ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 722 พวกเจ้ารบกวนการฝึกฝนของนายท่านแล้ว!!!
บทที่ 722 พวกเจ้ารบกวนการฝึกฝนของนายท่านแล้ว!!!
เกิดเรื่อง?
นี่คือสิ่งที่เซี่ยอีฉานไม่อยากเห็นมากที่สุด แต่เขาก็ไม่สามารถเข้าไปได้ จึงทำได้เพียงรออยู่นอกค่ายกล
แต่หลังจากเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งถ้วยชา รอบ ๆ จึงเกิดเสียงกรีดร้องดังขึ้นมา
เซี่ยอีฉานตกตะลึงขึ้นมา และในขณะนั้นเอง คนของพันธมิตรกำจัดมารก็ปรากฏตัวออกมาจำนวนมาก
คนเหล่านี้มีคนจำนวนไม่น้อย อีกทั้งยังถือธงผืนใหญ่เอาไว้ และด้านบนของมันมีตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนไว้ว่า ‘กำจัดมาร’
เซี่ยอีฉานครุ่นคิดขึ้นมา และยังจ้องมองไปยังฉินอ่าวที่เป็นผู้นำ “เจ้าคือผู้ใด? เหตุใดจึงมาก่อความวุ่นวายยังสำนักเหมันต์?”
“พวกเราเพียงต้องการเจ้าหนุ่มผู้นั้น” ฉินอ่าวพูดด้วยท่าทางและน้ำเสียงอวดดี
“ข้าคือคนของเทือกเขาเจ็ดหิมะ” เมื่อเซี่ยอีฉานเห็นท่าทีเหล่านั้นของอีกฝ่าย จึงทำเพียงอ้างถึงเทือกเขาเจ็ดหิมะ
แต่ฉินอ่าวกลับหัวเราะขึ้นมา “ภายในพื้นที่ที่เจ็ดนี้ กองกำลังของเทือกเขาเจ็ดหิมะนับว่าแข็งแกร่งที่สุด แต่พวกเราพันธมิตรกำจัดมารก็ไม่ได้อ่อนแอ และสถานที่ซ่อนตัวของพวกเรา พวกเจ้าต่างไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด แล้วคิดจะให้คนของเทือกเขาเจ็ดหิมะมาแก้แค้นให้พวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
เซี่ยอีฉานรู้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมานั้นไม่ผิด เพราะในพื้นที่ที่เจ็ดนี้ คนของพันธมิตรกำจัดมารอยู่อย่างลึกลับมาโดยตลอด ดังนั้นคนนอกจึงไม่สามารถรู้ได้ว่าพวกเขาซ่อนตัวอยู่ที่ใด ยิ่งคิดจะแก้แค้นพวกเขานั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ดังนั้นเซี่ยอีฉานจึงร้อนใจขึ้นมา
ฉินอ่าวจ้องมองอีกฝ่ายพลางยิ้มและพูดขึ้นมา “ข้าก็ไม่อยากพูดเรื่องไร้สาระกับเจ้าให้มากความ ตอนนี้เจ้าควรจะรีบส่งเจ้าหนุ่มผู้นั้นออกมาซะ มิเช่นนั้นข้าคงต้องจับกุมตัวเจ้า และเมื่อถึงเวลานั้นก็อย่ามาตำหนิข้าก็แล้วกัน!”
“เจ้ากล้าหรือ!” เซี่ยอีฉานพูดด้วยน้ำเสียงโมโห
“อย่างไรกัน? อยากลองวิธีของข้าหรือ?” ฉินอ่าวย้อนถาม
เซี่ยอีฉานพูดอย่างไม่หวาดกลัว “ก็ลองเข้ามาสิ!”
