ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 709 อาจารย์ของเจ้าสอนให้ใช้ทักษะไร้ประโยชน์เหล่านี้หรือ?
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 709 อาจารย์ของเจ้าสอนให้ใช้ทักษะไร้ประโยชน์เหล่านี้หรือ?
บทที่ 709 อาจารย์ของเจ้าสอนให้ใช้ทักษะไร้ประโยชน์เหล่านี้หรือ?
เสวียหลิงเยว่สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงแกว่งไม้เท้ากระดูกอสูรในมือ แสงสีน้ำเงินพลันสว่างจ้าขึ้นมา
แสงสีน้ำเงินนี้ดูแล้วไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง
มันโจมตีไปยังร่างกายของกุ่ยเจี่ย แต่โชคดีที่กุ่ยเจี่ยมีการป้องกันถึงสองชั้น ทำให้เมื่อเสวียหลิงเยว่โจมตีจึงเพียงแค่เกิดแสงสว่างขึ้นมา ทว่ากุ่ยเจี่ยกลับไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงใด ๆ
เสวียหลิงเยว่รีบหลอมรวมเขตแดนสีน้ำเงินชั้นหนึ่งขึ้นมาปกคลุมรอบ ๆ ตนเองเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้กุ่ยเจี่ยเข้ามาใกล้ได้
ดังนั้นเมื่อกุ่ยเจี่ยโจมตีไปยังเสวียหลิงเยว่ จึงไม่เกิดผลใดขึ้นกับนาง
เรื่องนี้ทำให้เสวียหลิงเยว่พูดกับลู่เฉินด้วยความพึงพอใจ “เจ้าหนุ่ม เจ้าส่งสิ่งใดมาจัดการกับข้า คิดมีจะช่วยได้หรือ?”
“หรือว่าช่วยไม่ได้กัน?” ลู่เฉินยิ้มพลางมองอีกฝ่าย
เสวียหลิงเยว่หัวเราะขึ้นมา “เช่นนั้นเจ้าก็ลองดู มันไม่มีผลใดต่อข้า”
“อย่างน้อยเจ้าก็ไม่กล้าประมาทมิใช่หรือ” คำพูดของลู่เฉินทำให้เสวียหลิงเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะขึ้นมา
เสียงหัวเราะนี้น่ากลัวเป็นอย่างมาก มันทำให้เฮยหลวนและเจี่ยอันต่างแปลกใจ นางคิดจะทำสิ่งใดกัน
และในขณะนั้นเอง เสวียหลิงเยว่จึงปล่อย ‘อีกร่าง’ ออกมามากมาย
‘อีกร่าง’ เหล่านี้ดูเหมือนกับเสวียหลิงเยว่ไม่มีผิดเพี้ยน
ไม่เพียงเท่านั้น มันยังดูเหมือนจะแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
“อาจารย์ นี่?” เฮยหลวนตกตะลึงขึ้นมา
เจี่ยอันเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน “นี่”
เสวียหลิงเยว่พูดด้วยความหยิ่งยโสเป็นอย่างมาก “เจ้าหนุ่ม เห็นแล้วใช่หรือไม่? เจ้าไม่มีทางรู้ว่าร่างไหนคือร่างที่แท้จริงของข้า!”
ลู่เฉินเพียงยิ้มออกมา “เคล็ดวิชาแบ่งร่างของเจ้านับว่าไม่เลวเลยทีเดียว แต่เจ้าช่วยทำให้ดูเหมือนจริงมากกว่านี้อีกนิดได้หรือไม่?”
“หรือว่ายังสมจริงไม่พอ?”
“กายเนื้อและกลิ่นอายดูแล้วก็ไม่มีปัญหาใด แต่จิตวิญญาณล้วนมีวิญญาณหลัก ส่วนวิญญาณอื่น ๆ เป็นเพียงเป็นเคล็ดวิชาการควบคุมของเจ้าเท่านั้น” ลู่เฉินยิ้มให้อีกฝ่ายพลางพูดถึงข้อบกพร่องเหล่านี้ออกมา
เสวียหลิงเยว่พูดอย่างเย้ยหยันขึ้นมาทันที “เจ้าหนุ่ม สิ่งที่เจ้าพูดนับว่ามีเหตุผล แต่เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าร่างไหนคือวิญญาณหลักกัน”
“เรื่องนี้นับว่าง่ายมาก”
พูดจบ ชายหนุ่มจึงปล่อยพ่างจื่อออกมา
หมอกสีม่วงกระจายออก และปกคลุมร่างเหล่านั้นไว้ทันที
เพราะบางส่วนไม่ใช่ร่างของวิญญาณหลักจึงตกเข้าสู่ห่วงฝันได้อย่างง่ายดาย ร่างที่แท้จริงของเสวียหลิงเยว่พูดด้วยท่าทางจริงจังขึ้นมา “นี่คือสิ่งประหลาดใดของเจ้ากัน”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?”
