ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 728 ดื้อรั้นและเอาแต่ใจ
บทที่ 728 ดื้อรั้นและเอาแต่ใจ
ขณะนั้นเอง หญิงสาวซึ่งสวมชุดเกราะสีเงินพลันปรากฏตัวขึ้นมา
หญิงสาวผู้นี้ดูอ่อนวัยและมีรูปโฉมงดงาม ทว่ามีอารมณ์ฉุนเฉียวเล็กน้อย ในมือถือทวนที่มีพู่สีแดงห้อยอยู่ เท้าทั้งสองข้างสวมรองเท้าสีแดง อีกทั้งรองเท้านี้ยังมีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่ด้านล่าง ทำให้นางลอยอยู่บนขั้นบันได
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อหญิงสาวเห็นเงาร่างของเซี่ยอีฉาน ก็พูดด้วยความโกรธแค้นออกมา “มาหาข้าเดี๋ยวนี้!”
“คุณหนูเฉอ คือว่า… ข้าช่วยท่านไม่ได้จริง ๆ” เซี่ยอีฉานพูดด้วยความตื่นกลัว
“เจ้าไม่ช่วยข้านั้นไม่เป็นไร แต่ยังบอกท่านพ่อ ทำให้ข้าถูกท่านพ่อตำหนิ!” หญิงสาวมองเซี่ยอีฉานด้วยความโกรธเคือง
เซี่ยอีฉานถึงกับพูดไม่ออก “คือว่า… นั่นเป็นเพราะท่านพ่อของท่านบังคับให้ข้าพูด”
“ข้าไม่สน! อย่างไรก็ตาม เจ้าทำให้ข้าถูกขังมานานหลายปี! ข้าจะจัดการเจ้า!” หญิงสาวพูดด้วยความโกรธแค้น
“คุณหนูเฉอ ที่นี่ไม่สามารถต่อสู้กันได้ และหากถูกจับได้ ท่านพ่อของท่านต้องยิ่งไม่ปล่อยท่านออกมาแน่”
“อย่างไรก็ถูกขังอยู่แล้ว” หญิงสาวไม่กลัวการข่มขู่แม้แต่น้อย และยังนำทวนออกมา
ทวนพุ่งไปยังเซี่ยอีฉานทันที ทว่ากลับหยุดลงตรงหน้าลู่เฉิน หญิงสาวรู้สึกสงสัยและลองควบคุมมันอีกครั้ง แต่กลับไม่สามารถควบคุมทวนนี้ได้อีก จึงทำให้สีหน้าของนางดูจริงจังขึ้นมา “เกิดอะไรขึ้น?”
เซี่ยอีฉานรู้ว่าลู่เฉินต้องลงมือแล้วแน่ ๆ ดังนั้นจึงมองไปยังหญิงสาวพลางพูดด้วยความตื่นเต้น “คุณหนูเฉอ ท่านเองก็เห็นว่าท่านไม่สามารถทำอะไรข้าได้ ไม่สู้ท่านกลับไปเสียจะดีกว่า”
“ฝันไปเถิด!” หญิงสาวยังไม่เข้าใจใด ๆ แล้วจะไปได้อย่างไร ดังนั้นจึงดื้อรั้นจะอยู่ที่นี่ต่อ
ลู่เฉินมองไปยังเซี่ยอีฉาน “หนี้รักของเจ้า?”
“นายท่าน ท่านอย่าพูดเรื่องตลก นางเป็นบุตรสาวของเจ้าสำนักภูเขาหิมะทั้งเจ็ด เฉออู่ และหากข้าจะติดค้างผู้ใด ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะติดค้างนาง”
“เช่นนั้นนี่คือ?”
