ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 710 หินวิญญาณที่ไม่ควรปรากฏออกมา
บทที่ 710 หินวิญญาณที่ไม่ควรปรากฏออกมา
ไม่นาน ‘ร่างขนาดใหญ่’ ที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะจึงปรากฏขึ้น
ตอนแรกเห็นเป็นเพียงลูกบอลหิมะที่กลิ้งอยู่บริเวณนั้น แต่เมื่อมาถึงตรงหน้าลู่เฉินและคนอื่น ๆ กลับมีขนาดใหญ่ขึ้น จนในที่สุดกลายเป็นร่างสูงใหญ่สามร่าง
ไม่เพียงเท่านั้น พลังของร่างขนาดใหญ่เหล่านี้ยังทรงพลังเป็นอย่างมาก ไม่นานก็สามารถล้อมลู่เฉินและคนอื่น ๆ ไว้ได้
เฮยหลวนเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “นี่สิ่งประหลาดใดกัน?”
มนุษย์หิมะเหล่านี้ แต่ละคนดูราวกับหัวสิงโตที่มีขนนุ่มสีขาวอยู่บนร่าง ทั้งยังแผ่กระจายไอความเย็นที่ทรงพลังออกมา ดูแล้วช่างน่าแปลกประหลาดยิ่งนัก
“พวกนี้เรียกว่าอสูรหิมะ มีลักษณะเป็นหิมะและอสูรในคราเดียว และการโจมตีที่ปล่อยออกมานั้นสามารถทำให้คนถูกแช่แข็งได้” ลู่เฉินอธิบายออกมาอย่างเรียบง่าย
“อะไรนะ!?” เป็นครั้งแรกที่เฮยหลวนได้พบสิ่งประหลาดเช่นนี้ ดังนั้นจึงรู้สึกตกตะลึงไม่น้อย
ไม่เพียงเฮยหลวน ทว่าเจี่ยอันก็รู้สึกตกตะลึงขึ้นมาเช่นกัน เสวียหลิงเยว่ที่อยู่บนท้องฟ้าพลันหัวเราะออกมา “เจ้าหนุ่ม หากยอมแพ้เสียตอนนี้ ข้าผู้นี้ก็จะไม่ให้พวกมันทำร้ายพวกเจ้า แต่หากเจ้ายังยืนกรานเช่นนี้ต่อไป พวกมันต้องลงมือแน่!”
“ลงมือหรือ?” ลู่เฉินยิ้มอย่างไม่สนใจ
“ว่าอย่างไร? ไม่สนใจหรือ?” เสวียหลิงเยว่พูดอย่างเย้ยหยัน
“สิ่งเหล่านี้มากที่สุดก็แค่อสูร”
“ใช่ พวกมันคืออสูร แต่ในพื้นที่ที่เจ็ดแห่งวังสินธุเหมันต์ อสูรเหล่านี้ถูกจัดอยู่กลุ่มอสูรร้ายลำดับที่ยี่สิบ!”
ลู่เฉินแสยะยิ้ม “ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอสูรร้ายใดก็ไม่เกี่ยวข้องกับข้า!”
“อีกไม่นานเจ้าก็จะได้รู้ถึงความแข็งแกร่งของพวกมัน!” เสวียหลิงเยว่ไม่อยากพูดกับลู่เฉินให้มากความ นางหันกลับไปส่งเสียงประหลาดบางอย่างออกมา ราวกับกำลังควบคุมอสูรเหล่านี้
อสูรเหล่านี้หลอมรวมลูกบอลหิมะขนาดใหญ่ขึ้นมาทันที
ลูกบอลหิมะเหล่านี้ลอยอยู่ตรงนั้น พวกมันดูราวกับจะถูกโยนมาได้ตลอดเวลา
เมื่อเฮยหลวนและเจี่ยอันเห็นดังนั้นจึงรู้สึกตื่นกลัวขึ้นมา ลู่เฉินหลับตาลงและสัมผัสกลิ่นอายของ ‘อสูร’
และหลังชายหนุ่มลืมตาขึ้นก็แผ่กระจายกลิ่นอาย ‘ราชัน’ ออกมา อสูรเหล่านี้ราวกับสัมผัสได้ถึงความอันตราย พวกมันล่าถอยออกไปด้วยความหวาดกลัวทันที
ภาพดังกล่าวทำให้เฮยหลวนและอีกหลาย ๆ คนไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
เสวียหลิงเยว่ที่อยู่บนท้องฟ้ามีสีหน้าประหลาดใจ “เกิดสิ่งใดขึ้น?”
ลู่เฉินที่ยิ้มพลางอธิบายออกมา “พวกมันกลัวข้า!”
