ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 713 ทูตค้าวิญญาณ
บทที่ 713 ทูตค้าวิญญาณ
เสวี่ยหลิงเยว่รู้สึกกังวลเล็กน้อย “ข้าจะไม่ทรยศสำนักเหมันต์สงัด!”
“ตอนนี้เจ้าคิดว่าตนเองยังสามารถควบคุมคำพูดและการกระทำได้อีกหรือ?” ลู่เฉินยิ้มขันใส่เสวี่ยหลิงเยว่ที่ยังไม่ตระหนักถึงสถานการณ์
เสวี่ยหลิงเยว่ไม่ค่อยเข้าใจ “เจ้าหมายถึงอะไร?”
“ข้าหมายความว่าในความฝันนี้ เจ้าจะพูดทุกสิ่งที่ข้าอยากให้เจ้าพูด!” ลู่เฉินจ้องเสวี่ยหลิงเยว่
เสวี่ยหลิงเยว่รู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อเกินไป นางจึงจ้องลู่เฉินด้วยท่าทางดุร้าย “ไม่มีทาง มันเป็นไปไม่ได้!”
“อ้อ ดีเลย! ข้าได้จะถามคำถามแรกกับเจ้าตอนนี้” ลู่เฉินแสยะยิ้มชั่วร้ายพลางมองเสวี่ยหลิงเยว่
เสวี่ยหลิงเยว่อยู่ในอารมณ์ซับซ้อน และไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
ในเวลานี้เอง ชายหนุ่มพลันถามเสวี่ยหลิงเยว่ว่า “อาจารย์ของเจ้าอยู่ที่ใด?”
เสวี่ยหลิงเยว่ไม่รู้ว่าเหตุใดลู่เฉินถึงถามคำถามนี้ แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่นางจะบอกอีกฝ่าย แต่เสวี่ยหลิงเยว่กลับพบว่านางควบคุมตัวเองไม่ได้
ปากของนางโพล่งออกมาอย่างรวดเร็วว่า “ในสุสานของสำนักเหมันต์สงัด!”
ลู่เฉินเริ่มสงสัย “สุสานหรือ? มันอยู่ที่ไหน?”
เสวี่ยหลิงเยว่อยากจะหุบปากตัวเอง แต่พบว่าตนควบคุมปากไม่ได้ นางพลันโพล่งออกไปอีกว่า “พื้นที่ส่วนกลางของมหาทวีปจิ่วโหยว”
“พื้นที่ส่วนกลางงั้นหรือ?” เขาขมวดคิ้ว
เสวี่ยหลิงเยว่กังวลมาก “เจ้า… เจ้ากำลังทำให้ข้าทรยศสำนักเหมันต์สงัด!”
“เจ้าคิดว่าตัวเองมีทางเลือกงั้นหรือ?”
เสวี่ยหลิงเยว่ย่อมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพูดด้วยความโกรธว่า “หากข้าทำให้ตัวเองหมดสติ ก็บอกเจ้าไม่ได้แล้ว!”
หลังจากพูดอย่างนั้น เสวี่ยหลิงเยว่ก็คิดจะหลับไป
แต่ไม่ว่าเสวี่ยหลิงเยว่จะพยายามแค่ไหน นางกลับพบว่าตนไม่สามารถหลับได้ จึงทำได้เพียงจ้องมองไปที่ลู่เฉินด้วยความหวาดกลัว “เจ้าเป็นสัตว์ประหลาด”
“บอกข้าหน่อยสิว่ามีอะไรซ่อนอยู่หลังประตูหินสีดำนี้? เหตุใดเจ้าถึงสนใจเพียงนั้น ทั้งยังเฝ้าประตูเอาไว้ด้วย!” ลู่เฉินเอ่ยถาม
เสวี่ยหลิงเยว่พลันถลึงตาใส่ “ข้าจะไม่บอกเจ้า!”
แต่ทันทีที่สิ้นคำพูดนั้น เสวี่ยหลิงเยว่ก็โพล่งออกมาอีกครั้ง “ที่นี่มีพลังที่ราชันกระดูกภูตต้องการอยู่ โดยพลังนี้ยังสามารถทำให้อาจารย์ของข้าและคนอื่น ๆ กลับมามีชีวิตอีกครั้งได้อย่างสมบูรณ์!”
ลู่เฉินสงสัยว่า “กลับมามีชีวิตอีกครั้งได้อย่างสมบูรณ์งั้นหรือ?”
เสวี่ยหลิงเยว่หุบปากลง นางไม่อยากพูดอะไรอีก
ตอนนี้ชายหนุ่มยังคงถามต่อไปว่า “บอกข้ามาว่าเกิดอะไรขึ้นกับอาจารย์ของเจ้า เหตุใดเจ้าถึงบอกว่านางจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้อย่างสมบูรณ์?”