เมื่อได้ยินดังกล่าว เซี่ยอีฉานจึงต้องอธิบายออกมา
เดิมทีเจ้าสำนักผู้นี้ค่อนข้างเข้มงวดในการสั่งสอนเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงไม่ปล่อยให้เฉออู่ออกไปจากที่นี่ได้ตามใจ แต่เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้เฉออู่ได้พบกับเซี่ยอีฉานที่เคยมาที่นี่ ทว่าเซี่ยอีฉานกลัวว่าจะถูกเจ้าสำนักซักไซ้ ดังนั้นจึงนำสมบัติวิญญาณที่ซ่อนตัวของเฉออู่ออกมา และไปหาเจ้าสำนัก
จึงทำให้เกิดภาพในวันนี้ขึ้นมา
เมื่อลู่เฉินฟังจบจึงยิ้มหยันออกมา เซี่ยอีฉานพลันรู้สึกกังวลใจ “นายท่าน ไม่เกี่ยวข้องกับข้าจริง ๆ”
เมื่อเฉออู่ที่อยู่ด้านหน้าได้ยินเซี่ยอีฉานอธิบายออกมา รวมถึงชื่อของลู่เฉินที่เขาเรียก จึงมองไปยังชายหนุ่มพลางพูดด้วยความโมโหขึ้นมาทันที “หรือเจ้าเล่นเล่ห์เหลี่ยมบางอย่าง?”
“ข้า?”
“ใช่ เจ้าต้องเป็นผู้ที่หลวงจีนอัปลักษณ์นี่ เชิญมาเพื่อคุ้มครองเขาแน่!” เฉออู่พูดด้วยความโมโห
ลู่เฉินยิ้มหยันขึ้นมา “แม่นาง ความขุ่นเคืองใจระหว่างเขากับเจ้า ข้าไม่สนใจ แต่ตอนนี้ข้ามีเรื่องสำคัญจำเป็นต้องใช้เขา ดังนั้นเจ้าอย่าลงมือกับเขา มิเช่นนั้นผู้ที่จะลำบากต่อไปก็คือเจ้าเอง”
“เจ้ากล้าขู่ข้าหรือ?” กลิ่นอายความดื้อรั้นของเฉออู่เริ่มพวยพุ่งออกมา
ชายหนุ่มคร้านจะสนใจนาง จึงมองไปยังเซี่ยอีฉานและหั่วเตาหลาง “ไปกันเถิด”
เซี่ยอีฉานกลับพูดด้วยความตื่นกลัว “นายท่าน ทำให้ลำบากเสียแล้ว”
“ไม่เป็นไร” เขาไม่สนใจ
เซี่ยอีฉานจึงทำเพียงตามลู่เฉินไปใกล้ ๆ หั่วเตาหลางเองก็เดินตามไปอยู่ข้าง ๆ เช่นกัน
ส่วนซูวั่งเยว่ในชุดสีแดงที่แอบตามมาด้านหลัง พูดกับตนเองขึ้นมา “มีเรื่องสนุกให้ดูเสียแล้ว”
เมื่อเฉออู่เห็นลู่เฉินกล้าเพิกเฉยตนเช่นนั้น นางจึงพูดด้วยความโมโหขึ้นมา “หากเจ้ายังกล้าก้าวออกไป ข้าจะลงมือแล้ว!”
“หากเจ้าคิดจะลงมือ เช่นนั้นทวนนี้ของเจ้า ข้าคงต้องเก็บเข้ามาเสียแล้ว!” ลู่เฉินจ้องมองไปยังเฉออู่
“นี่คือสมบัติวิญญาณของข้า เจ้าจะนำไปได้อย่างไร?” เฉออู่ไม่เชื่อและคิดว่าลู่เฉินกำลังพูดเรื่องตลก
ลู่เฉินแสยะยิ้มออกมา จากนั้นจึงโบกมือขึ้น ทวนพลันตกลงสู่ฝ่ามือของชายหนุ่มทันที เมื่อเฉออู่เห็นดังนั้นจึงอ้าปากค้างด้วยความตกใจ แต่ก็ไม่สามารถนำกลับมาได้ จึงทำได้เพียงพูดด้วยความโมโห “เจ้าคืนมาให้ข้าซะ!”