เสวียหลิงเยว่ไม่เชื่อ และยังคงให้อสูรหิมะเหล่านี้โจมตีลู่เฉินต่อไป แต่พวกมันไม่กล้าเข้าใกล้ จึงทำเพียงค่อย ๆ โยนลูกบอลหิมะเข้ามาจากไกล ๆ
ลูกบอลหิมะเหล่านี้ระเบิดก่อนที่จะชนเข้ากับลู่เฉินและคนอื่น ๆ มันหลอมรวมกลายเป็นชั้นน้ำแข็งขนาดใหญ่ พร้อมกักขังลู่เฉินและคนอื่น ๆ เอาไว้ภายใน
เสวียหลิงเยว่พูดด้วยความพึงพอใจขึ้นมา “เห็นแล้วใช่หรือไม่? นี่คือความแข็งแกร่ง!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เฉินที่อยู่ในชั้นน้ำแข็งจึงหัวเราะออกมา “ไม่เล่นกับเจ้าแล้ว!”
“อย่างไรกัน? กลัวแล้วหรือ?” เสวียหลิงเยว่หัวเราะเสียงดัง
ใครจะคิดว่าภายในร่างของลู่เฉินจะมีลูกไฟทั้งเก้าพุ่งออกมา มันทำให้ชั้นน้ำแข็งละลายลงในทันที อสูรหิมะรอบ ๆ ตกตะลึงขึ้นมา ส่วนเสวียหลิงเยว่ที่อยู่บนท้องฟ้ารู้สึกสงสัย “เจ้าเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้เท่านั้น แต่เหตุใดจึงปล่อยพลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้ออกมาได้”
ลู่เฉินไม่ได้พูดใด ๆ แต่หลังจากปลดปล่อยเฮยหลวนและอีกสองคนที่อยู่ภายใน ‘ประตูไร้สรรพสิ่ง’ ออกมาแล้ว เขาจึงปล่อยเงาสายฟ้าและแสดงเคล็ดวิชาวิญญาณสายฟ้าออกมา
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกุ่ยเจี่ยคอยร่วมมือ
ดังนั้น รอบด้านจึงเต็มไปด้วยเสียงร้องของอสูรมากมาย
เสวียหลิงเยว่ที่อยู่บนท้องฟ้ารู้สึกสับสนขึ้นมา กระทั่งลู่เฉินจัดการทุกอย่างเรียบร้อย อสูรหิมะเหล่านั้นจึงนอนลงบนพื้นอย่างว่าง่าย ราวกับสิงโตเชื่อง ๆ ที่ไม่กล้าก่อความวุ่นวายใด ๆ
เสวียหลิงเยว่ลองควบคุมอีกครั้ง แต่กลับพบว่าไม่สามารถควบคุมพวกมันได้ เรื่องนี้ทำให้เสวียหลิงเยว่มีสีหน้าไม่ดีนัก “นี่… เกิดเรื่องใดขึ้น?”
“จำเป็นต้องบอกเจ้าหรือไม่?”
เสวียหลิงเยว่ร้อนใจขึ้นมา “บอกมาซะ!”
“พวกมันยอมจำนนต่อข้าแล้ว” ลู่เฉินเข้าไปยังภายในร่างของอสูรวิญญาณเหล่านี้ และทำให้พวกมันทำข้อตกลงกับตน ดังนั้นอสูรหิมะแต่ละตัวเหล่านี้จึงว่าง่าย
แต่เสวียหลิงเยว่ไม่เชื่อ นางยังคิดจะควบคุมต่อไป
และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินได้ใช้ฝ่ามือแปดวิญญาณไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
ตู้ม ตู้ม ตู้ม!
ฝ่ามือแปดวิญญาณโจมตีไปบนร่างของเสวียหลิงเยว่
แต่มันไม่สามารถยับยั้งเสวียหลิงเยว่ได้ เพราะวิญญาณของฝ่ายนั้น ‘ทรงพลัง’ เป็นอย่างมาก
ทว่าเสวียหลิงเยว่ก็รู้สึกเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย ราวกับวิญญาณถูกบางสิ่งทำร้าย ทำให้นางโมโหจนตะโกนออกมา “เจ้ารอก่อนเถิด ข้าไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?”
เสวียหลิงเยว่ส่งเสียงดังขึ้นมา จากนั้นจึงหายตัวไป
แต่ลู่เฉินกลับนำศิลาของลิ่วกุ่ยออกมา และเอ่ยถามลิ่วกุ่ยนั่น “เป็นอย่างไร เมื่อครู่ข้าได้ปล่อยหมัดแปดวิญญาณออกไปแล้ว เจ้าได้ทำตราประทับบนร่างของนางหรือไม่”
“ทำ ข้าทำร่องรอยบางอย่างไว้บนวิญญาณของนาง เพียงแค่นางได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ก็จะสามารถตามหานางพบได้!” ลิ่วกุ่ยอธิบายออกมา
ลู่เฉินแสยะยิ้ม “ไป ไปตามหานาง!”
หลังจากนั้นชายหนุ่มจึงนำอสูรหิมะเหล่านั้นไปยังสถานที่แห่งหนึ่งด้วยกัน
…
ภายใน ‘ประตูไร้สรรพสิ่ง’ เฮยหลวนมองเจี่ยอันด้วยความแปลกใจ “อาจารย์จะไม่เกิดเรื่องใดขึ้นใช่หรือไม่?”