เฮยหลวนและเจี่ยอันที่อยู่อีกด้านหนึ่งเอ่ยชื่นชมขึ้นมา
เสวียหลิงเยว่จึงทำเพียงเก็บร่างเหล่านั้นกลับเข้ามา และจ้องมองไปยังลู่เฉิน “ของสิ่งนี้ของเจ้าช่างดูถูกข้าเสียจริง”
“เจ้ายังมีวิธีใดอีก จงรีบนำออกมาใช้ซะ ข้าจะรอดูว่าอู๋เสี่ยนั่นสอนสิ่งใดแก่เจ้าบ้าง?” ลู่เฉินจ้องมองเสวียหลิงเยว่และพูดด้วยรอยยิ้ม
เสวียหลิงเยว่หัวเราะขึ้นมา “เช่นนั้นเจ้าจงดูให้ดี”
จากนั้นเสวียหลิงเยว่ก็กลายเป็นแสงสีน้ำเงิน นางพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าและหายตัวไป
แต่ชั่วพริบตาถัดมา รอบด้านกลับเกิดกระแสลมกรรโชก และหิมะเริ่มตกหนักมากขึ้น
เฮยหลวนและเจี่ยอันรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาทันที
“อาจารย์ เกิดสิ่งใดขึ้น?” เฮยหลวนเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
“รอบ ๆ นี้มีค่ายกลอยู่ ตอนนี้นางกำลังซ่อนตัวอยู่กลางค่ายกล” ลู่เฉินค่อย ๆ อธิบายออกมา
เฮยหลวนพลันเข้าใจ แต่เสวียหลิงเยว่ที่อยู่ในความมืดกลับส่งเสียงหัวเราะขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม ค่ายกลนี้เป็นแค่การเริ่มต้น ยิ่งนานยิ่งหนาวเหน็บ จนสุดท้ายแม้แต่ชายชราขั้นแปลงเซียนคนหนึ่งก็แข็งจนกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งได้”
“เจ้าล่อข้ามาถึงที่นี่ ก็เพื่อใช้ค่ายกลนี้จัดการข้าหรือ?” ลู่เฉินย้อนถามเพียงสั้น ๆ
“ใช่ ค่ายกลนี้มีเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ” เสวียหลิงเยว่พูดด้วยความภาคภูมิใจ
แต่ลู่เฉินกลับยิ้มออกมา และเป็นรอยยิ้มที่ดูแปลกประหลาด “เช่นนั้นเจ้าก็ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว”
“อย่างไรกัน? เจ้ายังทำลายมันไม่ได้ไม่ใช่หรือ?”
“ก็ไม่ได้มีอะไรยาก” ลู่เฉินพูดกับเสวียหลิงเยว่
แต่เสวียหลิงเยว่กลับหัวเราะขึ้นมา “เลิกโอ้อวดได้แล้ว ค่ายกลนี้ไม่ใช่ค่ายกลธรรมดา”
“ในสายตาของข้า ค่ายกลใดก็ไม่แตกต่างกันนัก” เมื่อลู่เฉินพูดจบ จึงนำศิลาวิญญาณบางอย่างออกมา จากนั้นโยนขึ้นไปบนท้องฟ้า
ตอนแรกเสวียหลิงเยว่จึงหัวเราะ “อาศัยศิลาวิญญาณเพียงไม่กี่อันเท่านั้นหรือ?”
แต่เมื่อสิ้นเสียงลง ศิลาวิญญาณเหล่านี้กลับเกิดการเปลี่ยนแปลง ค่ายกลบนท้องฟ้าหายไปทันที
เมื่อเห็นค่ายกลค่อย ๆ จางหายไป เฮยหลวนและเจี่ยอันจึงดีใจขึ้นมา
เสวียหลิงเยว่ที่อยู่บนท้องฟ้าแปลกใจเล็กน้อย “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำได้อย่างไรกัน?”