“ข้าจะคืนให้เจ้า แต่ไม่ใช่ตอนนี้” พูดจบ ชายหนุ่มจึงนำเซี่ยอีฉานและคนอื่น ๆ ขึ้นภูเขาไป
ทว่าเฉออู่จะปล่อยให้ลู่เฉินและพรรคพวกขึ้นภูเขาไปง่าย ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร
ดังนั้นมือขวาของเฉออู่จึงรวบรวมเพลิงลูกหนึ่งขึ้นมา และโจมตีไปยังลู่เฉินโดยตรง
เมื่อเพลิงนี้พุ่งออกไป ลู่เฉินจึงหายตัวไปทันที
เฉออู่ตกตะลึงขึ้นมา ส่วนชายหนุ่มพลันไปยืนอยู่ด้านหลังนาง “แม้แต่ข้าอยู่ที่ใด เจ้าก็ยังไม่รู้ แล้วเจ้ายังคิดจะโจมตีข้าอีกหรือ?”
เฉออู่ตกตะลึงจนหน้าถอดสี “เจ้าเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้ แต่เหตุใดจึงมีความเร็วถึงเพียงนี้!”
ทันใดนั้นลู่เฉินก็กลายเป็น ‘เงา’ และด้วยเคล็ดวิชาบางอย่างจึงทำให้มีความเร็วเป็นอย่างมาก แต่เขาไม่ได้อธิบายแก่อีกฝ่าย เพียงพูดขึ้นมาสั้น ๆ ว่า “หากเจ้ายังก่อความวุ่นวายโดยไม่สนใจใด ๆ ข้าคงต้องลงมือจริง ๆ”
“ข้าเป็นยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนระดับสมบูรณ์พร้อม ข้าไม่เชื่อว่าเพียงขั้นหลอมแก่นแท้คนหนึ่งจะทำร้ายข้าได้!”
ใครจะคิดว่าลู่เฉินใช้ฝ่ามือแปดวิญญาณ
เฉออู่ยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับกายใด ๆ ทันที แต่ปากกลับพูดออกมาด้วยความร้อนใจ “เจ้า เจ้ารีบปล่อยข้าซะ!”
ลู่เฉินคร้านจะสนใจ จึงมองไปยังเซี่ยอีฉานที่กำลังเบิกตากว้างและอ้าปากค้างอยู่ “ไปเถิด”
เซี่ยอีฉานรีบตามไปทันที แต่กลับรู้สึกกังวลใจ “นายท่าน นางเป็นอะไรไป?”
“เพียงแค่ทำให้นางใจเย็นลงหน่อย” ลู่เฉินรู้ดีกว่าฝ่ามือแปดวิญญาณมีเวลาจำกัด ดังนั้นหลังจากลงมือแล้ว จึงไม่ได้สนใจนางอีกต่อไป
แต่เซี่ยอีฉานกลับตื่นตระหนก “นางเป็นบุตรสาวของเจ้าสำนัก และหากเรื่องนี้ไปถึงหูของเจ้าสำนัก ข้าก็คงจบสิ้นแล้ว”
“เรื่องง่าย ๆ เจ้าก็บอกว่านางคิดจะหลบหนีออกไป อีกทั้งยังบีบบังคับเจ้า เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าสำนักอาจจะชื่นชมเจ้าก็เป็นได้” ลู่เฉินยิ้มพลางมองเซี่ยอีฉาน
เมื่อเซี่ยอีฉานได้ฟัง จึงคิดว่าสิ่งที่ลู่เฉินพูดออกมานั้นดูสมเหตุสมผล จึงพูดขึ้นมาด้วยความดีใจ “เข้าใจแล้วขอรับนายท่าน”
ลู่เฉินยิ้มและบอกให้เซี่ยอีฉานนำทางต่อ เพื่อไปยังสถานที่รับภารกิจพิเศษของภูเขาหิมะทั้งเจ็ด
แต่เสียงของซูวั่งเยว่ในชุดสีแดงกลับดังขึ้นมาข้าง ๆ พวกเขา “เจ้าหนุ่ม เจ้ากล้าหาญนัก แม้แต่บุตรสาวของเจ้าสำนักก็ยังกล้าลงมือ”
