ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 730 เมื่อเริ่มแสดงความแข็งแกร่ง ทุกคนจึงตกตะลึง
บทที่ 730 เมื่อเริ่มแสดงความแข็งแกร่ง ทุกคนจึงตกตะลึง
คำพูดของเฉออู่ทำให้ลู่เฉินแสยะยิ้มออกมา “วางใจเถิด ข้าจะไม่ตายง่าย ๆ เช่นนั้น”
“เจ้ามันอวดดี รอให้ถึงภูเขาเก้าบูรพาเสียก่อนเถอะ แล้วคอยดูว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร” เฉออู่รู้สึกโมโหจนอยากไปยังภูเขาเก้าบูรพาเพื่อจัดการลู่เฉิน เพื่อไม่ให้ลู่เฉินนำสมบัติวิญญาณของตนขึ้นไปบนภูเขา
เซี่ยอีฉานจึงกระซิบบอกลู่เฉินเบา ๆ “นายท่าน ท่านต้องระวังตัวไว้ คุณหนูเฉอจะทำเช่นนั้นแน่ขอรับ”
“นาง? ยังห่างไกลอีกมากนัก” คำพูดของลู่เฉินทำให้เฉออู่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ผู้คนที่มองอยู่เริ่มถกเถียงกันขึ้นมา
“เจ้าหนุ่มผู้นี้ช่างใจกล้ายิ่งนัก”
“ไม่ใช่แค่กล้า แต่ยังอวดดีอีกด้วย!”
“รอดูเขาให้ดีเสียก่อน”
ขณะนั้นเอง ผู้คนที่มองอยู่ต่างรู้สึกว่าลู่เฉินจะต้องถูกเฉออู่จัดการ เมื่อไปถึงยังทางเข้าของภูเขาเก้าบูรพาแน่
ส่วนเฉออู่นั้นได้อดทนเอาไว้ และรอให้ถึงเวลาจึงจะลงมือ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ลู่เฉินหลบเลี่ยงการโจมตีของตนได้ เฉออู่จึงนำเม็ดยาและสมบัติวิญญาณชิ้นอื่นออกมาก่อนเพื่อเตรียมตัวให้พร้อม
ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เซี่ยอีฉานก็ได้นำทางลู่เฉินไม่ถึงเชิงเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งเฉออู่ได้เตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนไหวแล้ว
ลู่เฉินเงยหน้าขึ้นมองภูเขาตรงหน้า ด้านล่างของภูเขามีศิลาบางอย่างถูกสลักเอาไว้ ด้วยตัวหนังสือสีแดงขนาดใหญ่ ‘ภูเขาเก้าบูรพา’
ไม่เพียงเท่านั้น ด้านข้างของตัวอักษรขนาดใหญ่ยังมีตัวอักษรขนาดเล็กถูกสลักเอาไว้ว่า ‘บนภูเขามีสิ่งประหลาดศักดิ์สิทธิ์สามดาว กวางอสูรสองหัว’
ชายหนุ่มเพียงปรายตามอง และเดินขึ้นไปเขาไปอย่างไม่ลังเล เซี่ยอีฉานจึงต้องตามไปเช่นกัน
ผู้คนที่มองอยู่นั้นก้าวเดินตามไปอย่างช้า ๆ เพราะเกรงว่าจะเข้าใกล้เกินไป
ทว่าจู่ ๆ ใครคิดว่าเฉออู่จะลงมือ เมื่อกลืนกินเม็ดยาสีแดงเพลิงลงไป รองเท้าที่สวมอยู่ก็มีเพลิงลุกโชนขึ้นมา จากนั้นจึงพุ่งตัวไปยังด้านหลังลู่เฉิน และปล่อยฝ่ามือเพลิงออกไป
ด้วยความเร็วและการโจมตีเช่นนี้ ผู้คนในบริเวณนั้นต่างรู้สึกว่าไม่มีผู้ใดสามารถจับได้
อย่างไรก็ตาม เงาร่างของลู่เฉินราวกับภูตผีที่หลบเลี่ยงได้ในทันที ทำให้เฉออู่ต้องพลาดไป
ทุกคนตกตะลึงขึ้นมา
“ความเร็วสูงมาก!”
“เขาไม่ใช่เพียงขั้นหลอมแก่นแท้หรือ?”
ทุกคนต่างรู้สึกสับสน แท้จริงแล้วเกิดสิ่งใดขึ้นกัน
เซี่ยอีฉานเคยสัมผัสถึงความน่ากลัวของลู่เฉิน ดังนั้นจึงหันไปพูดแนะนำกับเฉออู่ “คุณหนูเฉอ คือว่า… ท่านอย่าเสียพลังเปล่าเลย!”
เฉออู่ใช้เวลาเตรียมตัวอยู่ครู่หนึ่ง และคิดว่าจะสามารถทำให้ลู่เฉินบาดเจ็บได้ แต่ใครจะคิดว่าผลจะออกมาเป็นเช่นนี้ ดังนั้นนางจึงโมโหพลางมองไปยังเซี่ยอีฉาน “เป็นเพราะเจ้า!”
