ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 731 จิตวิญญาณที่แท้จริง!
บทที่ 731 จิตวิญญาณที่แท้จริง!
เซี่ยอีฉานไม่รู้จะตอบอย่างไร ดังนั้นจึงได้แต่พูดว่า “คุณหนูเฉอ เขาเป็นผู้อาวุโสของสำนักเหมันต์ของเรา!”
“ผู้อาวุโส? ขั้นหลอมแก่นแท้เนี่ยนะ? เจ้าคิดว่าข้าเป็นเด็กน้อยอายุสามขวบหรือคนโง่กัน?” เฉออู่ไม่เชื่อแม้แต่น้อย
เซี่ยอีฉานหมดคำพูดทันที จึงได้แต่เงียบเอาไว้
“เจ้าหลวงจีนตัวเหม็น อย่าคิดว่าถ้าเจ้าไม่พูดแล้วเรื่องจะจบนะ!” เฉออู่ตะคอก
เซี่ยอีฉานถอนหายใจแล้วมองไปทางภูเขา อย่างไรก็ตาม ขณะอยู่ที่นี่เขามองเห็นสถานการณ์ที่อยู่ห่างออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น และไม่สามารถรับรู้ถึงสถานการณ์ที่อยู่ไกลออกไปมากได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงอธิษฐานเงียบ ๆ ว่าลู่เฉินจะไม่เป็นไร
เดิมทีหั่วเตาหลางต้องการที่จะรีบขึ้นไป แต่ก่อนที่ลู่เฉินจะขึ้นไปบนภูเขา อีกฝ่ายได้ออกคำสั่งไม่ให้เขาตามขึ้นไปบนภูเขาแล้ว
ดังนั้นหั่วเตาหลางจึงทำได้เพียงรออยู่ที่นั่นเท่านั้น
ครั้นเฉออู่เห็นว่าหั่วเตาหลางและเซี่ยอีฉานไม่ได้ขึ้นไป นางจึงสบถด้วยความโกรธว่า “ข้าอยากจะดูนักว่าเจ้าเด็กนั่นจะรอดกลับมาอย่างปลอดภัยได้หรือไม่!”
แม้นางจะพูดด้วยความโกรธเช่นนี้ แต่ทุกคนทราบดีว่าความสามารถของลู่เฉินนั้นไม่ธรรมดา ดังนั้นทัศนคติของเฉออู่ที่มีต่อลู่เฉินจึงเปลี่ยนไป
ทว่าในเวลานี้ บนภูเขา ซูวั่งเยว่ชุดแดงกำลังติดตามลู่เฉินไป และเมื่อไม่มีใครติดตามมา นางก็เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าหนู นี่เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? เจ้ากล้าไล่ตามขึ้นมาบนภูเขาหรือ?”
“เหตุใดจึงไม่กล้าเล่า?” ลู่เฉินถาม
ซูวั่งเยว่ชุดแดงเอ่ยเหน็บ “นั่นเป็นเพราะเจ้าไม่รู้อะไร ยิ่งวิญญาณสัตว์อสูรนี้เข้าใกล้สถานที่ที่มันถูกผนึกมากเท่าไหร่ มันก็จะแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการที่มันล่อเจ้าไปที่ภูเขา มันจึงย่อมคิดจัดการกับเจ้าแน่”
“จัดการข้าหรือ? ช่างไร้เดียงสานัก!” ลู่เฉินยิ้มอย่างดูถูก
ซูวั่งเยว่ชุดแดงมองไปทางลู่เฉินด้วยความสับสน “ให้ข้าถามหน่อยเถอะ ว่าเหตุใดเจ้าถึงบ้าบิ่นถึงเพียงนี้”
ลู่เฉินไม่ได้พูดอะไร แต่รีบวิ่งขึ้นไปบนยอดเขา
บนยอดเขามีกระดูกสัตว์และกระดูกมนุษย์กองอยู่ ในขณะเดียวกัน ภายใต้กระดูกสัตว์และกระดูกมนุษย์ก็มีผนึกแปลก ๆ อักขระยันต์ของผนึกเปล่งประกายด้วยแสงสีทองจาง ๆ ซึ่งดวงวิญญาณของกวางอสูรสองหัวก็ยืนอยู่บนผนึกนี้ มันจ้องมองไปที่ลู่เฉินและเอ่ยกลั้วหัวเราะ “เจ้ากล้ามาจริง ๆ ”
“สิ่งที่ปิดผนึกไว้ด้านล่างคือวิญญาณอสูรที่แท้จริงของเจ้า ส่วนเจ้าเป็นเพียงร่างแยกของวิญญาณ” ลู่เฉินพูดราวกับว่าเขาสามารถมองทะลุมันได้ในพริบตา
“ใช่ นี่คือร่างแยกวิญญาณของข้า แต่ร่างแยกวิญญาณของข้าไม่สามารถอยู่ห่างจากร่างหลักมากเกินไป ไม่เช่นนั้นพลังจะอ่อนลงมาก แต่ถ้ามาถึงที่นี่ พลังของร่างแยกวิญญาณของข้าก็ไม่แตกต่างกับร่างหลักนัก” ขณะที่พูด กวางอสูรสองหัวเริ่มก็ดูตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ
ลู่เฉินยิ้มเล็กน้อย “ดี งั้นลงมือต่อเลย”
“เจ้าบอกว่าให้ลงมือต่อหรือ?” กวางอสูรสองหัวไม่เข้าใจว่าลู่เฉินคิดจะทำอะไร
เขากล่าวว่า “ถูกต้องแล้ว เจ้าโจมตีข้าต่อเลย!”
