ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 712 ค่ายกลอักขระยันต์แห่งความฝัน!
บทที่ 712 ค่ายกลอักขระยันต์แห่งความฝัน!
เสวี่ยหลิงเยว่กล่าวว่า “พบแล้วเจ้าค่ะ”
“ทางเรายังเข้าไปในประตูหินนี้ไม่ได้ เขาก็ไม่น่าจะเข้าไปได้ใช่หรือไม่?” สตรีศักดิ์สิทธิ์สับสน
“จะเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะหากเขาเข้าไปจริง ๆ?” เสวี่ยหลิงเยว่ถามขึ้นอย่างสงสัย
“ถ้าเขาเข้าไปได้จริง ๆ เราก็ต้องเข้าไปด้วย” สตรีศักดิ์สิทธิ์เอ่ยอย่างเย็นชา
“แต่เขาแข็งแกร่งมาก และท่านก็ยังฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก อีกทั้งหุ่นกลเหล่านั้นก็ถูกเขาจัดการไปแล้ว เช่นนั้น…” เสวี่ยหลิงเยว่กังวลเล็กน้อย เพราะถึงยังไงความสามารถของลู่เฉินก็แข็งแกร่งเกินไป
สตรีศักดิ์สิทธิ์ส่งเสียงไม่พอใจ “ไม่ว่ายังไงก็ตาม เราก็ต้องไม่ปล่อยให้เขาเข้าไปลำพัง!”
“ข้าจะทำให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ” เสวี่ยหลิงเยว่ทำได้แค่ปล่อยให้พวกที่ซ่อนตัวอยู่ในพระราชวังใต้ดิน จับตาดูลู่เฉินทุกย่างก้าวต่อไป
ทางลู่เฉิน ขณะเขาเข้ามาก็พบว่ามีแมลงตัวเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ตามผนังโดยรอบ
แมลงเหล่านั้นมีขนาดเล็กและมีสีเดียวกับผนัง
เนื่องจากพวกมันมีขนาดเล็กมากและมีออร่าที่อ่อนแอ ถ้าไม่ใช่เพราะ ‘วิชาหมื่นวิญญาณ’ ลู่เฉินก็คงไม่รู้
แต่ตอนนี้ถึงรู้แล้ว ลู่เฉินก็ยังแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้อยู่ แต่ก็ลอบปล่อยตั๊กแตนตำข้าวแขนทองออกมา
ตั๊กแตนตำข้าวนี้มีความสามารถในการกระโดดที่แข็งแกร่งมาก
ทันทีที่มันออกมาก็ตามคำขอของลู่เฉิน โดยแสร้งทำเป็นบินไปรอบ ๆ อย่างไรแมลงสมัยโบราณก็ไม่คิดว่าตั๊กแตนตำข้าวจะตรวจจับพวกมันได้ ดังนั้นพวกมันจึงนิ่งเฉยและส่งต่อทุกสิ่งที่เห็นไปยังเสวี่ยหลิงเยว่
โดยไม่คาดคิด เมื่อตั๊กแตนตำข้าวแขนทองบินผ่านพวกแมลง จู่ ๆ แมลงตัวหนึ่งก็ถูกผ่าร่างออก
ร่างกายของแมลงถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ขณะที่วิญญาณคิดจะหนีไปนั้น ลู่เฉินก็โยนแผ่นศิลาฉวิญญาณออกมา วิญญาณของอีกฝ่ายถูกดูดด้วยแรงดึงดูดมหาศาล จนในที่สุดก็ตกลงไปบนแผ่นหิน
แมลงตัวอื่น ๆ ต่างตกใจกลัวและพากันวิ่งออกไป
จิตสำนึกของลู่เฉินเจาะเข้าไปในแผ่นหินและจ้องมองวิญญาณแมลงบนแผ่นหิน “ถ้าเจ้าไม่อยากตาย ก็ตอบคำถามของข้ามา”
วิญญาณแมลงตกใจ “เจ้า… เจ้าคิดทำอะไร?”
“ข้าแค่ให้เจ้าตอบ ไม่ได้ให้ถาม” เสียงลู่เฉินเริ่มเย็นเยียบ
“ข้า… ข้าจะตอบ!” วิญญาณแมลงไม่กล้าไม่เชื่อฟัง ดังนั้นมันจึงทำได้เพียงเอ่ยอย่างเชื่อฟัง
ชายหนุ่มยิ้มแล้วพูดว่า “ดีมาก!”
วิญญาณแมลงสงสัยว่าลู่เฉินหมายถึงอะไร ก่อนจะถูกอีกฝ่ายถามว่า “บอกข้าสิ ใครให้เจ้ามาสอดแนมข้า”
“นาย… นายหญิงเสวี่ย”
ลู่เฉินเอ่ยเดา “เสวี่ยหลิงเยว่?”
“ขอรับ!”