“ได้ ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ถึงความแข็งแกร่งของข้า!” เมื่อฉินอ่าวพูดจบ จึงนำหัวหมาป่าที่แผ่กลิ่นอายดำมืดในมือออกมา จากนั้นเมื่อเพิ่มพลังเข้าไปแล้ว เงาหมาป่าสีม่วงจึงพุ่งเข้าไปภายในร่างของเซี่ยอีฉานทันที
เซี่ยอีฉานตกตะลึงขึ้นมา และคิดอยากจะนำเงาหมาป่านี้ออกไปโดยเร็วที่สุด แต่เงาหมาป่าพันรัดเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา ทำให้ในที่สุดเขาจำต้องนั่งลง และหลอมรวมม่านแสงสีทองขึ้นมาป้องกันตนเอง
ฉินอ่าวพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พลังป้องกันนับว่าแข็งแกร่งนัก”
เซี่ยอีฉานไม่สนใจเขา หลังจากฉินอ่าวหัวเราะแล้วจึงเอ่ยถามขึ้น “ว่ามาเถิด เจ้าหนุ่มนั่นอยู่ที่ใดกัน?”
“ข้าไม่บอกเจ้าแน่!”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” ฉินอ่าวจึงสั่งให้คนไปนำตัวคนของสำนักเหมันต์มา หลังจากนั้นจึงนำมาสังหารต่อหน้าเซี่ยอีฉานหนึ่งกลุ่ม
เซี่ยอีฉานมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
ฉินอ่าวเผยรอยยิ้มประหลาด พลางจ้องมองไปยังกลุ่มคนที่ถูกจับมาที่เหลืออยู่
คนที่ถูกจับมาแสดงท่าทางหวาดกลัว และยังร้องขอให้เซี่ยอีฉานช่วยชีวิตพวกเขา
ทว่าขณะนั้นเซี่ยอีฉานยังยากจะรักษาชีวิตเอาไว้ เรื่องจะช่วยชีวิตพวกเขานั้นจึงแทบจะไม่ต้องพูดถึง ฉินอ่าวยิ้มพลางพูดขึ้นมา “หากเจ้าไม่พูด เช่นนั้นข้าจะลงมือสังหารต่อไป”
“เจ้าไม่ตายดีแน่!” เซี่ยอีฉานโมโหจนเบิกตากว้าง
ฉินอ่าวมองคนเหล่านั้นที่ถูกจับตัวมา “พวกเจ้าบอกมา เจ้าหนุ่มนั่นน่าจะหลบซ่อนตัวอยู่ที่ใด?”
คนเหล่านั้นมองมายังสถานที่แห่งนั้น และชี้นิ้วไปยังภูเขาด้านหน้าทันที และบางคนยังพูดขึ้นมาว่า “จะ… เจ้าหนุ่มนั่น ต้องซ่อนตัวอยู่ในนั้นแน่!”
“ใช่ ที่นี่มีเพียงเจ้าสำนักที่สามารถเข้าไปได้”
เพื่อเอาชีวิตรอด แต่ละคนต่างก็พูดถึงความลับของแดนต้องห้ามนี้ออกมา
เซี่ยอีฉานโมโหจนก่นด่าออกมา “พวกทรยศ พวกไร้ประโยชน์!”
คนเหล่านั้นต่างไม่สนใจ ฉินอ่าวจึงมองไปยังเซี่ยอีฉานด้วยรอยยิ้มหยัน “อย่างน้อยพวกเขาก็ยังรู้ว่าต้องรักษาชีวิตเอาไว้ ไม่เหมือนเจ้าที่รอเพียงเวลาตายเท่านั้น!”
เซี่ยอีฉานพูดข่มขู่ออกมา “ทางที่ดีเจ้าอย่าคิดที่จะเข้าไปในถ้ำ มิเช่นนั้นจะตายเช่นไรก็ไม่อาจรู้ได้”
“ก็แค่ถ้ำเท่านั้น” ฉินอ่าวไม่สนใจ และยังส่งคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปโจมตีค่ายกลภายในถ้ำ
แต่ไม่ว่าจะโจมตีเช่นไร ค่ายกลนี้ก็แข็งแรงเป็นอย่างมาก
มันทำให้ฉินอ่าวรู้สึกไม่พอใจและมองไปยังเซี่ยอีฉาน “ว่ามาเถิด จะเข้าไปได้อย่างไร!”
