ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 726 หนึ่งวิญญาณสองสตรี พี่สาวที่อารมณ์ฉุนเฉียว
บทที่ 726 หนึ่งวิญญาณสองสตรี พี่สาวที่อารมณ์ฉุนเฉียว
น่าสนใจ?
เซี่ยอีฉานรู้สึกขนลุกขึ้นมา “นายท่าน นี่… นี่ข้าไม่ได้กำลังพูดเรื่องตลกแต่อย่างใด”
แต่ลู่เฉินเดินตามทางที่ลึกเข้าไปแล้ว ฮั่วเตาหลางก็ติดตามไปเช่นกัน เซี่ยอีฉานร้อนใจขึ้นมา จึงรีบพูดกับลู่เฉิน “นายท่าน…”
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเซี่ยอีฉานจะตะโกนเรียกเช่นไร ลู่เฉินก็ไม่หยุดเดิน
หมอกด้านหน้าหนาขึ้นเรื่อย ๆ เสียงของภูตสาวจึงยิ่งชัดเจนขึ้น
“ร้องเพลง?” เมื่อลู่เฉินตั้งใจฟังแล้ว จึงพบว่าภูตสาวนี้ราวกับกำลังร้องเพลงอยู่
เซี่ยอีฉานไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่กลับตัวสั่นเทิ้มขึ้นมา เพราะเขาทราบเรื่องราวชีวิตของภูตสาวนี้มากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อยิ่งเข้าใกล้ เสียงนั้นก็ยิ่งทำให้รู้สึกสับสน
ฮั่วเตาหลางยังคงนิ่งเฉย ราวกับไม่สนใจว่าจะอันตรายเพียงใด ก็ไม่สามารถขัดขวางเขาในการจะปกป้องลู่เฉินได้
มีเพียงลู่เฉินที่ยังคงนิ่งสงบ แม้จะรู้สึกตื่นเต้นอยู่เล็กน้อยก็ตาม
จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง จู่ ๆ เสียงนั่นก็ดังอยู่ด้านหลังของคนทั้งสาม
เซี่ยอีฉานหมุนตัวไปดูทันที ทว่ากลับไม่พบคนด้านหลัง แต่เขารู้สึกราวกับมีฝ่ามือเย็นยะเยือกกำลังลูบใบหน้าของตนอยู่ เขาหวาดกลัวจนต้องร้องออกมา “ใบหน้าของข้า!”
หลังจากนั้นเซี่ยอีฉานจึงตบไปที่ใบหน้าของตน เสียงตบของฝ่ามือดังขึ้น แต่เซี่ยอีฉานไม่ได้ตบสิ่งใด จากนั้นจึงหมุนตัวกลับไป แต่กลับไม่พบสิ่งใด มันทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
ฮั่วเตาหลางก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน แต่เขาไม่ได้ตีตนเอง ทว่าใช้มือทั้งสองข้างชักกระบี่ออกมาและโจมตีไปรอบ ๆ ราวกับต้องการทำทำลายสิ่งรอบกายที่กำลังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ เพื่อเข้าใกล้ตน
เมื่อลู่เฉินที่อยู่อีกด้านหนึ่งเห็นคนทั้งสองเป็นเช่นนี้ จึงรีบนำกู่ฉินเพลิงโบราณออกมาทันที หลังจากนั้นจึงรีบบรรเลงเช่นเดิม
หลังจากนั้นทั้งสองจึงไม่รู้สึกเช่นนี้อีก
แต่เรื่องเมื่อครู่ทำให้คนทั้งสองรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงมองลู่เฉินด้วยแววตาประหลาดใจ
เซี่ยอีฉานพูดด้วยน้ำเสียงติดขัดออกมา “นายท่าน เมื่อครู่คือ?”
“หญิงสาวผู้นี้ใช้เสียงทำให้คนเกิดภาพหลอน”
“เสียงทำให้เกิดภาพหลอน?” เซี่ยอีฉานมีสีหน้าเปลี่ยนไป
“อืม เสียงของนางนับว่าไม่อ่อนแอ แต่หากมาเจอกับข้าก็นับว่านางโชคร้ายแล้ว” ลู่เฉินฉีกยิ้มพลางมองไปรอบ ๆ
เซี่ยอีฉานรู้สึกหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย จึงรีบไปยืนด้านข้างของลู่เฉิน ส่วนฮั่วเตาหลางจับกระบี่ทั้งสองไว้พลางมองไปรอบ ๆ
“ออกมาเถิด!” ลู่เฉินมองสถานที่แห่งหนึ่งพลางพูดขึ้นมา
ทว่าอีกฝ่ายไม่พูดใด ๆ ชายหนุ่มจึงยิ้มพลางพูดขึ้นมา “อย่างไรกัน? ไม่ออกมาหรือ?”