พูดจบ เฉออู่จึงพุ่งตัวไปตรงหน้าเซี่ยอีฉานทันที
เซี่ยอีฉานหวาดกลัวจนเปิดม่านป้องกันแสงทองออกทันที แต่เพราะเฉออู่ได้กินเม็ดยาลงไป ทำให้ฝ่ามือนั้นทรงพลังเป็นอย่างมาก ทำให้เซี่ยอีฉานและม่านป้องกันกระเด็นออกไปพร้อมกันทันที
แต่ยังดีที่เซี่ยอีฉานมีม่ายป้องกันตนเอง จึงทำให้เขาไม่เป็นอะไรมากนัก เพียงแค่กระเด็นออกไปเท่านั้น
ทว่าเฉออู่ก็ยังไม่พอใจ จึงเตรียมที่จะลงมืออีกครั้ง
แต่ในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งพลันดังขึ้น ทุกคนจึงได้เห็นเงาสีน้ำตาลปรากฏขึ้นกลางภูเขา อีกทั้งยังมีลำคอยาวและมีศีรษะสองหัว
เมื่อทุกคนเห็นดังกล่าว พวกเขาต่างกรีดร้องขึ้นมาทันที “ดูนั่น กวางอสูรสองหัว!”
“ถอย ถอยออกไป!”
ทุกคนต่างถอยออกไปไกล และไม่กล้าเข้าใกล้ภูเขาลูกนั้น เซี่ยอีฉานจึงรีบวิ่งลงไปยังเชิงเขาด้วยความหวาดกลัว มีเพียงลู่เฉินและหั่วเตาหลางที่ยังยืนอยู่ด้านหน้า
เฉออู่เองก็รู้สึกหวาดกลัวเช่นกัน และยังค่อย ๆ ถอยออกไปทีละก้าวจนไปถึงยังเชิงเขา หลังจากนั้นจึงจ้องมองไปยังลู่เฉินที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวพลางตะโกนขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม รีบนำสมบัติวิญญาณคืนมาให้ข้าซะ!”
ลู่เฉินไม่ได้สนใจ แต่กลับจ้องมองไปยังกวางอสูรสองหัวนั้น
อสูรปีศาจก้าวเข้ามาใกล้ลู่เฉินทีละก้าว
หั่วเตาหลางจึงรีบเข้าไปยืนตรงกลางระหว่างลู่เฉินและอสูรปีศาจนั่นทันที พลันพูดกับลู่เฉินขึ้นมา “นายท่าน ให้ข้าจัดการ”
“ข้าจัดการเองดีกว่า” ลู่เฉินทราบดีว่าอสูรปีศาจนี้เชี่ยวชาญเรื่องการโจมตีวิญญาณ หากหั่วเตาหลางต้องเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย สุดท้ายผู้ที่ได้รับบาดเจ็บต้องเป็นหั่วเตาหลางแน่
แต่หั่วเตาหลางก็ยังพูดด้วยความกังวล “แต่วิญญาณอสูรปีศาจนี้…”
“วางใจเถิด ข้าจัดการได้” ลู่เฉินจึงให้หั่วเตาหลางถอยออกไป
หั่วเตาหลางจึงทำเพียงถอยออกไปยังเชิงเขา มีเพียงลู่เฉินที่ยืนอยู่ตรงนั้นเพียงผู้เดียว
วิญญาณอสูรปีศาจนี้ห่างจากลู่เฉินไม่ถึงสิบก้าว และลำคอของมันก็ยาวมาก ราวกับสูงกว่าร่างของลู่เฉินหลายเท่าตัว
เมื่อผู้คนในบริเวณนั้นเห็นดังกล่าว แต่ละคนต่างสูดหายใจเข้าลึก
เฉออู่หวาดกลัวจนรู้สึกสับสน ซูวั่งเยว่ในชุดแดงที่อยู่ในมุมมืดพึมพำออกมา “เจ้าหนุ่มผู้นี้ไม่กลัวตายจริง ๆ หรือ?”
และในขณะนั้นเอง กวางอสูรสองหัวพลันพ่นกระแสอากาศสีน้ำตาลกลุ่มหนึ่งออกมาพันรัดลู่เฉินเอาไว้ และมวลอากาศสีน้ำตาลนี้ก็ยังทำให้เกิดฟองสีน้ำตาลมากมายขึ้นมา พร้อมโจมตีไป ‘บนร่าง’ ของลู่เฉิน
พลังของ ‘เม็ดยาอสูรสีดำ’ ของลู่เฉินจึงหลอมรวมต่อไป
แต่ทุกคนกลับคิดว่าลู่เฉินคงจะทนไม่ไหว ไม่สามารถขยับกายได้ และอาจจะทำได้เพียงรอเวลาตาย
ดังนั้นทุกคนจึงเริ่มถกเถียงกันขึ้นมา เฉออู่จึงพูดด้วยความโมโห “ยังกล้าบอกว่าตนแข็งแกร่ง แล้วอย่างไรกัน? แค่เผชิญหน้ากันก็ถูกขังเสียแล้ว?”