“ข้าไม่รู้!” เซี่ยอีฉานตอบด้วยความมั่นใจ
“หึ เขามอบผลประโยชน์ใดให้เจ้ากันแน่ จึงทำให้เจ้าปกป้องเขาถึงเพียงนี้?” ฉินอ่าวเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
เซี่ยอีฉานไม่ได้พูดใด ๆ
หลังจากฉินอ่าวเห็นว่าเซี่ยอีฉานไม่พูดใด ๆ จึงมองไปยังกลุ่มคนพันธมิตรกำจัดมารที่อยู่ด้านหลัง “หาวิธีทำลายค่ายกลให้ข้า!”
“ขอรับ!”
หลังจากนั้นคนกลุ่มหนึ่งจึงเข้าไป และวางพลังบางอย่างที่สามารถระเบิดภูเขาลูกนี้ทั้งลูกได้เอาไว้รอบ ๆ
จากนั้นฉินอ่าวและคนอื่น ๆ จึงลอยตัวขึ้นไปบนท้องฟ้า เซี่ยอีฉานรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก
และในขณะนั้นเอง ภูเขาทั้งลูกพลันสั่นสะเทือนขึ้นมาทันที หลังจากนั้นเซี่ยอีฉานจึงมีสีหน้าเปลี่ยนไป เขารีบลอยตัวขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที และตอนนั้นเองที่ภูเขาทั้งลูกถล่มลงมา ‘ตู้ม!’
ภูเขาทั้งลูกระเบิดในที่สุด
ฉินอ่าวรู้สึกดีใจ
แต่หลังจากก้อนหินแตกละเอียด ค่ายกลหมอกจึงปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขา ทำให้ฉินอ่าวหน้าซีดลงทันที “นี่ เกิดเรื่องใดขึ้น?”
“ผู้อาวุโสฉิน เจ้าหนุ่มนั่นเข้าใจเรื่องค่ายกล” อสูรเฒ่าจ้าวที่อยู่ภายในสมบัติวิญญาณพูดขึ้นมา
ไม่เพียงอสูรเฒ่าข้าว ทว่าอวี่ซานเส้าก็พูดขึ้นมาเช่นกัน “ผู้อาวุโสฉิน ค่ายกลของเจ้าหนุ่มผู้นี้นับว่าไม่ธรรมดา”
ฉินอ่าวตะคอกขึ้นมา “ข้าไม่สนว่าเขาจะรู้เรื่องค่ายกลหรือไม่ แต่จงทำลายค่ายกลตรงหน้านี้ซะ!”
เมื่อพูดจบ คนของพันธมิตรกำจัดมารจึงกลืนเม็ดยาลงไป จากนั้นก็ปลดปล่อยพลังที่แข็งแกร่ง ทำให้ค่ายกลเริ่มสั่นไหวขึ้นมา
ราวกับฉินอ่าวได้เห็นความหวังอีกครั้ง จึงตะโกนขึ้นมา “เร็ว!”
และในขณะนั้นเอง ‘ปัง!’ ค่ายกลระเบิดออกในที่สุด
หลังจากนั้นทุกคนจึงได้เห็นว่าภายในนั้นมีดักแด้ลอยอยู่ และด้านข้างของดักแด้มีคนที่มีใบหน้าเย็นชายืนอยู่
คนผู้นี้ไม่ใช่ลู่เฉิน แต่ก็ไม่ใช่คนของสำนักเหมันต์
แต่ฉินอ่าวคิดว่าเป็นคนของสำนักเหมันต์ ดังนั้นจึงเอ่ยเตือนขึ้นมา “หากไม่อยากตาย จงรีบไสหัวไปซะ!”