“อย่าพูดนะ!” เสวี่ยหลิงเยว่อยากจะหุบปาก แต่นางฝืนไม่ไหว จึงโพล่งออกมาอีกครั้งว่า “เมื่อแสนปีก่อน อาจารย์ของข้าและคนอื่น ๆ ได้รับบาดเจ็บ จึงอาศัยอยู่ในหลุมศพของสำนักเหมันต์สงัด แต่เมื่อหลายปีก่อนพวกเขาปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ยังอ่อนแอมาก และต้องใช้พลังพิเศษเพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณให้สมบูรณ์ จากนั้นจึงก่อร่างกายขึ้น”
ลู่เฉินพบว่ามันน่าสนใจมาก จึงเหลือบมองไปที่เสวี่ยหลิงเยว่ด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ “แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามีสิ่งที่เจ้าต้องการอยู่หลังประตูหินสีดำนี้?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ สีหน้าเสวี่ยหลิงเยว่ก็ดูน่าเกลียดยิ่ง ก่อนที่นางจะพูดว่า “เป็นราชันกระดูกภูตที่บอกข่าวกับสตรีศักดิ์สิทธิ์ เพื่อที่จะได้รับพลังข้างใน เขาจึงร่วมมือกับสตรีศักดิ์สิทธิ์ แต่ด้วยมีตราประทับพิเศษอยู่ที่ประตูหินซึ่งไม่สามารถทำลายได้ ดังนั้นเราจึงทำได้แต่เฝ้าอยู่ที่นี่ โดยหวังว่าสักวันหนึ่งผนึกนี้จะอ่อนกำลังลง”
“ที่แท้เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้” ลู่เฉินพึมพำ
เสวี่ยหลิงเยว่โกรธมาก “ไอ้สารเลว!”
“ด่าข้าไปก็ไม่มีประโยชน์!” หลังจากลู่เฉินพูดจบ เขาก็วางแผนที่จะถามคำถามต่อไป
เสวี่ยหลิงเยว่ดูหวาดกลัวมากเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังจะเอ่ยอีกครั้ง “เจ้า… เจ้าคิดจะทำอันใดอีก?”
“ปกติแล้วสตรีศักดิ์สิทธิ์ซ่อนอยู่ที่ไหน” ลู่เฉินถาม ขณะจ้องมองไปที่เสวี่ยหลิงเยว่
เสวี่ยหลิงเยว่พูดอย่างประหม่า “ข้าไม่รู้”
“โอ้? เจ้าไม่รู้จริง ๆ งั้นหรือ?”
“ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยเผยร่าง นางมักติดต่อข้าผ่านรูปปั้นน้ำแข็งเสมอ” เสวี่ยหลิงเยว่พูดออกไปอย่างไม่อาจควบคุมปากตัวเอง
หลังจากชายหนุ่มเข้าใจเรื่องทั้งหมด เขาก็ทำการโบกมือ เสวี่ยหลิงเยว่พลันผล็อยหลับไป จากนั้นลู่เฉินก็ซ่อนเสวี่ยหลิงเยว่ไว้ใน ‘ประตูไร้สรรพสิ่ง’
เฮยหลวนตกใจเมื่อเห็นเสวี่ยหลิงเยว่ถูกจับตัวมา “ท่านอาจารย์ นาง…?”
“หลับไปแล้ว และนางจะไม่ตื่นไปอีกสักพัก” เขาตอบ
เฮยหลวนอยากรู้อยากเห็นยิ่ง “ถ้าเช่นนั้นพวกเราจะออกไปข้างนอกได้หรือไม่?”