กวางอสูรสองหัวมองลู่เฉินเหมือนคนโง่ “เจ้าหนู เจ้ากำลังคิดว่าข้าอ่อนแอเกินไป หรือเจ้าคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งเกินไป? เจ้าดูถูกข้ามากเกินไปแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็พูดว่า “ข้าแค่อยากให้เจ้าโจมตีข้า ไยจึงมีเรื่องไร้สาระมากมาย?”
“ย่อมได้ เจ้าเด็กเสียสตินี่!” กวางอสูรสองหัวพลันเริ่มโจมตีใส่ลู่เฉินอย่างบ้าคลั่ง
ตูม ตูม ตูม
คู่ต่อสู้ยิงฟองสีน้ำตาลอีกฟองหนึ่งออกมา ซึ่งกระทบกับ ‘ตัว’ ลู่เฉิน ก่อนพลังวิญญาณอันทรงพลังจะปะทุขึ้น
‘เม็ดยาอสูรสีดำ’ ของลู่เฉินเองก็พุ่งสูงขึ้น
ชายหนุ่มพอใจมากและพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่เลว ลงมือให้หนักกว่านี้สิ”
กวางอสูรสองหัวเคยเห็นคนเสียสติ แต่ไม่เคยเจอคนที่เสียสติเพียงนี้มาก่อน ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายอยู่เพียงขั้นหลอมแก่นแท้ ดังนั้นวิญญาณของมันจึงเริ่มสั่นสะท้าน ก่อนกวางอสูรสองหัวจะทำการ ‘กัด’ ร่างกายของลู่เฉินอย่างบ้าคลั่ง
ทว่า การโจมตีเหล่านี้ของวิญญาณอสูรกลับเป็นพลังที่ลู่เฉินต้องการตั้งแต่แรก
ดังนั้นลู่เฉินจึงไม่เป็นอะไรเลย ทางซูวั่งเยว่ชุดแดงที่อยู่ด้านข้างก็สูดหายใจเข้าลึก “ที่รัก เด็กคนนี้น่าทึ่งมาก!”
ไม่เพียงซูวั่งเยว่ชุดแดง แต่ซูวั่งเยว่ชุดเขียวในจิตวิญญาณเองก็กล่าวอีกว่า “ท่านพี่ เขาช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ!”
“ข้าเห็นแล้ว” ซูวั่งเยว่ชุดแดงเองก็รู้สึกประทับใจเช่นกัน
“เช่นนั้นเขาจะช่วยพวกเราได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ซูวั่งเยว่ชุดแดงก็พูดอย่างเคร่งขรึม “รอจนกว่าเขาจะกำจัดวิญญาณสัตว์อสูรตัวนี้ก่อนเถอะ!”
ซูวั่งเยว่ชุดเขียวตั้งตารอ ทางลู่เฉิน หลังจากรับการโจมตีมาระยะหนึ่งแล้วก็พลันส่งยิ้มให้กับวิญญาณอสูร พลางพูดว่า “เอาละ เกือบจะพอแล้ว”
“เป็นอันใด? เจ้ากลัวหรือ?” กวางอสูรสองหัวคิดว่าลู่เฉินกำลังจะตายแล้ว จึงถามขึ้นอย่างเย้ยหยัน
ลู่เฉินมองมันด้วยรอยยิ้ม “ไม่ใช่ว่าข้านึกกลัว แต่เป็นเจ้าที่ไม่มีคุณค่าให้ใช้สอยอีกต่อไป ดังนั้นข้าควรจะจับเจ้าไปมอบให้กับเทือกเขาเจ็ดหิมะ เพื่อทำภารกิจให้สำเร็จได้แล้ว!”
“จับข้าหรือ? เจ้าล้อเล่นกับข้าหรืออย่างไร?” กวางอสูรสองหัวกล่าวกลั้วหัวเราะ
ทางลู่เฉินหยิบแผ่นหินฉวิญญาณออกมา
ร่างแยกของกวางอสูรสองหัวถูกดูดเข้าไปทันที จากนั้นลู่เฉินก็หยิบป้ายไม้ที่ผู้เฒ่าหลู่ให้ ออกมาผนึกวิญญาณอสูรเอาไว้ข้างใน
ในขณะนี้เอง รูปร่างที่แท้จริงของกวางอสูรพลันส่งเสียงตะโกนอยู่ในผนึก “ไอ้สารเลว ปล่อยร่างแยกวิญญาณของข้าไปนะ!”
