ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 696 ตรงกันข้าม ช่วยได้มาก และกุ่ยเจี๋ยบรรลุ
บทที่ 696 ตรงกันข้าม ช่วยได้มาก และกุ่ยเจี๋ยบรรลุ
ขณะนี้ดวงวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนพลันปรากฏตัวขึ้นใกล้ ๆ
วิญญาณเหล่านี้มีทั้งวิญญาณสัตว์ วิญญาณมนุษย์ และแม้แต่วิญญาณอาวุธ ซึ่งวิญญาณทั้งหลายต่างเดินเข้ามาด้วยสภาพ ‘สับสน’ ดุจดวงวิญญาณร่อนเร่ ทว่าพลังวิญญาณที่พวกมันปล่อยออกมาจากร่างนั้นกลับแข็งแกร่งมาก และดูน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
“มากถึงเพียงนี้เชียวรึ?” ชายชราคนหนึ่งสะดุ้ง
ผู้อาวุโสใหญ่สูดหายใจเข้าลึก “นี่…”
ราชันคุมวิญญาณจ้องลู่เฉินที่ ‘งุนงง’ ก่อนหัวเราะ “เจ้าหนุ่ม ขอข้าดูหน่อยเถอะว่าแผ่นหินโง่ ๆ ของเจ้า หรือวิญญาณของข้าจะมีพลังมากกว่ากัน!”
หลังจากพูดอย่างนั้น วิญญาณเหล่านั้นก็ ‘แห่’ เข้าไปในค่ายกล
ตอนนี้วิญญาณเหล่านั้นเปรียบเสมือนกองทัพที่รุมเข้าใส่ลู่เฉิน
แผ่นหินของชายหนุ่มดูดซับพลังได้ช้า ดังนั้นจึงมีบางส่วนถูกดูดซึมเข้าไป แต่ส่วนใหญ่พุ่งเข้าสู่ร่างของลู่เฉิน โดยทั้งหมดต่างพุ่งตรงเข้าสู่พื้นที่จิตของเขาทันที
ลู่เฉินเปิดใช้งานค่ายกล ก่อนจะหลับตาลง
ราชันคุมวิญญาณที่เฝ้าดูอยู่หัวเราะและพูดว่า “ไร้ประโยชน์ ข้ามีวิญญาณนับหมื่นดวง หากเจ้าคิดต้านทานด้วยพลังวิญญาณของตัวเองคนเดียวย่อมเป็นไปไม่ได้!”
ชายชราเหล่านั้นเองก็คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายไม่ว่าลู่เฉินจะแข็งแกร่งแค่ไหน เขาก็ไม่สามารถต้านทานวิญญาณจำนวนมหาศาลได้
ผู้อาวุโสใหญ่เคร่งขรึมเพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
ราชันคุมวิญญาณยังล้อเลียนต่อ “เจ้าหนุ่ม หากเจ้ายอมรับความพ่ายแพ้ตอนนี้ ข้าจะปล่อยให้วิญญาณเหล่านั้นไว้ชีวิตเจ้าก็ได้ ไม่เช่นนั้นเจ้าอาจจะตายโดยไม่รู้ตัว!”
ลู่เฉินไม่ได้พูดอะไร แต่ยังคงอยู่ในสภาพ ‘เหม่อลอย’
ความจริงแล้วพื้นที่จิตของลู่เฉินตอนนี้ดูน่าสนใจมาก
เพราะหลังจากวิญญาณเหล่านั้นเข้ามา พวกมันก็ถูกกลืนหายไปโดยกุ่ยเจี๋ยทีละคน ทำให้กุ่ยเจี๋ยไปถึงราชันภูตสงครามสองพันชั้น
“เจ้าช่วยข้าได้มากจริง ๆ” ลู่เฉินหัวเราะเมื่อเห็นกุ่ยเจี๋ยมีแสงมืดสองพันชั้น
จากนั้นลู่เฉินก็ลืมตาขึ้น เขาลุกขึ้นยืนพลางจ้องมองไปที่ราชันคุมวิญญาณด้วยรอยยิ้ม “จะเข้ามาอีกครั้งหรือไม่?”
เดิมทีราชันคุมวิญญาณกำลังชมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเพลิดเพลิน แต่ยามนี้เมื่อเห็นว่าลู่เฉินดูดซับวิญญาณทั้งหมดเข้าสู่ร่างแล้วยังไม่เกิดอะไรขึ้น เขาพลันรู้สึกเหลือเชื่อ ก่อนจะโพล่งถามว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำอะไรลงไป?!”