“เหตุใดจึงต้องออกไป?” อีกฝ่ายย้อนถาม เสียงของหญิงสาวผู้นั้นดังขึ้นมา
เซี่ยอีฉานร้อนใจขึ้นมาทันที “นายท่าน ท่านฟังดูสิ มีอยู่จริง ๆ นะขอรับ”
ลู่เฉินยิ้มหยัน “เป็นมนุษย์หรือภูตผีก็ออกมาให้ชื่นชมเสียหน่อย”
“เจ้าหนุ่ม แม้เจ้าจะมีทักษะอยู่บ้าน แต่หากข้าเพิ่มพลังเข้าไปอีก เจ้าก็จะเกิดภาพหลอนเช่นกัน” อีกฝ่ายพูดด้วยความมั่นใจ
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินยิ้มอย่างไม่สนใจ
“อย่างไร? คงไม่คิดว่าทักษะของข้าจะมีเพียงเท่านี้หรอกนะ?” อีกฝ่ายย้อนถาม
“ข้าคิดเช่นนั้นเสียแล้ว” เพื่อพูดยั่วยุอีกฝ่าย ลู่เฉินจึงหัวเราะขึ้นมา
หญิงสาวพลันหัวเพราะขึ้นมา “ดูเหมือนข้าคงต้องให้เจ้าได้สัมผัสเสียงของข้าจริง ๆ เสียแล้ว!”
พูดจบ อีกฝ่ายจึงเริ่มร้องเพลงขึ้นมาอีกครั้ง เสียงร้องไพเราะมากขึ้น และคุกคามผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อเซี่ยอีฉานได้ฟังแล้ว ก็รู้สึกราวกับมีบางอย่างกำลังสัมผัสบนร่างกายของตน
ฮั่วเตาหลางเองก็รู้สึกเช่นกัน
และความรู้สึกนี้ก็ไม่สามารถกำจัดออกไปได้ ทำให้เซี่ยอีฉานหวาดกลัวจนพูดออกมาด้วยความตื่นตระหนก “นายท่าน นาง… นางกำลังสัมผัสข้า!”
ลู่เฉินมองเซี่ยอีฉานแล้วยิ้มหยันออกมา “ข้าบอกแล้วว่าเป็นภาพหลอน”
“นายท่าน ข้ารู้ว่าเป็นภาพหลอน แต่ความรู้สึกเช่นนี้ราวกับเกิดขึ้นจริง ๆ และนางกำลังอยู่รอบตัวข้า” เซี่ยอีฉานรู้สึกเหมือนกำลังจะเสียสติไป
ชายหนุ่มพลันแสยะยิ้มออกมา กู่ฉินเริ่มบรรเลงขึ้นมาอีกครั้ง เซี่ยอีฉานจึงกลับมาเป็นปกติทันที
เรื่องนี้ทำให้เซี่ยอีฉานรู้สึกดีใจ “ขอบคุณนายท่าน”
ฮั่วเตาหลางเองก็กลับเป็นปกติเช่นกัน แต่หญิงสาวที่อยู่ในมุมมืดนั้นกลับรู้สึกสนใจขึ้นมา “คิดไม่ถึงว่าเพียงกู่ฉินของขั้นหลอมแก่นแท้ จะสามารถควบคุมเสียงของข้าได้”
“ดังนั้นการโจมตีของเจ้าไม่มีผลสำหรับข้า” ลู่เฉินฉีกยิ้มพลางเอ่ย
“นั่นยังไม่แน่นอน”
“โอ้? อยากลองอีกหรือ?”
“แน่นอน!” หญิงสาวเผยรอยยิ้มออกมา หลังจากนั้นเสียงก็ยิ่งประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งทั้งสองคนที่อยู่รอบกายลู่เฉินได้หายตัวไป
ไม่เพียงเท่านั้น หมอกตรงหน้าชายหนุ่มก็หายไปเช่นกัน และเขายังยืนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน บนต้นไม้นี้มีหญิงสาวสวมชุดธรรมดายืนแกว่งชิงช้าอยู่
ใบหน้าของหญิงสาวผู้นี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “เจ้าอยากเจอข้ามิใช่หรือ?”
ลู่เฉินมองไป นางดูมีอายุราวยี่สิบกว่าปีเท่านั้น และดูอ่อนวัยอยู่มาก แต่ชายหนุ่มสามารถมองเห็นได้ว่านางไร้ซึ่งวิญญาณ หรืออาจจะบอกได้ว่าสิ่งตรงหน้านี้เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
แต่เขาไม่ได้พูดออกมาในทันที เพียงยิ้มพลางมองนาง “เหตุใดเจ้าจึงไม่ออกไปจากที่นี่?”