“ใช่ว่าจะปล่อยเจ้าไปไม่ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามันมีคุณค่าให้ใช้สอยแค่ไหน” ลู่เฉินตัวลงนั่งยอง ๆ ลงข้าง ๆ ผนึก พลางยิ้มให้กับวิญญาณอสูรที่ถูกผนึกไว้ด้านล่าง
“เจ้าต้องการอะไร?” กวางอสูรสองหัวจำประนีประนอม
ลู่เฉินคิดอยู่พักหนึ่งแล้วพูดว่า “ความจริงนี่ขึ้นอยู่กับเจ้า”
กวางอสูรสองหัวรู้สึกหดหู่เป็นอย่างยิ่ง “เช่นนั้นตราบใดที่เจ้าปล่อยร่างแยกของข้าไป ข้าจะบอกความลับแก่เจ้า”
“พูดมาสิ”
“เจ้าปล่อยข้าก่อน!” อีกฝ่ายพูดอย่างร้อนใจ
“เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยร่างแยกนี่ไป แต่ข้าสามารถปลดปล่อยร่างที่แท้จริงของเจ้าได้” ลู่เฉินยิ้มให้กับกวางอสูรสองหัว
“ปลดปล่อยข้าหรือ? เจ้าล้อเล่นหรืออย่างไร?” กวางอสูรสองหัวคิดว่าลู่เฉินล้อมันเล่น
“เจ้าคิดว่าข้าล้อเล่นงั้นหรือ?” ชายหนุ่มถามโดยยังคงจ้องมองไปที่กวางอสูรสองหัว
กวางอสูรสองหัวกังวลเล็กน้อย แต่มันยังคงกลั้นใจพูดว่า “ถ้าข้าบอกไป เจ้ารับปากนะว่าจะปล่อยข้าไป?”
“เช่นนั้นเราต้องมาดูกันว่าความลับของเจ้านั้นมีค่าพอหรือไม่” เขาพูดด้วยรอยยิ้ม
“เอาละ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็เข้าไปข้างในผนึกนี้ เพื่อที่ข้าจะได้บอกเจ้าดี ๆ ไม่เช่นนั้นสตรีที่อยู่ข้าง ๆ เจ้าจะได้ยินไปด้วย” กวางอสูรสองหัวพูดราวกับว่าเห็นตัวซูวั่งเยว่ชุดแดง
ซูวั่งเยว่ชุดแดงปรากฏตัวขึ้นทันที นางจ้องมองไปยังกวางอสูรสองหัว “เจ้ากวางปีศาจ เจ้ามองเห็นข้าได้จริง ๆ ”
“กล่าวไร้สาระ” กวางอสูรสองหัวแค่นเสียงขึ้นจมูก
ซูวั่งเยว่ชุดแดงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ลู่เฉินวางมือข้างหนึ่งบนผนึกแล้วเดินผ่านไป จากนั้นซูวั่งเยว่ชุดแดงก็พลันสูญเสียร่องรอยของเขา
สิ่งนี้ทำให้ซูวั่งเยว่ชุดแดงขมวดคิ้ว “เด็กคนนี้ผ่านเข้าออกผนึกนี้ได้ตามใจชอบจริง ๆ งั้นหรือ?”
“ท่านพี่ เขารู้เรื่องผนึกนี้ดีมากหรือ?”
“พวกเราค่อยถามหลังจากเขาออกมาแล้ว!” ทางซูวั่งเยว่ชุดแดงเริ่มเคร่งขรึม
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีช่องว่างภายในผนึก วิญญาณของกวางอสูรสองหัวเองก็อยู่ที่นั่น ซึ่งมันถูกล้อมกรอบด้วยโซ่สีทองที่พันธนาการวิญญาณของมันเอาไว้ อย่างไม่ยอมปล่อยให้มันจากไป
ลู่เฉินยิ้มให้กับมันแล้วพูดว่า “บอกข้าหน่อยสิว่าความลับใดที่คุ้มค่าพอจะให้ข้าปล่อยเจ้าไป?”
“มีความลับอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ในเทือกเขานี้ และมีเพียงข้าเท่านั้นที่รู้ความลับนี้” กวางอสูรสองหัวรีบเอ่ย
ชายหนุ่มยิ้มขัน “มีแค่เจ้าเท่านั้นที่รู้? มันเกินจริงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“ไร้สาระ ครั้งที่ข้ามาเยือนเทือกเขาลูกนี้และค้นพบความลับนั้น ร่างกายของข้าก็ถูกทำลายแล้วถูกผนึกเอาไว้ที่นี่ทันที” วิญญาณกวางอสูรสองหัวพูดอย่างหดหู่
ลู่เฉินพลันยิ้มหลังจากได้ยินเช่นนี้ “แต่เจ้าไม่ใช่คนเดียวที่ถูกผนึกไว้ในเทือกเขานี้ แล้วเหตุใดเจ้าถึงเป็นคนเดียวที่รู้ความลับนี้เล่า?”