“ข้าไม่คิดว่าจำเป็นต้องบอกอะไรเจ้านะ” ชายหนุ่มต้องการหลอกล่อให้อีกฝ่ายปล่อยวิญญาณออกมาให้ตนซึมซับเพิ่ม
ราชันคุมวิญญาณมีสีหน้ามืดมน “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้ท่านี้”
ทุกคนนึกอยากรู้ว่าราชันคุมวิญญาณเตรียมที่จะใช้วิธีใด แต่ในขณะนี้เอง ร่างของราชันคุมวิญญาณพลันปรากฏขึ้นอีกตำแหน่งหนึ่ง ก่อนที่บริเวณโดยรอบจะกลายเป็นหมอกสีดำ
ไม่เพียงเท่านั้น จู่ ๆ ทุกคนก็ตกอยู่ในภาพลวงตา จากนั้นก็โจมตีค่ายกลอย่างบ้าคลั่ง
ค่ายกลนี้รวมเข้ากับป่าประหลาด ดังนั้นไม่ว่าคนเหล่านี้จะโจมตีรุนแรงขนาดไหน พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรค่ายกลได้ แต่ลู่เฉินพบว่าดวงตาของผู้อาวุโสใหญ่นั้นดูกระจ่างใส ราวกับว่านางแค่แกล้งทำเป็นโจมตี
เขาลอบคิด ‘ผู้อาวุโสใหญ่คนนี้น่าสนใจทีเดียว’
ชายหนุ่มจึงพูดกับผู้อาวุโสใหญ่ด้วยรอยยิ้มว่า “ผู้อาวุโสใหญ่ เรามาคุยกันดีหรือไม่?”
ผู้อาวุโสใหญ่สะดุ้ง ก่อนจะจ้องมองอีกฝ่ายแล้วพูดว่า “เจ้ามองออกรึว่าข้ามีสติ?”
“แน่นอน พวกเขาทั้งหมดเหมือนถูกครอบงำ แต่ข้าบอกได้ว่าเจ้าสบายดี”
ผู้อาวุโสใหญ่ดูเคร่งขรึม “เจ้าต้องการอะไร?”
“เจ้าอยากเป็นหุ่นเชิดของราชันคุมวิญญาณผู้นั้นหรือไม่?”
ผู้อาวุโสใหญ่พูดอย่างไม่เต็มใจ “หากอาการบาดเจ็บของข้าดีขึ้น ข้าคงไม่ตกอยู่สภาพนี้!”
ลู่เฉินยิ้มหลังจากได้ยินสิ่งนี้ “ถ้าอย่างนั้น มาร่วมมือกับข้าเพื่อจัดการกับเขา”
“เจ้ามีวิธีรึ?” ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวด้วยท่าทางไม่มั่นใจ
“ถ้าไม่มีทางเลือกอื่น เขาอาจโกรธมากจนควบคุมเจ้าให้โจมตีค่ายกลนี้แทนนะ?”
ผู้อาวุโสใหญ่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เหตุใดข้าต้องเชื่อเจ้าด้วย?”
“ถ้าเจ้าไม่เชื่อข้า เจ้าก็จะเป็นเหมือนผู้อาวุโสเก้า ถูกเขาควบคุม แล้วก็ตายไปโดยไม่รู้เรื่อง” คำพูดของลู่เฉินทำให้ผู้อาวุโสใหญ่นึกหวาดกลัว
ผู้อาวุโสใหญ่จึงถามว่า “แล้วข้าต้องทำอย่างไร?”
“ง่ายมาก เจ้าแค่ค้นหาตำแหน่งคร่าว ๆ ของชายคนนั้นจากข้างนอก แล้วข้าจะจัดการเขาเอง”
ผู้อาวุโสใหญ่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเริ่มค้นหาในหมอก จากนั้นตัวนางเองก็เริ่มเดิน ‘เตร่’
ขณะนี้ราชันคุมวิญญาณซ่อนตัวอยู่ในฝูงชน บางครั้งก็กลายเป็นเงาดำ บางครั้งก็กลายเป็นร่างมนุษย์ ซึ่งดูแปลกประหลาดมาก
การรับรู้ของลู่เฉินได้รับผลกระทบจากสถานการณ์รอบ ๆ ทำให้ระยะที่มองเห็นได้นั้นค่อนข้างใกล้ ประกอบกับหมอกที่รายล้อม จึงเป็นเรื่องยากที่จะยืนยันตำแหน่งของราชันคุมวิญญาณ ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่สามารถตอบโต้อย่างรุนแรงได้
ดังนั้นผู้อาวุโสใหญ่จึงกลายเป็นผู้ช่วยของลู่เฉิน
ตอนนี้ราชันคุมวิญญาณไม่รู้ถึงการเคลื่อนไหวของผู้อาวุโสใหญ่ และคิดว่านางยังคงได้รับผลกระทบอยู่ ซึ่งเขาไม่คาดเลยว่าอีกฝ่ายจะบอกลู่เฉินถึงตำแหน่งของตนเอง
