ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 721 ใช้เคล็ดวิชาพิทักษ์มาร
บทที่ 721 ใช้เคล็ดวิชาพิทักษ์มาร
ลู่เฉินไม่ได้อธิบายอย่างละเอียดมากนัก และพูดเพียงสั้น ๆ “ข้าต้องดูแลตัวเองเสียหน่อย”
เซี่ยอีฉานไม่กล้าถามให้มากความ จึงทำเพียงนำลู่เฉินไปยังแดนต้องห้ามของสำนักเหมันต์
แดนต้องห้ามนี้มีเพียงเจ้าสำนักที่สามารถเข้าไปได้ และรอบด้านยังมีค่ายกลอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นหลังจากเซี่ยอีฉานไปถึงภายในนั้นแล้ว จึงหันไปพูดกับลู่เฉินว่า “ถ้ำแห่งนี้ปลอดภัยมากพอ”
ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ ที่นี่เต็มไปด้วยค่ายกลจึงถือว่าปลอดภัยเป็น แต่เขาก็ยังไม่วางใจเพราะเป็นสถานที่ของผู้อื่น ดังนั้นหลังจากสร้างค่ายกลรอบ ๆ แล้ว จึงให้เจ้าสำนักผู้นี้ไปรออยู่ด้านนอก
เซี่ยอีฉานออกมาด้านนอก ด้วยใบหน้าที่มีความแปลกใจเล็กน้อย “นายท่าน ท่านคิดจะทำสิ่งใดหรือ?”
ลู่เฉินนำภูเขาซากศพออกมา และมองไปยังฮั่วเตาหลาง
ทันใดนั้นเอง ฮั่วเตาหลางได้หลอมรวมกายเนื้อขึ้นมา และด้านหลังยังมีกระบี่เพลิงสองเล่มเสียบอยู่บนไหล่ทั้งสองข้าง ดูราวกับบนร่างมีกระบี่กระดูกงอกออกมา
“เป็นอย่างไร ยังไหวหรือไม่?”
ฮั่วเตาหลางลืมตาขึ้นพลางพูดด้วยความเคารพ “นายท่าน ข้าสบายดี”
“ดูเหมือนความแข็งแกร่งของเจ้า ได้ฟื้นฟูจนถึงขั้นแปลงเซียนแล้ว”
“ขอรับ แต่หากคิดจะเลื่อนขั้นต่อคงต้องเก็บประสบการณ์ให้มากกว่าเดิม และข้ายังต้องหลอมรวมกับกายเนื้อนี้ให้มากยิ่งขึ้น” ฮั่วเตาหลางอธิบายออกมา
“เช่นนั้นเจ้าคิดจะออกไปหรือไม่?”
“นายท่าน ได้โปรดให้ข้าออกไปจัดการเรื่องต่าง ๆ แทนนายท่าน และเป็นหนึ่งในสามสิบหกมารไร้นามของนายท่านเถิด”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับ “ได้เวลาใช้งานเจ้าแล้ว!”
ฮั่วเตาหลางรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
หลังจากลู่เฉินสั่งการแล้ว จึงให้ฮั่วเตาหลางเดินออกไปจากภูเขาซากศพเพื่อไปด้านนอก ฮั่วเตาหลางจึงเก็บคมกระบี่บนร่างกายของตน ในขณะเดียวกันก็ได้ใช้ผ้าสีดำห่อหุ้มกระบี่บนไหล่ทั้งสองข้างเอาไว้ ดูราวกับบนบ่ามีของบางสิ่งยื่นสูงขึ้นมาจากทั้งสองด้าน
หลังจากนั้น ฮั่วเตาหลางก็ยืนนิ่งเคียงข้างลู่เฉินราวกับคนตาย
ลู่เฉินมองเขา “อย่าให้ผู้ใดมีโอกาสรบกวนข้าได้”
“ขอรับ!” ฮั่วเตาหลางรับคำสั่ง
ชายหนุ่มนั่งลง หลังจากนั้นรอบกายเขาจึงปรากฏไหมคลุมวิญญาณออกมามากมาย และไหมเหล่านี้ค่อย ๆ พันล้อมรอบกายลู่เฉิน จนดูเหมือนเป็นดักแด้จักจั่นที่ยืนตัวตรงอยู่ตรงนั้น
ไม่เพียงเท่านั้น ไหมจำนวนมากก็ขยายออกไปรอบ ๆ กลางค่ายกลนี้ จนดูราวกับเป็นใยแมงมุม
ขณะเดียวกัน พลังปราณมากมายรอบ ๆ ก็ได้หลั่งไหลเข้าไปในเส้นไหมเหล่านี้ เมื่อเซี่ยอีฉานที่อยู่ด้านนอกพบว่าพลังปราณของสำนักเหมันต์ต่างพุ่งเข้าไปภายในถ้ำ จึงมีสีหน้าแปลกใจขึ้นมา “นายท่านผู้นี้ทำสิ่งใดภายในนั้นกันแน่ เหตุใดพลังปราณเหล่านี้จึงหลั่งไหลเข้าไปด้านใน”