“เรื่องนี้คงไม่ต้องอธิบายแก่เจ้าด้วยหรือ?” ลู่เฉินยิ้ม
เสวียหลิงเยว่ไม่สามารถอดทนได้ต่อไป “เจ้าหนุ่ม นับว่าเจ้าแข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิดเอาไว้มากนัก”
“นอกจากพูดสิ่งเหล่านี้ยังพูดเรื่องอื่นได้หรือไม่?” ลู่เฉินย้อนถาม
เสวียหลิงเยว่จึงพูดขึ้น “ดูเหมือนควรจะทำให้เจ้าได้เห็นความแข็งแกร่งของสำนักเหมันต์สงัดเสียแล้ว”
“เจ้าพูดเช่นนี้มาตลอด แต่ก็ไม่ได้นำทักษะที่แท้จริงออกมาใช้”
“นั่นเป็นเพราะข้ายังไม่ได้ใช้ทักษะที่แท้จริง”
“โอ้? มาเถิด ให้ข้าดูเสียหน่อย อู๋เสี่ยสอนสิ่งใดให้เจ้ากัน”
“ชื่อของอาจารย์ข้า เจ้ากล้าเรียกเพียงสั้น ๆ เช่นนี้หรือ?” เสวียหลิงเยว่ยิ่งพูดยิ่งรู้สึกไม่พอใจ
“ไม่ต้องพูดถึงอาจารย์ของเจ้า แม้สตรีศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าจะอยู่ตรงนี้ ข้าก็กล้าเรียกนางสั้น ๆ เช่นกัน” ลู่เฉินไม่สนใจ
“ได้ เจ้าอวดดียิ่งนักเจ้าหนุ่ม” เมื่อเสวียหลิงเยว่พูดจบ รอบ ๆ จึงปรากฏเงาร่างบางส่วนขึ้นมาทันที
คนเหล่านี้มีทั้งคนอ่อนวัยและชายชรา ทั้งยังมีพลังยุทธ์ที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
และหนึ่งในนั้นมีผู้เฒ่าเตาอยู่
แต่แววตาของคนเหล่านี้ว่างเปล่าราวกับถูกควบคุมอยู่
เฮยหลวนและเจี่ยอันตกตะลึงขึ้นมา
เสวียหลิงเยว่ตั้งใจพูดยั่วยุลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม มาเถิด ให้ข้าได้ดูเสียหน่อยว่าเจ้ามีทักษะเช่นใดกัน”
“อาจารย์ของเจ้าสอนเคล็ดวิชาควบคุมหุ่นเชิดให้แก่เจ้าแล้วหรือ แต่ก็นับว่าไม่เท่าไหร่” พูดจบเขาก็นำกู่ฉินเพลิงโบราณออกมา ทันใดนั้นก็เกิดเสียงบรรเลงกู่ฉินดังขึ้น
คนที่ถูกควบคุมเหล่านี้กรีดร้องขึ้นมาทันที
เสวียหลิงเยว่ขยับไม้เท้าในมือของตน นางคิดจะทำให้คนเหล่านี้ได้สติขึ้นมา แต่ก็ไม่สามารถทำได้
ไม่เพียงเท่านั้น กุ่ยเจี่ยที่ลู่เฉินสั่งการเอาไว้ก็พุ่งเข้าสู่ร่างกายของคนเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว วิญญาณที่ถูกควบคุมเหล่านั้นไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะต่อต้าน จึงถูกกุ่ยเจี่ยค่อย ๆ จัดการทีละคน
ไม่นาน ที่นี่จึงเหลือเพียงกองซากศพ
เฮยหลวนและเจี่ยอันสูดหายใจเข้าลึก ๆ ส่วนลู่เฉินเก็บกู่ฉินกลับเข้ามาพลางจ้องมองกลุ่มหมอกบนท้องฟ้า “เจ้าทำสิ่งมากมายเหล่านี้เพื่ออะไรกัน?”
เสวียหลิงเยว่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เพราะคนเหล่านี้เป็นยอดฝีมือที่นางใช้เวลาหลายปีรวบรวมมา แต่แค่เผชิญหน้ากัน ยังไม่ทันได้ลงมือ ก็ถูกลู่เฉินจัดการเสียแล้ว
ดังนั้นเสวียหลิงเยว่จึงพูดด้วยความโมโหขึ้นมา “เจ้าทำให้ข้าโมโหแล้วนะ!”
“ข้าทำให้เจ้าโมโหหรือ แล้วจะทำไมเล่า?”
“ผลที่เจ้าทำให้ข้าโมโหย่อมต้องร้ายแรง!”
“ข้าอยากรู้เสียจริงว่าร้ายแรงถึงเพียงใดกัน!”
“ข้าจะทำให้เจ้าได้เห็น!” พูดจบ รอบด้านจึงเริ่มเกิดเสียงระเบิด ราวกับอะไรบางอย่างกำลังโจมตีพวกเขาเข้ามา
เจี่ยอันรีบมองไปในระยะร้อยก้าวทันที จากนั้นจึงมีสีหน้าเปลี่ยนไป “แย่แล้ว!”
“เกิดสิ่งใดขึ้น?” เมื่อเฮยหลวนเห็นสีหน้าของเจี่ยอัน จึงแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
เจี่ยอันพูดด้วยความตื่นกลัว “เป็นหิมะกองหนึ่งที่ถูกปั้นเป็นลูกกลม ๆ และหิมะเหล่านี้ดูเหมือนจะมีชีวิต”
“มีชีวิต?” เฮยหลวนรู้สึกประหลาดใจ
เสวียหลิงเยว่ที่อยู่บนท้องฟ้าเผยรอยยิ้มประหลาด “รอรับดี ๆ ก็แล้วกัน!”