“เขาเก่งกาจเพียงนั้น น่าจะไม่เป็นอะไรหรอก!” เจี่ยอันคิดว่าลู่เฉินต้องไม่เป็นอะไร
แต่เฮยหลวนมักจะรู้สึกไม่มั่นใจ นางยังคงพึมพำออกมา “เมื่อหนึ่งแสนปีก่อนคนของสำนักเหมันต์สงัดทรงพลังถึงเพียงนั้น หากพวกเขาคิดจัดการกับอาจารย์ของเราจริง ๆ อาจารย์ของเรารับมือไม่ไหวแน่”
เจี่ยอันลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา “ข้าคิดว่าเขาจะไม่เป็นอะไร แม้แต่คนของพันธมิตรกำจัดมารเหล่านั้น ก็ยังไม่สามารถทำอะไรเขาได้”
“พันธมิตรกำจัดมาร?” เฮยหลวนสงสัย
เจี่ยอันจึงค่อย ๆ อธิบายออกมา
…
ลู่เฉินกลับมาถึงยังด้านข้างของบ่อน้ำแห่งหนึ่ง
บ่อน้ำนี้ดูเหมือนกับบ่อน้ำร้อน บางครั้งก็มีไอความร้อนบางอย่างพวยพุ่งขึ้นมา
อสูรหิมะเหล่านั้นรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับพวกมันกลัวบ่อน้ำแห่งนี้เป็นอย่างมาก จึงทำเพียงมองดูอยู่ไกล ๆ ลู่เฉินจ้องมองไปยังพวกมันพลางเอ่ยถาม “เป็นอะไรหรือ?”
มีอสูรหิมะตัวหนึ่งพูดขึ้นมา “ภายใต้บ่อน้ำนี้มีอสูรปีศาจที่น่ากลัวอยู่”
“โอ้? อสูรปีศาจที่น่ากลัว?” ลู่เฉินหลับตาลงเพื่อไปสัมผัสดู
เขาพบว่ามีกลิ่นอายจาง ๆ บางอย่าง ราวกับมันกำลัง ‘กรน’ อยู่
กลิ่นอายนี้ดูเหมือนจะอยู่ห่างไกล แต่ก็ไม่ธรรมดา ลู่เฉินจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น “ดูเหมือนภายในบ่อน้ำนี้จะมีความลับอยู่ไม่น้อย!”
ดังนั้นลู่เฉินจึงให้อสูรหิมะเหล่านี้รออยู่ด้านนอก ส่วนตนใช้เคล็ดวิชาวิญญาณสายฟ้า เพื่อเข้าไปภายในบ่อน้ำนั้นทันที
ตอนแรกมีเขตแดนน้ำอยู่หนึ่งชั้น
เขตแดนนี้ดูแล้วไม่ธรรมดา แต่ไม่มีผลใด ๆ ต่อลู่เฉิน เขายังทะลุผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดาย และเมื่อมาถึงด้านล่างของเขตแดน จึงได้เห็นทางเข้าที่มีแสงสีน้ำเงินสว่างอยู่
ลู่เฉินเดินเข้าไปจนมาถึงยังทางเดินแห่งหนึ่ง
บนกำแพงของทางเดินเส้นนี้มีก้อนหินสีน้ำเงินอยู่เป็นจำนวนมาก
ก้อนหินเหล่านี้ส่งผลต่อพลังวิญญาณ
ลู่เฉินมองแล้วพึมพำออกมา “คิดไม่ถึงว่าที่นี่จะมีหินวิญญาณสีคราม!”
แต่หินวิญญาณสีครามนี้ไม่ควรปรากฏขึ้นในมหาทวีปจิ่วโหยว
ดังนั้นลู่เฉินจึงครุ่นคิดขึ้นมา “วังสินธุเหมันต์นี้มีที่มาอย่างไรกันแน่? เหตุใดหินวิญญาณทมิฬและหินวิญญาณสีคราม ต่างก็ปรากฏขึ้นในวังสินธุเหมันต์แห่งนี้”
และในขณะนั้นเองที่ลิ่วกุ่ยเอ่ยเตือนลู่เฉิน “นางเดินออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว”
“คิดจะหนีหรือ? ฝันไปเถิด!” ลู่เฉินให้ลิ่วกุ่ยนำทางตนไปต่อทันที
แต่ทางเดินนี้ดูราวกับเขาวงกต ลิ่วกุ่ยสัมผัสได้เพียงทิศทาง แต่ไม่สามารถสัมผัสถึงเส้นทางที่ชัดเจนได้ ดังนั้นจึงมีหลายครั้งที่ลู่เฉินเดินไปจนถึงทางตัน
ลิ่วกุ่ยเอ่ยขอโทษขึ้นมา “ขออภัย ข้า…”
“ไม่เป็นไร ข้าจะลองวิธีอื่น” ลู่เฉินนั่งลง จากนั้นก็ค่อย ๆ หลับตาทั้งสองข้าง