“ออกไป…” อีกฝ่ายแสยะยิ้มราวกับกำลังหัวเราะกับตัวเอง และเหมือนกำลังพูดอะไรบางอย่าง
“อยากออกไปหรือไม่?” ลู่เฉินเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง
“หากข้าบอกว่าอยาก เจ้าต้องบอกว่าจะพาข้าออกไปใช่หรือไม่” ราวกับหญิงสาวเข้าใจในสิ่งที่ลู่เฉินกำลังจะพูด จึงเริ่มหัวเราะขึ้นมา
“ข้าสามารถพาเจ้าออกไปได้ แต่ก่อนอื่น เจ้าต้องช่วยข้าเสียก่อน”
“ไม่ต้องพูดว่าเจ้าต้องการให้ข้าช่วยเรื่องใด ลำพังเพียงทักษะเช่นนี้ของเจ้า เจ้าไม่สามารถพาข้าออกไปจากที่นี่ได้หรอก” หญิงสาวพูดด้วยความมั่นใจ
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินเผยรอยยิ้มประหลาด
“หรือไม่ใช่เช่นนั้น?”
“ว่ามาเถิด เจ้ามีนามว่าอย่างไร แล้วเหตุใดจึงถูกขังอยู่ที่นี่” ลู่เฉินไม่อยากจะยุ่งกับอีกฝ่ายต่อไป จึงพูดอย่างตรงประเด็น และเอ่ยถามที่มาที่ไปของอีกฝ่าย
หญิงสาวไม่รู้สึกกลัว นางแสยะยิ้มพลางพูดขึ้นมา “ข้ามีนามว่า ซูวั่งเยว่!”
“ซูวั่งเยว่ ไพเราะยิ่งนัก”
“เจ้า? คุณชายน้อย…” ซูวั่งเยว่ยิ้มพลางมองอีกฝ่าย
ลู่เฉินจึงยิ้มพลางตอบกลับ “ลู่เฉิน”
เมื่อซูวั่งเยว่ขานรับ “ในเมื่อพวกเรารู้จักกันแล้ว เหตุใดเจ้าไม่อยู่กับข้าที่นี่ล่ะ?”
“อยู่กับเจ้า?”
“ใช่ อยู่เล่นกับข้าที่นี่” ซูวั่งเยว่ฉีกยิ้ม
ลู่เฉินส่ายศีรษะ “ข้าไม่มีเวลา”
ซูวั่งเยว่ค่อย ๆ หุบยิ้ม จากนั้นเปลวเพลิงรอบกายก็เริ่มอ่อนลง และเสื้อผ้าที่สวมอยู่นั้นก็กลายเป็นสีแดงเพลิง ราวกับกำลังเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่ง
หลังลู่เฉินเห็นดังกล่าวจึงยิ้มพลางพูด “ที่แท้ก็เป็นรากวิญญาณคู่”
“เจ้ารู้สิ่งใด?” ขณะนั้นเองซูวั่งเยว่ก็เอ่ยถามลู่เฉิน ราวกับกลายเป็นอีกคนหนึ่ง
“หนึ่งวิญญาณสองดวงจิต ก็คือมีสองบุคลิก แต่ทุกครั้งจะมีเพียงดวงจิตเดียวที่สามารถชักนำจิตวิญญาณนั้นได้ จึงอาจจะบอกได้ว่าเมื่อครู่ที่คุยกับข้านั้นเป็นหญิงอีกนางหนึ่ง ไม่ใช่เจ้า” ลู่เฉินอธิบายออกมา
ซูวั่งเยว่ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้ารู้ไม่น้อยจริง ๆ!”
“สิ่งที่ข้ารู้ยังมีอีกมาก เพียงแต่ตอนนี้ข้าคร้านจะพูดกับเจ้า” ลู่เฉินคิดว่านี่เป็นโอกาสที่จะพูดจายั่วยุอีกฝ่าย เพราะวิญญาณตรงหน้าค่อนข้างอารมณ์ร้าย
ส่วนซูวั่งเยว่ที่อารมณ์ฉุนเฉียวนั้นดูเหมือนจะถูกยั่วยุขึ้นมาจริง ๆ จึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาออกมา “ข้าไม่ได้นิสัยดีเหมือนน้องสาวของข้า!”
พูดจบ ซูวั่งเยว่ผู้เป็นพี่สาวก็ปล่อยเปลวเพลิงออกมา เปลวเพลิงของอีกฝ่ายเป็นเคล็ดวิชาวิญญาณ ดังนั้นจึงพุ่งไปยัง ‘ร่าง’ ของลู่เฉินทันที
เพราะร่างกายของลู่เฉินเป็นเพียงเงา ดังนั้นเมื่อเคล็ดวิชาวิญญาณของอีกฝ่ายโจมตีมา ก็เท่ากับกำลังเพิ่มพลัง ‘เม็ดยามนุษย์สีดำ’ ของเขา
ดังนั้นชายหนุ่มจึงปล่อยให้อีกฝ่ายโจมตีอย่างอิสระ และยังพูดยั่วยุขึ้นมา “อ่อนแอเกินไป!”