แต่ไม่มีผู้ใดสามารถอธิบายแก่เซี่ยอีฉานได้
ศิษย์บางส่วนและเหล่าผู้อาวุโสของสำนักเหมันต์ต่างเอ่ยถาม เซี่ยอีฉานจึงได้แต่เพิกเฉย
ส่วนคนของสำนักเหมันต์ เมื่อเห็นว่าเซี่ยอีฉานไม่พูดใด ๆ พวกเขาจึงไม่ถามให้มากความ และทำเพียงแค่เดินจากไป
เซี่ยอีฉานคอยเฝ้าอยู่บริเวณปากถ้ำต่อไป
ร่างกายของลู่เฉินยังคงถูกห่อหุ้มเอาไว้
จากนั้นภายในตำหนักมืดสลัวในพื้นที่ที่เจ็ด วิญญาณของอสูรเฒ่าจ้าวและอวี่ซานเส้ายืนตัวสั่นอยู่ตรงนั้น และด้านหน้าของเขานั้นมีชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่
ในมือขวาของชายชราได้ถือกระดูกของกระดูกอสูรหมาป่าเอาไว้ และดวงตาทั้งสองข้างของกระดูกอสูรหมาป่าเปล่งแสงสว่างสีแดงจาง ๆ ขึ้นมา
“ผู้อาวุโสฉิน เหตุใดท่านจึงมาอยู่ในพื้นที่ที่เจ็ดแห่งวังสินธุเหมันต์นี้?” อสูรเฒ่าจ้าวเอ่ยถามด้วยความตื่นกลัว
บนหน้าผากของอวี่ซานเส้ามีเม็ดเหงื่อผุดออกมาเช่นกัน “ผู้อาวุโสฉิน ท่าน…”
แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียง ผู้ที่มีนามว่าผู้อาวุโสฉินใช้มือข้างหนึ่งลูบเคราของตน กะพริบตาที่รอบ ๆ เต็มไปด้วยรอยคล้ำ “ข้ามีเรื่องต้องมายังพื้นที่ที่เจ็ด แต่คิดไม่ถึงว่าจะสัมผัสได้ว่ามีคนเรียกแขนต้องห้ามออกมาอีกครั้ง!”
“พะ… พวกเราเจอเรื่องลำบาก ดังนั้นจึงเรียกออกมาขอรับ” อสูรเฒ่าจ้าวอธิบายออกมา
“ใช่ขอรับ” อวี่ซานเส้าพูดด้วยความตื่นตระหนก
“เมื่อเจอเรื่องลำบากก็เรียกออกมา เจ้ามองว่านายท่านผู้นั้นของพันธมิตรกำจัดมารเป็นใครกัน? เป็นผู้ที่เจ้าสามารถเรียกออกมาเมื่อใดก็ได้หรือ?” เขาสูดหายใจพลางพูดออกมา
วิญญาณทั้งสองหวาดกลัวเจียนตาย
และในขณะนั้นเอง แสงสีน้ำเงินสว่างพลันผุดขึ้นมาจากมุมมืด จากนั้นแขนนั้นจึงลอยออกมา
“ฉินอ่าว” แขนนั้นส่งเสียงแหบแห้งออกมา
ผู้ที่มีนามว่าฉินอ่าวรีบเก็บกระดูกอสูรเข้ามาทันที จากนั้นจ้องมองไปยังแสงสีน้ำเงินพลางกล่าวด้วยความเคารพ “นายท่าน”
“ครั้งนี้พวกเขาเรียกได้ดี” แขนนั้นพูดขึ้นมา
“ว่าอย่างไรนะขอรับ?” ฉินอ่าวไม่เข้าใจ
“เจ้าหนุ่มผู้นั้น ข้าสนใจยิ่งนัก ดังนั้นพวกเจ้าต้องจับเป็นและส่งเขาไปยังสถานที่ที่ข้าเก็บตัวอยู่ เข้าใจหรือไม่?” แขนพูดพลางเปล่งแสงสีน้ำเงินขึ้นมา
“เจ้าหนุ่มผู้นั้น?”
“ให้พวกเขาทั้งสองบอกเจ้า” เมื่อแขนนี้พูดจบก็หายตัวไป
ฉินอ่าวขมวดคิ้วพลางมองไปยังทั้งสองคน “ว่ามาเถิด เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่”
ทั้งสองไม่กล้าปิดบังใด ๆ จึงทำเพียงอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดออกมา
เมื่อฉินอ่าวฟังแล้วจึงขมวดคิ้วขึ้นมา “หมายความว่าเจ้าหนุ่มนั่นเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้ แต่พวกเจ้าจัดการเขาไม่ได้ จึงเรียกนายท่านออกมา?”
ทั้งสองพยักหน้ารับ
ฉินอ่าวเบิกตากว้างขึ้นมาทันที “ไร้ประโยชน์!”
