ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 714 การกระทำอันไร้ยางอาย
บทที่ 714 การกระทำอันไร้ยางอาย
ทูตค้าวิญญาณกล่าว “ผลไม้ที่สามารถยืดอายุขัยได้หนึ่งแสนปีสิบผล”
“หนึ่งแสนปีหรือ?” ลู่เฉินขมวดคิ้ว
“ใช่ หนึ่งแสนปี สิบผล” ทูตการค้าวิญญาณกล่าวย้ำ
หนึ่งแสนปี หากอยู่ในแดนซานสือลิ่วก็พูดง่าย แต่พออยู่ในจิ่วโหย่วแล้วอาจจะยากสักหน่อย
“ว่าอย่างไร?”
“ไว้ข้าพบมันแล้ว ข้าจะกลับมาหาเจ้าอีกครั้ง” ลู่เฉินพูดพร้อมกับจ้องมองไปที่ชายผู้นี้
ชายคนนั้นยิ้มอย่างสบายๆ และพูดว่า “ได้ ข้าจะรอ”
หลังจากพูดอย่างนั้น ชายคนนี้ก็หายไปราวกับภาพติดตา
ลู่เฉินหันหลังจากไป แต่ก่อนจะจากไป เขาย่อมต้องปิดประตูหินเพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้า
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ชายหนุ่มก็จ้องมองประตูหินอยู่ครู่หนึ่งแล้วพึมพำว่า “ใครเป็นคนสร้างที่นี่กัน?”
คำถามนี้ทำให้ลู่เฉินลอบสงสัยในใจ
แต่เสวี่ยหลิงเยว่เองก็ไม่รู้ว่ามันโผล่มาจากไหน ดังนั้นลู่เฉินจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเรียกสติคืนและออกจากที่นี่ไป
หลังจากที่เดินออกไป แสงสีน้ำเงินก็ปรากฏขึ้น
ภายในสีน้ำเงิน เสียงของสตรีศักดิ์สิทธิ์พลันดังออกมา โดยได้ยินเสียงสตรีศักดิ์สิทธิ์ตะโกนลั่นด้วยความโกรธว่า “บัดซบ มันถูกผนึกอีกแล้ว!”
จากนั้นสตรีศักดิ์สิทธิ์ก็จากไปด้วยความโมโห
…
เมื่อลู่เฉินปรากฏตัวอีกครั้งก็ได้เดินออกมาจากแดนหิมะแล้ว จากนั้นเขาก็ปล่อยเฮยหลวนกับเจี่ยอันออกมา
พอเฮยหลวนเห็นว่าไม่ใช่แดนหิมะ นางก็ถามอย่างสงสัยว่า “ท่านอาจารย์ ท่านออกมาจากสำนักเหมันต์สงัดแล้วหรือ?”
“ข้าออกมาแล้ว แต่ความแค้นระหว่างข้ากับสำนักเหมันต์สงัดยังคงอยู่” ลู่เฉินพูดอย่างครุ่นคิด
เฮยหลวนไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร แต่ลู่เฉินหยิบภาพที่วาดโดยผู้เฒ่าเตาออกมา ซึ่งหลังจากยืนยันทิศทางคร่าว ๆ แล้ว เขาก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
เฮยหลวนอยากรู้อยากเห็น “ท่านอาจารย์ ตอนนี้เราจะไปไหนกันหรือ?”
“หาใครบางคน” ชายหนุ่มย่อมต้องการตามหาราชาวิญญาณสวรรค์
ดังนั้นลู่เฉินจึงอาศัยแผนที่และคำแนะนำที่คนอื่นมอบให้เขาก่อนหน้านี้ เพื่อระบุตำแหน่งของราชาวิญญาณสวรรค์อย่างคร่าว ๆ
แต่เฮยหลวนไม่รู้ ทว่านางทราบว่าต้องเกิดบางอย่างขึ้น เมื่อเห็นว่าลู่เฉินไม่ได้พูดอะไรจึงไม่ถามคำถามอีก เพียงเดินตามเขาไป
…
ไม่กี่วันต่อมา ลู่เฉินและพวกก็มาถึงเมืองแห่งหนึ่ง ซึ่งเมืองนี้ช่างมีชีวิตชีวายิ่ง
เฮยหลวนนึกตกใจเมื่อเห็นผู้คนในเมืองจำนวนมากเป็นครั้งแรก “ที่นี่คือที่ใดกัน? เหตุใดถึงมีคนมากมายและมีชีวิตชีวาเพียงนี้?”
