจ้าต้องช่วยข้าจัดการกับวิญญาณชั่วร้ายน่ารังเกียจพวกนั้นก่อน แล้วข้าถึงจะปลดปล่อยนาง” เจ้าตำหนักกล่าวกับลู่เฉินด้วยท่าทางเหนือกว่า
ฝั่งลู่เฉินเพียงกล่าวว่า “เจ้ารู้ผลที่จะตามมาหลังจากทำให้ข้าขุ่นเคืองหรือไม่?”
“เจ้าหนุ่ม ที่นี่เป็นเขตแดนของข้า เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวเจ้ารึ?” เจ้าตำหนักหัวเราะ
“อ้อ? อย่างนั้นรึ?”
ชายหนุ่มพลันใช้ฝ่ามือแปดวิญญาณ
เจ้าตำหนักดูเหมือนจะเตรียมพร้อมมานานแล้ว ทันใดนั้นดาบวิญญาณเหล่านั้นก็เข้ามาห่อหุ้มรอบตัวเขาทีละเล่ม จากนั้นดาบวิญญาณก็พยายามต้านทานเงาหมัดของลู่เฉิน ส่วนเจ้าตำหนักเพียงเอ่ยเยาะเย้ยอย่างอวดดี “เห็นหรือไม่ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับข้าเลย!”
เมื่อเห็นแบบนั้นชายหนุ่มก็ยกยิ้มแล้วพูดว่า “น่าสนใจ!”
“เข้ามาอีกสิ!” เจ้าตำหนักยิ้มเยาะ
ชายหนุ่มไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปล่อยเงาสายฟ้าออกมา
เมื่อเห็นเงาสายฟ้า เจ้าตำหนักก็นึกกลัวเล็กน้อย แต่เขายังมีทีท่าเหมือนมองลู่เฉินออกอย่างทะลุปรุโปร่ง “เจ้าหนุ่ม เจ้าไม่มีดีอะไรนอกจากสามารถปล่อยสายฟ้าอันทรงพลังออกมาได้หรอก!”
“เข้ามาอีกสิ”
“แต่คงต้องบอกว่าช่างน่าเสียดายนัก ข้าบังเอิญมีอาวุธวิเศษที่สามารถปกป้องจิตวิญญาณของข้าจากสายฟ้าได้อยู่” เจ้าตำหนักกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
หลังจากพูดอย่างนั้นแล้ว โล่เล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้นรอบกายเจ้าตำหนัก
โล่ขนาดเล็กนั้นส่องประกายสีดำ ก่อนจะโอบล้อมดวงวิญญาณของเขาไว้
เมื่อสายฟ้าของเงาสายฟ้าโจมตี มันก็ถูกโล่ดูดซับทีละสาย เจ้าตำหนักที่เห็นดังนั้นยกยิ้มเย้ยพลางเอ่ยว่า “เด็กน้อยเอ๋ย ข้ารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับทักษะและความสามารถของเจ้าหมดแล้ว!”
“เจ้าแน่ใจรึ?”
“แน่นอน!” เจ้าตำหนักพูดอย่างเย่อหยิ่ง
แต่ลู่เฉินจ้องไปที่เจ้าตำหนักแล้วหัวเราะเบา ๆ “ร่างกายเจ้าไม่รู้สึกอึดอัดบ้างรึ?”
“ร่างกาย?”
เจ้าตำหนักรู้สึกสับสนไปชั่วขณะ แต่ในเวลานี้เองพื้นที่จิตของเขาพลันเต็มไปด้วยหมอกสีม่วง
เมื่อเห็นหมอกสีม่วง สีหน้าของเจ้าตำหนักก็พลันเปลี่ยนไป “นี่มันอะไรกัน?!”
“ข้าได้สิ่งนี้มาจากป่าประหลาด!” ลู่เฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้มสบาย ๆ
เมื่อเจ้าตำหนักได้ยินดังนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที “มันมีไว้เพื่ออันใด?”
“มันแค่จะทำให้เจ้าหลับไปเท่านั้น” ชายหนุ่มยิ้ม
สีหน้าของเจ้าตำหนักแลดูย่ำแย่ “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดจะทำให้ข้าหลับไปงั้นรึ?”
“ถูกต้อง!”
“ข้าไม่ยอมให้เจ้าทำสำเร็จหรอก!” จู่ ๆ เจ้าตำหนักก็ระเบิดพลังอันแข็งแกร่งออกมา จากนั้นดาบวิญญาณก็ปกป้องเขาจนสามารถหาทางหนีออกมาจากกลุ่มหมอกสีม่วงได้
ฝั่งลู่เฉินใช้โอกาสนี้ควบคุมโล่ขนาดเล็ก
หลังจากที่โล่เล็กเข้าไปหาชายหนุ่ม เงาสายฟ้าที่อยู่ในพายุฝนฟ้าคะนองก็โจมตีเจ้าตำหนักจนต้องกรีดร้องซ้ำ ๆ แต่เพราะไม่ต้องการได้รับผลกระทบจากหมอกเหล่านี้ เจ้าตำหนักจึงเอ่ยอย่างอาฆาตไว้ว่า “เจ้าหนุ่ม รอก่อนเถอะ ข้าจะทำให้เจ้าไม่อาจออกจากหุบเขาไปได้!”
หลังจากพูดอย่างนั้นแล้ว วิญญาณของเจ้าตำหนักก็ลุกไหม้ ก่อนจะระเบิดพลังอันแข็งแกร่งกว่าเดิมออกมา แล้วพุ่งหลุดออกจากการปิดล้อมของลู่เฉิน
ไม่เพียงเท่านั้น ร่างของเจ้าตำหนักยังปล่อยพลังอันน่าสะพรึงกลัวออกมา ราวกับว่าคิดจะทำลายพื้นที่จิตนี้
เมื่อเห็นเช่นนี้ลู่เฉินก็ออกจากพื้นที่จิตทันที ก่อนจะเห็นร่างของเจ้าตำหนักกลายเป็นภาพติดตาและหายวับไป
ลู่เฉินเพียงยิ้มแปลก ๆ ‘โชคดีที่เขาทิ้งร่องรอยไว้ในพื้นที่จิต!’
จากนั้นชายหนุ่มก็พาเฮยหลวนออกไป และเริ่มไล่ล่าเจ้าตำหนักจากร่องรอยที่อีกฝ่ายทิ้งเอาไว้
เจ้าตำหนักไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาทิ้งร่องรอยเอาไว้ ในทางกลับกัน เขาพาร่างที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสของตนหนีออกจากป้อมปราการมา เมื่อผู้อาวุโสรองที่ตีนภูเขาเห็นคนบาดเจ็บสาหัสปรากฏตัวขึ้น สีหน้าของนางก็พลันเปลี่ยนไป
“เจ้าทรยศข้ารึ?” เจ้าตำหนักคำรามด้วยความเดือดดาลพลางจ้องมองไปยังผู้อาวุโสรอง
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ผู้อาวุโสรองพลันตะลึง “ท่านคือเจ้าตำหนักรึ?”
“ไม่ผิด!” หลังจากที่เจ้าตำหนักตอบคำถามนั้น เขาก็ยื่นมือออกไป ผู้อาวุโสรองพลันถูกดูดเข้าไปหามือนั้น จากนั้นเสียงกรีดร้องของผู้อาวุโสรองก็ดังก้องไปทั่ว ลู่เฉินที่ตามมาทันเห็นภาพเหตุการณ์ที่น่าตื่นตะลึงนี้