“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าประตูหินนี้คือสิ่งใด?” ลู่เฉินถามต่อ
วิญญาณแมลงพูดอย่างประหม่า “ประตูหินนี้ตั้งอยู่ที่นี่มาตั้งแต่สมัยโบราณ หลังจากที่เรามาถึง เราก็ถูกจัดให้เฝ้าประตูนั้นอยู่ใกล้ ๆ แล้ว”
“ตั้งแต่สมัยโบราณหรือ?”
“นายหญิงเสวี่ยบอกว่าสถานที่แห่งนี้สำคัญมาก หากมีการเคลื่อนไหวใด ๆ นางต้องได้รับการแจ้งเตือนทันที” เสียงวิญญาณแมลงฟังดูตื่นตระหนก
หลังจากได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้น ลู่เฉินก็ถามว่า “แล้วมีใครเคยเข้าไปบ้างหรือไม่?”
“นายหญิงเสวี่ยบอกว่าที่นี่มีตราประทับ และไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเข้าไปได้ขอรับ” วิญญาณแมลงยังคงเอ่ยต่อไป
ชายหนุ่มลอบพึมพำในใจ ‘ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเข้าไปได้งั้นหรือ?’
“ข้า… ข้าไม่ได้โกหกนะ นายหญิงเสวี่ยบอกว่าหากท่านแก้ผนึกที่นี่ได้แล้ว เราต้องออกไปแจ้งให้นางทราบ” วิญญาณแมลงโพล่งทุกอย่างออกไปรวดเดียว
ลู่เฉินพอใจมากและมองมันด้วยรอยยิ้ม “เอาละ ดีมาก!”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็เรียกสติคืน จากนั้นจึงจ้องมองประตูหินด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นมาเล่นกับเจ้ากันเถอะ!”
จากนั้นเขาก็อยู่หาทางทำลายผนึกอักขระยันต์ที่นี่ต่อ โดยได้เพิ่มอักขระยันต์ของตัวเองลงไปรอบ ๆ ผนังเพื่อทำให้คนอื่นแยกจริงเท็จไม่ออก ทั้งยังไม่อาจรู้ว่าอักขระยันต์เหล่านี้มีไว้เพื่ออะไร
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ บนยอดเขาที่เต็มไปด้วยหิมะด้านนอก สีหน้าเสวี่ยหลิงเยว่ดูน่าเกลียดยิ่ง “ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ เขาค้นพบสายลับที่เราเตรียมไว้แล้วเจ้าค่ะ”
“แล้ว?”
“เขาฆ่าพวกมันไปบางส่วนเจ้าค่ะ แต่ก็ไม่ได้ไล่ตามพวกมันที่เหลือไป และยังคงพยายามปลดผนึกประตูหินต่อ” เสวี่ยหลิงเยว่บอกข่าวที่นางได้รับทีละอย่าง
สตรีศักดิ์สิทธิ์รู้ว่าเรื่องนี้ผิดปกติ ดังนั้นนางจึงพูดกับเสวี่ยหลิงเยว่ว่า “จับตาดูต่อไป ไว้เขาเข้าไปได้ เราจะกลับไป!”
“เจ้าค่ะ!”
…
ลู่เฉินใช้เวลาหลายวันที่ประตูเพื่อทำลายผนึกบนหินและเพิ่มอักขระยันต์ของเขาเองลงไป จากนั้นเขาก็หายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูดว่า “ถึงเวลาเปิดมันแล้ว!”
ครั้นชายหนุ่มเพิ่มพลังเข้าไปก็เห็นว่าประตูหินเริ่มสั่นไหว พื้นสั่นสะเทือน สตรีศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บนยอดเขารีบถามอย่างร้อนใจว่า “เกิดอันใดขึ้น?”
เสวี่ยหลิงเยว่พูดอย่างเป็นกังวล “ดูเหมือนเขาจะเปิดประตูหินได้แล้วเจ้าค่ะ!”
“ไปกัน เราต้องเข้าไปก่อนเขาให้ได้” หลังจากสตรีศักดิ์สิทธิ์พูดเช่นนี้ กระแสน้ำวนก็ก่อตัวขึ้นที่ใต้ดินและพาทั้งสองออกไป
…
เมื่อรูปปั้นน้ำแข็งและเสวี่ยหลิงเยว่ปรากฏตัวอีกครั้ง พวกนางก็เห็นเพียงว่าประตูหินถูกเปิดออกจนสุด โดยมีเพียงทางเดินอันมืดมิดอยู่ข้างหน้า
สตรีศักดิ์สิทธิ์รีบพูดว่า “ไปกันเถอะ”
“ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ จะมีอันตรายอยู่ข้างในหรือไม่เจ้าคะ?” เสวี่ยหลิงเยว่ถามอย่างหวาดหวั่น
สตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่สนใจเรื่องนี้อีกต่อไป และพูดว่า “ไม่ว่าจะยังไงเราก็ต้องเข้าไป และเราจะปล่อยให้เขาเอาของข้างในออกไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาไม่รู้จบ”
“มีสิ่งใดอยู่ข้างในกันเจ้าคะ?”