“ยังก่อน” ลู่เฉินส่ายหน้าแล้วขอให้เฮยหลวนกับเจี่ยอันอยู่ใน ‘ประตูไร้สรรพสิ่ง’ ต่อไป ขณะที่เขาเข้าไปในประตูหินสีดำเพื่อดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่หลังประตูหิน
ลู่เฉินเดินไปตามทางเดินอันมืดมิด จนกระทั่งมาถึงห้องโถงใหญ่
ใจกลางห้องโถงนี้ ลู่เฉินเห็นปล่องเล็ก ๆ ตั้งอยู่ โดยมีเพียงเศษชิ้นส่วนบางอย่างลอยออกมาจากปล่องนี้
เศษชิ้นส่วนเล็ก ๆ เหล่านั้นดูคล้ายกับหินวิญญาณสีครามก้อนเล็ก ๆ
“สร้างหินวิญญาณสีครามเหรอ?” ลู่เฉินขยับมือของเขา ก่อนที่หินเหล่านั้นจะพลันตกลงบนฝ่ามือ
หินวิญญาณสีครามเหล่านี้มีขนาดเล็กมาก แต่ก็ทรงพลังยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อจิตสำนึกของลู่เฉินทะลวงเข้าไป เขารู้สึกราวกับมีบางอย่างพยายามจะแช่แข็งจิตวิญญาณของเขา
อย่างไรก็ตาม วิญญาณของลู่เฉินนั้นทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง พลังเยือกแข็งแบบนี้จึงมีผลต่อจิตวิญญาณของลู่เฉินเพียงเล็กน้อย
แต่ลู่เฉินไม่เข้าใจว่าราชันกระดูกภูตต้องการให้สตรีศักดิ์สิทธิ์รับพลังแบบไหนไป อีกทั้งพลังนี้จะส่งผลต่ออู๋เสี่ยและคนอื่น ๆ อย่างไร
ขณะชายหนุ่มนึกสงสัย เขาก็มองเห็นรัศมีอันทรงพลังที่น่าพรั่นพรึงจากปล่อง โดยรัศมีที่ว่านี้ก็ค่อย ๆ ซึมออกมา จากนั้นลู่เฉินก็เห็นเงาสีดำปรากฏ
ซึ่งเงานั้นมี ‘สมุด’ อยู่ในมือ
สมุดเล่มนี้เปล่งประกายสีม่วง และมีตัวอักษรขนาดใหญ่หลายตัวเขียนอยู่บนนั้นว่า ‘บันทึกการค้าเทียนกุ้ย’
เมื่อเห็นตัวอักษรเหล่านี้ ลู่เฉินก็เกิดความสงสัย “ทูตค้าวิญญาณแห่งอาณาจักรภูต?”
ค้าวิญญาณคือเอกลักษณ์เฉพาะในอาณาจักรภูต
ที่นั่น ผู้คนสามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของล้ำค่าซึ่งส่งผลต่อจิตวิญญาณได้
ในหมู่พวกเขา ‘บันทึกการค้าเทียนกุ้ย’ ได้บันทึกสิ่งของมีค่ามากมายไว้ ดังนั้นทูตที่ปรากฏตัวจึงเพียงลอยตัวพลางพูดอย่างเย็นชาว่า “ยินดียิ่งที่ท่านทำการอัญเชิญข้ามา”
อัญเชิญ?
ลู่เฉินไม่ได้อัญเชิญมันออกมา แต่เป็นความจริงที่มีค่ายกลขนาดใหญ่ซึ่งใช้เรียกทูตค้าวิญญาณอยู่ที่นี่ ซึ่งหลังจากเข้ามาที่นี่ เขาก็ได้เปิดใช้งานค่ายกลใหญ่นี้ขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
แต่ลู่เฉินรู้สึกงุนงงเล็กน้อย ราชันกระดูกภูตสามารถค้นหาทูตค้าวิญญาณได้ในอาณาจักรภูต แล้วเหตุใดเขาถึงต้องมามองหามันในจิ่วโหยว ดังนั้นลู่เฉินจึงมองทูตผู้นั้นขึ้น ๆ ลง ๆ
“บอกข้ามาสิว่าเจ้าต้องการอะไร!” หลังจากอีกฝ่ายพูดแล้ว ร่างก็กะพริบไหวไปมาเหมือนเงา
“เจ้ามีอะไรบ้าง?”
“ตราบใดที่เจ้าต้องการ ข้าก็สามารถทำให้เจ้าพอใจได้” อีกฝ่ายพูดอย่างภาคภูมิใจ
“แม้แต่ตามหาวิญญาณหรือ?”
“โอ้ ตายแล้วหรือ?” อีกฝ่ายถาม
ลู่เฉินคิดถึงอาจารย์ของเขาแล้วพยายามถามดู แต่อีกฝ่ายส่ายหน้า “หานางไม่เจอ”
“หมายความว่ายังไงที่หาไม่เจอ?” ลู่เฉินขมวดคิ้ว
“เรื่องนี้มีความเป็นไปได้เพียงสองอย่างเท่านั้น”
“อธิบายมา!”
“ประการแรก สตรีที่เจ้าเอ่ยถึงนั้นยังไม่ตาย ซึ่งหมายความว่านางไม่ได้กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน ประการที่สอง วิญญาณของนางทรงพลังมาก ข้าจึงหามันไม่เจอ” ทูตเอ่ยอธิบาย
ลู่เฉินยิ้ม “เช่นนั้นเจ้าหาคนที่ยังมีชีวิตอยู่พบหรือไม่?”
“คนมีชีวิตหรือ? นั่นขึ้นอยู่กับสถานการณ์”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“กล่าวคือ ข้าต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อยืนยัน แต่กระบวนการต้องผลาญกำลังอย่างมาก”
“พูดมาว่าต้องการอะไร!” ลู่เฉินรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสอันหายาก ท้ายที่สุด ยามเขาอยู่ในอาณาจักรภูตก็หานางไม่พบ แต่ตอนนี้ในที่สุดเขาก็พบความหวัง ดังนั้นจะต้องใช้ประโยชน์จากทูตตรงหน้าให้ดี