“แล้วอย่างไรกัน?” เขายิ้มอย่างไม่สนใจ
ซูวั่งเยว่ในชุดสีแดงพูดเยาะเย้ยขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม ไม่ใช่ว่าข้าคิดข่มขู่เจ้า แต่หญิงสาวผู้นี้ถือว่าเป็นคนสำคัญของเจ้าสำนัก”
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะรู้จักนางเป็นอย่างดีสินะ?” ลู่เฉินรู้ว่านางถูกกักขังอยู่ในผืนป่านั่น แต่กลับไม่รู้ว่านางรู้จักกับบุตรสาวของเจ้าสำนักได้อย่างไร
ซูวั่งเยว่ในชุดสีแดงแสยะยิ้มและกล่าว “มักจะมีคนบางส่วนที่มั่นใจในตนเองตลอด อย่าสนใจเสียงของข้านักเลย ข้าเพียงมักจะค่อย ๆ ขโมยความทรงจำของพวกเขา จนพวกเขากลายเป็นคนโง่งมในที่สุด”
เมื่อได้ยินดังกล่าว เซี่ยอีฉานจึงรู้สึกขนลุกขึ้นมา
เมื่อลู่เฉินได้ยินจึงเผยรอยยิ้มออกมา “เรื่องราวเป็นเช่นนี้นี่เอง”
“ดังนั้น ข้าจึงรู้ว่าคนเหล่านั้นหวาดกลัวบุตรสาวคนนี้ของเจ้าสำนัก เพราะว่านางจัดการได้ยาก” ซูวั่งเยว่ในชุดแดงข่มขู่ลู่เฉิน
“ไม่เป็นไร” ชายหนุ่มยังคงไม่สนใจ
ซูวั่งเยว่ในชุดแดงพึมพำกับตนเอง “เจ้าหนุ่ม ช่างอวดดีเสียจริง!”
ส่วนเซี่ยอีฉานได้มีข้อแก้ตัวแล้ว ดังนั้นเขาจึงนิ่งเฉย และนำทางลู่เฉินไปยังตำหนักคุณธรรมในภูเขาหิมะทั้งเจ็ด
ที่นี่มีหลายภารกิจถูกแจกจ่ายออกมา และคนของกำลังใดก็ตามในภูเขาหิมะทั้งเจ็ดสามารถรับภารกิจได้ทั้งสิ้น ดังนั้นที่นี่จึงมีคึกคักเป็นอย่างมาก และยังได้พบกับศิษย์ของแต่ละสำนักด้วย
เซี่ยอีฉานนำลู่เฉินไปยังตู้ ที่ด้านบนมีป้ายคำว่าภารกิจพิเศษถูกแขวนเอาไว้อยู่
และบนตู้นี้ มีชายชราผมสีเงินนอนหลับพลางส่งเสียงกรนอยู่
เสียงกรนนี้ดังมากจนทำให้ลู่เฉินและหั่วเตาหลางแปลกใจ แต่เซี่ยอีฉานเคยชินไปเสียแล้ว ดังนั้นจึงแนะนำลู่เฉินว่า “เขาดูแลเรื่องการแจกจ่ายภารกิจพิเศษ ผู้เฒ่าหลู่ชอบนอนกรน ดังนั้นทุกคนจึงเรียกเขาว่าราชันกรน”
ลู่เฉินยิ้มก่อนจะพูดขึ้นมา “เช่นนั้นจะรับภารกิจอย่างไร?”
เซี่ยอีฉานก้าวขึ้นด้านหน้า พร้อมเอ่ยทำความเคารพชายชราที่นอนอยู่ “ผู้เฒ่าหลู่ คือว่า… พวกเรามารับภารกิจขอรับ!”
แม้ชายชราจะนอนกรนอยู่ แต่มือขวาของเขากลับชี้ไปยังกองแผ่นไม้ที่ม้วนอยู่ด้านบน
เซี่ยอีฉานพยักหน้า ก่อนจะมองไปยังลู่เฉิน “สามารถเลือกมาจากกองนี้หนึ่งอย่างได้เลยขอรับ”
ลู่เฉินก้าวออกไปด้านหน้าพร้อมพลิกหาแผ่นไม้ ทว่าผู้เฒ่าหลู่กลับยื่นมือออกมาและคิดจะจับมือของชายหนุ่ม แต่กลับพบว่าเขาดึงมือกลับไปทันที
อีกทั้งยังทำด้วยความเร็วสูง