แม้เจี่ยอันจะได้เห็นเมืองต่าง ๆ มามาก แต่นางก็ต้องประหลาดใจเมื่อได้พบกับเมืองใหญ่เช่นนี้ในพื้นที่ที่เจ็ด
สำหรับลู่เฉิน เขาสงบมาก โดยพูดกับทั้งสองว่า “เมืองนี้เรียกว่าเมืองทงเสวี่ย”
“เมืองทงเสวี่ย?” เฮยหลวนและอีกสองคนไม่รู้
ลู่เฉินพูดอย่างใจเย็น “แผนที่แสดงให้เห็นว่าที่นี่คือเมืองใหญ่ ซึ่งบุคคลที่ข้ากำลังมองหานั้นอยู่เบื้องหลังเมืองใหญ่แห่งนี้”
ทันใดนั้นทั้งสองคนก็ตระหนักได้ จากนั้นลู่เฉินก็พาพวกนางไปที่เมืองด้านหลัง
แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนบางส่วนมาขวางถนน โดยพวกเขาทำการหยุดพวกลู่เฉินทั้งสามคนไว้
ทางผู้นำสวมชุดหนังสัตว์ เอามือไพล่หลัง และสวมหมวกที่มีเป็นหัวหมี
เมื่อเห็นคนกลุ่มนี้ คนรอบข้างต่างพากัน ‘กลัว’
“พวกเจ้ามากับข้า!” กลุ่มคนในวัยสามสิบถึงสี่สิบตะโกน
เฮยหลวนไม่เข้าใจสิ่งที่คนเหล่านี้กำลังทำ ดังนั้นนางจึงอดที่จะถามไม่ได้ว่า “เหตุใด?”
“ไยต้องมีเหตุผล?” ชายคนนั้นพูดอย่างดูถูก เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการกลับไปคำถามของเฮยหลวน
“เช่นนั้นเหตุใดเราต้องไปกับเจ้าด้วย?” เฮยหลวนไม่เข้าใจ
ชายคนนั้นพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “เราเป็นกองกำลังที่ทรงพลังในเมืองทงเสวี่ย ดังนั้นหากเราต้องการให้พวกจ้ามากับเรา พวกเจ้าต้องติดตามเรามา ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าจะไม่มีวันเวลาที่ดีในเมืองทงเสวี่ยแน่!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้เฮยหลวนก็ไม่พอใจ “แต่เราไม่ได้ทำอะไรให้เจ้าขุ่นเคืองนะ”
“น้องสาวตัวน้อย เจ้าบอกว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรให้เราขุ่นเคือง ก็หมายความว่าไม่ได้ทำให้เราขุ่นเคืองจริง ๆ งั้นหรือ?” ชายคนนั้นหัวเราะเยาะ
“หมายความว่าอย่างไร?”
“แผ่นดินที่เจ้ากำลังเดินนั้นถูกปูโดยพวกเรา ถ้าเจ้าเหยียบมันก็แสดงว่าเจ้าทำให้เราขุ่นเคืองแล้ว” ชายคนนั้นพูดด้วยรอยยิ้มกดลึก
“เจ้านี่มันช่างไร้เหตุผล!” เฮยหลวนโกรธจัด
ชายคนนั้นยิ้มแปลก ๆ “โกรธหรือ? ถ้าเช่นนั้นก็ตีข้าสิ!”
เฮยหลวนอยากจะลงมือจริง ๆ แต่ลู่เฉินพูดกับนางว่า “อย่าลงมือ มันมีค่ายกลใหญ่อยู่ในเมืองนี้”
เฮยหลวนหยุดมือทันที
ชายคนนั้นสงสัยว่าเหตุใดลู่เฉินถึงรู้ว่าไม่สามารถลงมือที่นี่ได้ เขาจึงจ้องไปที่ลู่เฉินแล้วพูดว่า “เด็กน้อย เจ้ารู้อะไรงั้นหรือ?”