คนผู้นี้ไม่พูดใด ๆ และยังคงลอยตัวอยู่ข้าง ๆ ดักแด้
“หึ เจ้าฟังคำคนไม่รู้เรื่องหรือ?” เมื่อฉินอ่าวเห็นท่าทางของอีกฝ่ายเป็นเช่นนั้น จึงรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
แต่คนผู้นี้ก็ยังคงไม่พูดใด ๆ
ฉินอ่าวจึงหันไปพูดกับคนด้านข้าง “ไป ไปจัดการชายโง่เขลานั่นให้ข้า”
ขณะนั้นเอง สองสามคนจึงเดินเข้าไป
แต่คนเหล่านี้ยังไม่ทันได้ไปอยู่ตรงหน้าชายผู้นั้น ดวงตาของชายผู้นั้นพลันมีเพลิงบุปผาสว่างขึ้นมากมาย จากนั้นเพลิงบุปผาเหล่านี้ก็กระโจนไปบนร่างของพวกเขา ทำให้ปราณของคนเหล่านี้ถูกดูดออกไปจนร่างกายแห้งเหี่ยวลงในทันที
คนเหล่านั้นหวาดกลัวจนกรีดร้องขึ้นมา
บางคนยังตะโกนไปยังฉินอ่าว “ผู้อาวุโสฉิน เขา… เขาสามารถดูดซับพลังปราณของเราได้!”
ฉินอ่าวมีสีหน้าไม่ดีนัก จึงเอ่ยถามคนผู้นั้น “เจ้าคือผู้ใดกัน!”
“ฮั่วเตาหลาง!” อีกฝ่ายตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ฉินอ่าวไม่เคยได้ยินนามคนของผู้นี้ ดังนั้นจึงตะโกนขึ้นมา “ข้าไม่สนว่าเจ้าจะชื่อหลางอะไร แต่หากไม่อยากตายรีบไสหัวไปซะ มิเช่นนั้นอีกไม่นานข้าจะทำให้เจ้าต้องคุกเข่าร้องเขาชีวิต!”
“อย่างนั้นหรือ?” ฮั่วเตาหลางย้อนถาม
ฉินอ่าวถลึงตากว้าง “ใช่!”
“เช่นนั้นต้องดูก่อนว่าในพวกเจ้า ผู้ใดสามารถต้านทานเพลิงเหล่านี้ของข้าได้ แล้วจึงค่อยว่ากัน” ดวงตาของฮั่วเตาหลางมีแววเย็นชา และรอบกายกลายเป็นทะเลเพลิงขึ้นมาทันที เมื่อเพลิงเหล่านี้เผชิญเข้ากับคนเหล่านั้น พลังปราณของพวกเขาก็ถูกดูดออกไปจนหมด
คนเหล่านี้หวาดกลัวจนซ่อนตัวอยู่ไกล ๆ และไม่กล้าเข้าใกล้
แม้แต่ฉินอ่าวก็เดินถอยออกไปไกลเช่นกัน และรู้สึกโมโหจนด่ากราดออกมา “ผู้ใดสามารถจับไอ้สารเลวคนนี้ได้?”
ทุกคนไม่ตอบใด ๆ ฉินอ่าวจึงมองไปยังเซี่ยอีฉานด้วยความโกรธแค้น “เขาคือคนของสำนักเหมันต์ใช่หรือไม่?”
เป็นครั้งแรกที่เซี่ยอีฉานได้พบกับฮั่วเตาหลางเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าฮั่วเตาหลางคือใคร และคร้านที่จะตอบใด ๆ ทั้งสิ้น
ฉินอ่าวเห็นว่าเซี่ยอีฉานไม่ตอบใด ๆ จึงยิ่งรู้สึกโมโหพลางชี้นิ้วไปยังอีกฝ่าย “รอข้าก่อนเถิด!”
ฮั่วเตาหลางกวาดสายเย็นชามองไปรอบ ๆ “เบาเสียลงหน่อย อย่างรบกวนการฝึกฝนของนายท่าน!!”
ฝึกฝน?
ทุกคนจ้องมองไปยังดักแด้นั่นทันที ฉินอ่าวจึงพูดด้วยความแปลกใจ “เขาฝึกฝนอยู่ที่นั่น?”