ชายหนุ่มยิ้มรับ หลังจากได้รับตำแหน่งแล้วก็สั่งให้กุ่ยเจี๋ยล่องหน
กุ่ยเจี๋ยหลีกเลี่ยงคนเหล่านั้น และพบตำแหน่งของราชันคุมวิญญาณในเวลาสั้น ๆ
ทว่าราชันคุมวิญญาณผู้นี้มีสัมผัสที่แข็งแกร่งมาก เมื่อกุ่ยเจี๋ยเข้ามาใกล้ เขาก็รู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ ทันใดนั้นจึงฟาดฝ่ามือทมิฬออกไป กุ่ยเจี๋ยจึงถูกบังคับให้ปรากฏตัว
แต่กุ่ยเจี๋ยมีการป้องกันถึงสองพันชั้น ดังนั้นฝ่ามือนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อเขา
ราชันคุมวิญญาณสะดุ้ง เขาพยายามควบคุมคนเหล่านั้นให้โจมตีกุ่ยเจี๋ย
เนื่องจากกุ่ยเจี๋ยเป็นภูต จึงใช้ได้เพียงเคล็ดวิชาภูตหรือวิญญาณในการโจมตีเท่านั้น แต่การโจมตีเหล่านี้ไม่สามารถทำร้ายกุ่ยเจี๋ยซึ่งมีการป้องกันถึงสองพันชั้นได้
สิ่งนี้ทำให้ราชันคุมวิญญาณคาดไม่ถึง เขาไม่นึกว่ากุ่ยเจี๋ยนี้จะจัดการได้ยากเย็น จากนั้นจึงหยิบลูกหนังออกมา แล้วเหวี่ยงมันไปที่กุ่ยเจี๋ยอีกครั้ง
กุ่ยเจี๋ยเริ่มสั่นไหวราวกับว่าได้รับผลกระทบเล็กน้อย
ลู่เฉินไม่มีทางเลือกนอกจากต้องนำกุ่ยเจี๋ยกลับ
หลังจากราชันคุมวิญญาณถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาก็ยังคงควบคุมคนเหล่านั้นให้โจมตีค่ายกลแล้วหัวเราะ “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดใช้ภูตมาจัดการกับข้างั้นหรือ?”
“ดูเหมือนว่าข้าจะประเมินเจ้าต่ำไป แต่แค่เจ้าสามารถจัดการมันได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะทำได้เช่นกัน!”
เมื่อลู่เฉินพูดจบ กุ่ยเจี๋ยก็ออกไปอีกครั้งและพุ่งเข้าหาชายชราทีละคน
เนื่องจากผู้เฒ่าเหล่านั้นถูกควบคุม การต่อต้านจึงต่ำมาก พวกเขารู้เพียงว่าจะเชื่อฟังคำสั่งอย่างไร
เพราะกุ่ยเจี๋ยซ่อนอยู่ในร่างกายของผู้อื่น ดังนั้นราชันคุมวิญญาณจึงหาเขาไม่พบ และทำได้เพียงสาปแช่ง “เจ้าหนุ่ม ออกมาสิ!”
“ไม่ต้องรีบร้อน รอจนกว่าข้าจะจัดการสมุนของเจ้าหมดเถอะ”
หลังจากลู่เฉินยิ้ม เขาก็ยังคงปล่อยให้กุ่ยเจี๋ยจัดการเหล่าชายชรา และด้วยความร่วมมือของเงาสายฟ้า ดวงวิญญาณของชายชราเหล่านั้นจึงได้รับผลกระทบ จากนั้นก็ล้มลงทีละคน
ผู้อาวุโสใหญ่เองก็ย่อมต้องทำตามเช่นกัน ดังนั้นนางจึงล้มลงด้วย
ด้วยวิธีนี้ ราชันคุมวิญญาณจึงถูกทิ้งให้ยืนอยู่เพียงลำพัง โดยถือลูกหนังอย่างระมัดระวังทุกสิ่งที่เข้ามาใกล้ตัวเอง
เสียงหัวเราะของชายหนุ่มดังขึ้น “เจ้าทำได้แค่นี้รึ?”
“เจ้าหนุ่ม ข้าจะทำให้เจ้ารู้เดี๋ยวนี้ว่าเหตุใดข้าถึงถูกเรียกว่าราชันคุมวิญญาณ!” ราชันคุมวิญญาณคลั่ง ก่อนกลายเป็นเงาดำหายไป
ความมืดบนท้องฟ้าก็หายไปเช่นกัน
เขาลอบสงสัย ‘หนีไปแล้วรึ?’
แต่ครู่ต่อมาท้องฟ้าก็เปลี่ยนสีอีกครั้ง ทว่าไม่ใช่เมฆมืดครึ้มที่รวมตัวกัน กลับกลายเป็นฉากที่แตกต่างออกไป