“ข้าบอกว่ามีค่ายกลอยู่ที่นี่ ซึ่งตราบใดที่พลังวิญญาณถูกใช้ ค่ายกลนั้นก็จะโจมตีผู้คน ข้าพูดผิดหรือไม่?” ลู่เฉินถามชายคนนั้น
หลังจากได้ยินสิ่งนี้ชายคนนั้นก็ยิ้ม “เจ้าหนู เจ้าช่างรู้มากนัก”
“ดังนั้นเจ้าเองก็ไม่สามารถลงมือได้ถูกหรือไม่?” หลังลู่เฉินพูดอย่างนั้น เขาก็พาพวกเฮยหลวนทั้งสองคนจากไป โดยพยายามเดินเลี่ยงไปอย่างไม่คิดสนใจคนเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม ชายคนนี้ให้กลุ่มของตนรวมตัวกันปิดกั้นพวกลู่เฉินที่อยู่ข้างหน้าไว้
เฮยหลวนโกรธมาก “เหตุใดเจ้าถึงทำตัวเป็นอันธพาลเช่นนี้!”
“ช่วยไม่ได้ ผู้ใดใช้ให้พวกเราเป็นกองกำลังอันดับหนึ่งในเมืองทงเสวี่ยเล่า?”
เฮยหลวนโกรธมาก ขณะที่ลู่เฉินมองไปที่คนเหล่านี้ “บอกข้าสิว่าใครสั่งให้เจ้ามา?”
คนเหล่านี้แกล้งทำเป็นโง่และไม่คิดตอบคำถามของลู่เฉิน
ผู้นำยังกล่าวอีกว่า “เจ้าหนู เรามาที่นี่เอง ไม่มีใครสั่งให้เรามา!”
“อ้อ? จริงหรือ?” หลังจากลู่เฉินพูดจบ เขาก็ปล่อยตั๊กแตนตำข้าวแขนทองออกมา
เมื่อเห็นลู่เฉินปล่อยแมลงแปลก ๆ ทุกคนต่างสงสัยว่ามันคืออะไร แต่ผู้นำกลับหัวเราะเยาะ “เจ้าหนู เจ้าคิดว่าเจ้าจะทำให้เรากลัวด้วยแมลงตัวจ้อยได้งั้นหรือ?”
“แมลงของข้าไม่ได้รับผลกระทบจากค่ายกลรอบ ๆ ดังนั้นมันจึงโจมตีเจ้าได้”
“เจ้ากำลังพยายามจะทำให้ใครกลัวกัน?” ชายคนนั้นพูดอย่างไม่ใส่ใจ
คนอื่น ๆ ต่างหัวเราะ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้จริงจังกับคำพูดของลู่เฉินเลย
แต่ในขณะนั้นเอง ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองก็ลงมือโจมตีชายคนนั้นด้วยใบมีดทีละเล่ม แสงสีทองเข้าโจมตีชายคนนั้นอย่างแรง โชคดีที่ชายคนนั้นมีเกราะอ่อนป้องกันจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม เสื้อผ้าเขาขาดวิ่นและบาดเจ็บไปทั่วตัว ทั้งยังถูกพลังอันทรงพลังกระแทกให้ถอยกลับ
ทุกคน ณ ที่นั้นต่างตกตะลึง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่กับผู้นำต่างหวาดกลัวจนรีบถอยร่นออกไป
ชายคนนั้นพูดด้วยความโกรธว่า “เจ้ากล้าลงมือจริงเหรอ!?”
“เจ้ายั่วยุข้าก่อน!” ลู่เฉินพูดกับชายคนนั้น
ชายคนนั้นโกรธมาก จึงหันไปสั่งกับทุกคนว่า “จัดค่ายกล!”
“รับทราบ!”
คนเหล่านี้หยิบท่อนไม้สีดำออกมาถือทันที จากนั้นท่อนไม้ก็พลันส่องประกายด้วยพลังอันแปลกประหลาด โดยพลังนี้ไม่ใช่พลังวิญญาณ
เฮยหลวนเห็นเช่นนี้จึงพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ท่านอาจารย์ นี่คือ…?”
“ท่อนไม้ของพวกเขาได้ผนึกค่ายกลการบางส่วนไว้ ด้วยการควบคุมเล็กน้อย พลังที่ปล่อยออกมาจากท่อนไม้เหล่านี้จึงสามารถสร้างค่ายกลได้” ลู่เฉินอธิบาย
เมื่อเฮยหลวนได้ยินสิ่งนี้ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที “เช่นนั้นมันไม่อันตรายมากหรือเจ้าคะ?”
“อันตรายอยู่ แต่ก็ยังอ่อนแอเกินไป” คำพูดของลู่เฉินทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกหงุดหงิดยิ่ง
โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้นำ เขาส่งเสียงฮึ่มฮั่ม “เจ้าหนู เจ้าจะรู้หลังจากนี้ว่ามันอ่อนแอหรือไม่!”