“เจ้าจะรู้เองเมื่อเข้าไป” เห็นได้ชัดว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างในนั้น แต่นางไม่ต้องการพูดออกมา ทั้งยังควบคุมรูปปั้นน้ำแข็งเพื่อเข้าสู่เส้นทางแห่งความมืดพร้อมกับเสวี่ยหลิงเยว่
แต่ทางเดินนี้ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด
จุดนี้ทำให้ทั้งสองคนสับสน
ไม่เพียงเท่านั้น เสวี่ยหลิงเยว่ยังรู้สึกถึงรัศมีแปลก ๆ ทั่วบริเวณ “ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ ข้า… เหตุใดข้าจึงรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย?”
สตรีศักดิ์สิทธิ์สะดุ้งทันที “มันเป็นกลอุบาย!”
จากนั้นสตรีศักดิ์สิทธิ์ก็คิดจะพาเสวี่ยหลิงเยว่จากไป แต่ดวงตาของเสวี่ยหลิงเยว่ยามนี้กลับว่างเปล่า ราวกับว่านางอยู่ภายใต้การควบคุมของอะไรบางอย่าง สตรีศักดิ์สิทธิ์จึงตะโกนว่า “บัดซบ!”
สตรีศักดิ์สิทธิ์ระเบิดรูปปั้นน้ำแข็งทันที
ตู้ม!
รูปปั้นน้ำแข็งระเบิดออก สตรีศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นเงาสีน้ำเงินแล้วหายตัวไป
ทางเสวี่ยหลิงเยว่ตกอยู่ในความฝัน โดยในความฝันของนาง นางเห็นลู่เฉินยืนอยู่ตรงหน้า
ไม่เพียงเท่านั้น เสวี่ยหลิงเยว่ยังเห็นว่านางถูกตรึงไว้ที่นั่นโดยไม่อาจขยับเขยื้อน ทั้งยังมีแสงสีฟ้ากะพริบไหวอยู่รอบ ๆ ตัวนาง
“เป็นยังไงบ้าง? เจ้าสบายดีหรือไม่?” ลู่เฉินยิ้มให้กับเสวี่ยหลิงเยว่ที่ถูกตรึงไว้
เสวี่ยหลิงเยว่เริ่มวิตกกังวล หลังจากพบว่านางไม่สามารถใช้กำลังได้เลย “เจ้าทำอันใดกับข้า!”
“นี่คือความฝันที่ข้าสร้างขึ้น ดังนั้นที่นี่ เจ้าจึงต้องทำทุกอย่างที่ข้าสั่งให้เจ้าทำ” ลู่เฉินเอ่ยพลางส่งยิ้มให้เสวี่ยหลิงเยว่
“ความฝัน? เจ้าดัดแปลงที่นี่งั้นหรือ?”
“ค่ายกลอักขระยันต์แห่งความฝัน ค่ายกลประเภทนี้ต้องใช้วัสดุจำนวนมาก แต่ข้าบังเอิญเพิ่งได้รับวัสดุที่ว่ามาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นข้าจึงใช้ปราณความฝันในการเข้าสู่ความฝัน ร่วมกับรูปแบบของยันต์เพื่อดักจับเจ้าในความฝันของเจ้าเอง” ลู่เฉินอธิบายทีละอย่าง
แม้ว่าเสวี่ยหลิงเยว่จะไม่เข้าใจความหมายของคำพูดเหล่านั้น แต่นางก็พบว่าตัวเองขยับตัวไม่ได้ นางจึงกลัวมากจนพูดขู่ออกไปว่า “ปล่อยข้าออกไป ไม่เช่นนั้นสตรีศักดิ์สิทธิ์จะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!”
“สตรีศักดิ์สิทธิ์หรือ? นางหนีไปแล้ว เจ้ายังคิดให้นางทำอันใดอีก?” ลู่เฉินยิ้มให้เสวี่ยหลิงเยว่
เสวี่ยหลิงเยว่ไม่เชื่อ “เป็นไปไม่ได้ ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์จะไม่ทอดทิ้งข้าไว้ข้างหลัง”
“โอ้? เจ้าแน่ใจหรือ?”
“ใช่แล้ว ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์จะไม่มีวันทิ้งข้าไว้ข้างหลัง!” เสวี่ยหลิงเยว่พยายามดิ้นรนอยู่ที่นั่น แต่ไม่ว่านางจะดิ้นแค่ไหน นางก็ทำอะไรไม่ได้
แต่ทางลู่เฉินกลับพูดว่า “ข้าก็ไม่อยากพูดเรื่องไร้สาระกับเจ้าเหมือนกัน”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ตอบคำถามของข้า” ลู่เฉินจ้องไปที่เสวี่ยหลิงเยว่ เห็นได้ชัดว่าเขามีคำถามมากมายในใจและต้องการอาศัยนางเพื่อไขข้อสงสัยเหล่านั้น