เซี่ยอีฉานหวาดกลัวขึ้นมา จึงรีบตะโกนไปยังลู่เฉินทันที “นายท่าน ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ขอรับ?”
ทุกคนแปลกใจ แท้จริงแล้วลู่เฉินคือผู้ใดกัน เหตุใดเซี่ยอีฉานจึงต้องเรียกเขาว่านายท่าน
หลังจากนั้นหั่วเตาหลางก็ขมวดคิ้วขึ้นมาเช่นกัน เพราะกังวลในความปลอดภัยของลู่เฉิน
แต่ชายหนุ่มกลับยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่เป็นอะไร พลางพูดขึ้นมา “ไม่เป็นไร สบายมาก!”
สบายมาก?
ทุกคนตกตะลึงขึ้นมา บางคนยังพึมพำว่า “เจ้าหนุ่มผู้นี้เสียสติไปแล้วหรือ?”
“ไม่ใช่แค่บ้า ข้าว่ายังโง่อีกด้วย?”
“ข้าคิดว่าใกล้จะตายแล้ว” บางคนพูดขึ้นมา
เฉออู่พูดจาดูถูก “ความตายมาอยู่ตรงหน้าแล้วยังจะอวดดีอีก!”
กวางอสูรสองหัวส่งเสียงร้องประหลาดออกมา ราวกับกำลังมีท่าทางพึงพอใจ
เพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ลู่เฉินก็ยังคงไม่เป็นอะไร อีกทั้งยังหันไปพูดกับวิญญาณอสูรสองหัวพลางยิ้มออกมา “ต่อไปเลยดีหรือไม่?”
กวางอสูรสองหัวมองลู่เฉินด้วยความสับสน “เหตุใดเจ้าจึงไม่เป็นอะไร?”
เมื่อกวางอสูรพูดขึ้นมา ทุกคนต่างตกตะลึง โดยเฉพาะหลังกวางอสูรนี้บอกว่าลู่เฉินไม่เป็นอะไร ทุกคนจึงยิ่งรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อเกินไป
“ไม่จริงหรอก เจ้าหนุ่มผู้นี้ไม่เป็นอะไรจริงหรือ?”
“นี่… เป็นไปได้อย่างไร?”
“เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!”
ขณะที่ทุกคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้นั้น ลู่เฉินกลับมองไปยังกวางอสูรพลางแสยะยิ้ม “เจ้าควรตั้งใจโจมตีข้า มิเช่นนั้นอีกไม่นานอาจจะเป็นข้าจัดการเจ้า!”
กวางอสูรไม่พอใจ จึงพุ่งตัวไปตรงหน้าลู่เฉินทันที หลังจากนั้นก็ก้มหัวลงและอ้าปากกว้าง ราวกับจะกินเขาลงไป
ชายหนุ่มแสยะยิ้มออกมา “เจ้าอย่ากินไปเรื่อย”
พูดจบ ลู่เฉินจึงปล่อยกลิ่นอาย ‘อสูร’ บนร่างกายออกมา กวางอสูรพลันสัมผัสได้ถึงความไม่ปกติทันที หลังจากนั้นจึงหมุนตัวและวิ่งออกไป
“วิ่ง? ข้ายังไม่อนุญาต!” เมื่อลู่เฉินพูดจบ จึงพุ่งตัวขึ้นไปบนภูเขาทันที
ทุกคนรู้สึกสับสน เพราะพวกเขาต่างคิดไม่ถึงว่าลู่เฉินจะเป็นฝ่ายวิ่งไล่ตามกวางอสูรสองหัวได้
มีบางคนพูดด้วยน้ำเสียงติดขัดออกมา “เมื่อครู่ข้ามองผิดไปหรือไม่?”
“ไม่ ข้าเองก็เห็นเช่นนั้น”
“เจ้าหนุ่มขั้นหลอมแก่นแท้ สามารถไล่สิ่งประหลาดศักดิ์สิทธิ์ระดับสามไปได้จริงหรือ?”
“ไม่ใช่แค่ไล่ แต่ยังไล่ตามมันด้วย”
ทุกคนกำลังถกเถียงกัน แต่ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวออกไปดู เพราะพวกเขากลัวว่าหากขึ้นภูเขาไปแล้วจะถูกจัดการได้
ส่วนเฉออู่นั้นมองไปยังเซี่ยอีฉาน พลางเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “เขามีที่มีอย่างไรกันแน่?”
ขณะนั้นเอง ไม่ว่าเฉออู่จะโง่เขลาเพียงใด แต่ก็ดูออกว่าลู่เฉินนั้นแตกต่างจากคนธรรมดา
เซี่ยอีฉานจึงพูดด้วยความลำบากใจ “เรื่องนี้…”
“พูดมา หลวงจีนอัปลักษณ์!” เฉออู่พูดด้วยความโมโห