อสูรเฒ่าจ้าวพูดด้วยความร้อนใจขึ้นมา “ผู้อาวุโสฉิน เจ้าหนุ่มผู้นั้นไม่ธรรมดา”
อวี่ซานเส้าเองก็พูดขึ้นมา “ใช่ขอรับ เจ้าหนุ่มผู้นี้ถูกสิ่งประหลาดครอบงำอยู่ ฆ่าอย่างไรก็ฆ่าไม่ตาย แม้แต่เจ้าสำนักของสำนักเหมันต์ยังถูกเขาจับ”
“โอ้? สำนักเหมันต์?”
“ใช่!”
“ได้ นำคนออกเดินทางไปยังสำนักเหมันต์แล้วจับเขาซะ” เมื่อฉินอ่าวพูดจบจึงเตรียมพร้อมทันที
เพราะอวี่ซานเส้าและอีกสองคนเหลือเพียงวิญญาณ ดังนั้นจึงทำได้เพียงติดไปกับสมบัติวิญญาณที่ไม่สะดุดตา
หลังจากนั้นจึงติดตามไปกับกลุ่มผู้แข็งแกร่งของพื้นที่ที่เจ็ดแห่งพันธมิตรกำจัดมาร เพื่อไปยังสำนักเหมันต์
ระหว่างการเดินทาง อวี่ซานเส้าเอ่ยถามอสูรเฒ่าจ้าวด้วยความแปลกใจ “เจ้าคิดว่าผู้อาวุโสฉินนำคนไปมากเช่นนั้น จะสามารถจับเจ้าหนุ่มนั่นได้หรือไม่?”
“เพียงเจ้าหนุ่มผู้นั้นไม่คิดหนี ข้าคิดว่าน่าจะไม่มีปัญหา” อสูรเฒ่าจ้าวหลงคิดว่ามียอดฝีมือมากเช่นนี้ น่าจะไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้น
“แต่เจ้าหนุ่มนั่น” อวี่ซานเส้ารู้สึกไม่พอใจลู่เฉิน ดังนั้นจึงรู้สึกกังวลใจอยู่ภายในสมบัติวิญญาณ
“เลิกสนใจเถิด อย่างไรผู้อาวุโสฉินก็ต้องจัดการได้”
อวี่ซานเส้าทำเพียงขานรับ “เช่นนั้นก็รอดูเถิด”
เมื่อเป็นเช่นนี้ ฉินอ่าวจึงนำคนกลุ่มใหญ่มุ่งหน้าไปยังสำนักเหมันต์
หลังคนของสำนักเหมันต์เห็นกลุ่มคนจำนวนมากเดินทางมา แต่ละคนจึงมีสีหน้าเปลี่ยนไป เพราะคนเหล่านี้มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ฉินอ่าวจึงให้คนไปหาเจ้าสำนัก
เซี่ยอีฉานยังคงเฝ้าอยู่ที่นั่น จนเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ศิษย์ผู้หนึ่งจึงวิ่งเข้ามาและพูดด้วยความหวาดกลัว “เจ้าสำนัก แย่แล้วขอรับ!”
“เกิดสิ่งใดขึ้น?” เซี่ยอีฉานพูดอย่างรำคาญใจ
“มีกลุ่มคนมาจากพันธมิตรกำจัดมาร พวกเขาบอกให้ท่านส่งเจ้าหนุ่มผู้นั้นให้พวกเขา มิเช่นนั้นจะโจมตีขอรับ” ศิษย์ผู้นั้นพูดด้วยความตื่นกลัว
เซี่ยอีฉานพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ว่าอย่างไรนะ? คิดว่าข้ารังแกได้ง่าย ๆ หรือ?”
“พวกเขามีฝีมือดีขอรับ”
เซี่ยอีฉานขมวดคิ้วขึ้นมา ก่อนจะหันไปพูดกับศิษย์ผู้นั้น “บอกให้ทุกคนขัดขวางพวกเขาเอาไว้ซะ!”
“นี่!…” ศิษย์ผู้นั้นรู้สึกลำบากใจ
“อย่างไรกัน? มีปัญหาหรือ?”
“พวกเขาแข็งแกร่งเกินไปขอรับ” ศิษย์ผู้นั้นพูดด้วยความตื่นกลัว
“แม้เป็นเช่นนั้นก็ต้องขัดขวางเอาไว้!” เซี่ยอีฉานตะคอกออกมา
ศิษย์ผู้นั้นจึงทำได้เพียงรีบออกไปทันที เซี่ยอีฉานครุ่นคิดขึ้นมา จากนั้นจึงหลับตาลงและสื่อสารกับลู่เฉินผ่านตราประทับวิญญาณ “นายท่าน นายท่าน…”
แต่ไม่ว่าเซี่ยอีฉานจะร้องเรียกเช่นไร ก็ไม่สามารถสื่อสารกับลู่เฉินได้
จึงทำให้เซี่ยอีฉานตื่นตระหนกขึ้นมา “คงจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับนายท่านหรอกนะ?”