ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 732 ความลับนี้ยิ่งใหญ่จริง
บทที่ 732 ความลับนี้ยิ่งใหญ่จริง
กวางอสูรสองหัวพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “เพราะตอนที่ข้าถูกผนึก ร่างแยกของข้าไม่ได้อยู่ในร่างแท้จริงของข้าด้วย ดังนั้นร่างแยกของข้าจึงได้เห็นผู้ที่ผนึกข้า!”
“การที่เจ้าจะถูกสังหารและผนึกเป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?” ลู่เฉินไม่คิดว่าเรื่องนี้จะนับเป็นความลับใด ๆ
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าคนที่สังหารข้านั้นไม่ธรรมดา อีกทั้งเขายังอยู่ในเทือกเขาแห่งนี้และไม่เคยจากไป” วิญญาณกวางอสูรสองหัวสาบาน
ลู่เฉินคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “บางทีเขาอาจจะเป็นคนสร้างเทือกเขาเจ็ดหิมะ แต่ความลับนี้เกี่ยวข้องกับข้าอย่างไร?”
“ชายคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา และภายในตัวของเขาก็มีสมบัติวิญญาณอยู่มากมาย” เพื่อที่จะเกลี้ยกล่อมให้ลู่เฉินช่วยตัวเอง วิญญาณกวางอสูรสองหัวจึงพูดทันทีว่าอีกฝ่ายนั้นมีสมบัติวิญญาณ
ลู่เฉินยิ้มและพูดว่า “ขออภัยด้วย แต่ข้าไม่สนใจสมบัติวิญญาณ”
“เจ้า… เจ้าไม่รู้อะไรเลย สมบัติวิญญาณของเขาอาจเป็นศาสตราวุธเซียนก็ได้ เจ้าก็ยังไม่สนใจมันเหมือนกันหรือ?” วิญญาณกวางอสูรสองหัวเริ่มวิตกกังวล
“เจ้ารู้เกี่ยวกับศาสตราวุธเซียนได้อย่างไร เจ้าเคยเห็นว่าศาสตราวุธเซียนหน้าตาเป็นอย่างไรหรือ? เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าปราณเซียนมีหน้าตาอย่างไร?” ลู่เฉินเอ่ยอย่างรู้สึกว่าวิญญาณกวางอสูรสองหัวนี้พูดเกินจริง
ครั้นเห็นท่าทางไม่เชื่อของชายหนุ่ม วิญญาณกวางอสูรสองหัวจึงพูดขึ้นว่า “ข้าจะแสดงสิ่งที่ข้าเห็นในตอนนั้นให้เจ้าเห็น”
หลังจากพูดอย่างนั้น ภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าวิญญาณกวางอสูรสองหัว
ในภาพนี้ ลู่เฉินเห็นชายคนหนึ่งซึ่งมีแสงสีทองส่องอยู่บนร่าง ขณะมีสมบัติวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่รอบตัวเขา
ไม่เพียงเท่านั้น บนร่างเขายังมีกระเป๋าอยู่มากมาย โดยกระเป๋าเหล่านั้นเองก็มีปราณเซียนที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่แค่ไอวิญญาณธรรมดา
“เจ้าเห็นหรือไม่? กลิ่นอายที่เล็ดลอดออกมาจากกระเป๋าเหล่านั้นทรงพลังมากกว่าไอวิญญาณมาก ข้าจึงคิดว่าสิ่งเดียวที่สามารถทรงพลังกว่าไอวิญญาณได้ก็คือปราณเซียนที่ร่ำลือกัน” วิญญาณกวางอสูรสองหัวเอ่ยสำทับ
ลู่เฉินจ้องมองบุคคลนั้นเป็นเวลานาน แต่เขามองไม่เห็นด้านหน้า เห็นเพียงแผ่นหลังอีกฝ่ายเท่านั้น จึงถามว่า “เขามีหน้าตาเช่นไร?”
“เขาหันหลังให้ข้าอยู่เสมอ ข้าเลยไม่รู้ว่าเขาหน้าตาเป็นเช่นไร”
“มีผู้ใดเห็นอีกหรือไม่?”
“ข้าบอกแล้วว่ามีเพียงข้าเท่านั้นที่รู้ความลับนี้ เพราะร่างแยกของข้าเองก็เพียงแอบเห็นเขาปรากฏตัว เพราะตอนที่เขาโจมตีข้า เขาสวมเสื้อคลุมสีดำ หมวกคลุมสีดำ และหน้ากากสีดำ จึงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเขามีลักษณะเช่นไร” กวางอสูรสองหัวอธิบายซ้ำ
ลู่เฉินมองวิญญาณกวางอสูรสองหัวแล้วพูดว่า “เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้คนคนนี้อยู่ที่ไหน?”
“ข้ารู้ แต่เจ้าต้องปล่อยข้าออกไปก่อน ข้าจึงจะพาเจ้าไปหาเขา” กวางอสูรสองหัวพูดด้วยรอยยิ้ม
“แล้วข้าควรทำอย่างไรกับเขา?”
“เขามีสิ่งดี ๆ มากมาย เจ้าจะแลกเปลี่ยนของกับเขา หรือขอของบางอย่างมาก็ได้ จะทำแบบไหนก็แล้วแต่เจ้าเลย” กวางอสูรสองหัวพูดด้วยรอยยิ้มกดลึก
ลู่เฉินยิ้มตอบ จากนั้นก็จ้องมองกวางอสูรสองหัวพลางพูดว่า “ถ้าปล่อยเจ้าไปแบบนี้ ข้ารู้สึกไม่วางใจนัก”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” กวางอสูรสองหัวจ้องมองลู่เฉินด้วยความหวาดกลัว
ลู่เฉินยิ้มให้กับกวางอสูรสองหัว แล้วพูดว่า “ข้าอยากมอบตราประทับแก่เจ้า”
“ตราประทับงั้นหรือ?” กวางอสูรสองหัวไม่เข้าใจ
ตอนนี้เองที่ลู่เฉินทำการฟาดตราประทับภูตลงมา ซึ่งตราประทับภูตก็เข้าไปในร่างของกวางอสูรสองหัวทันที โดยที่กวางอสูรสองหัวไม่สามารถต้านทานได้เลย มันทำได้เพียงพูดอย่างกังวลว่า “เจ้า… เจ้า… ไม่มีสำนึกชั่วดี!”
“สำนึกชั่วดีหรือ?” ลู่เฉินแย้มยิ้มแปลกประหลาด
“ถูกต้อง! เจ้ามันไม่มีสำนึกชั่วดี!”
ลู่เฉินคร้านจะพูดเรื่องไร้สาระกับอีกฝ่าย แต่หลังจากประทับตราภูตเสร็จแล้ว เขาก็ปลดพันธนาการของอักขระยันต์ที่อยู่รอบ ๆ
กวางอสูรสองหัวสะดุ้ง “ข้าเป็นอิสระแล้วหรือ?”
“แน่นอน!”
กวางอสูรสองหัวพบว่าน่าเหลือเชื่อมาก มันจ้องมองลู่เฉินอย่างตื่นเต้น “ยอดเยี่ยม!”
หลังจากพูดอย่างนั้น กวางอสูรสองหัวก็กำลังจะจากไป แต่ลู่เฉินก็มองมันด้วยรอยยิ้ม “เหตุใดเจ้าถึงรีบร้อนเพียงนี้เล่า?”
“แน่นอนว่าข้าต้องหนี ไม่เช่นนั้นข้าก็จะถูกเจ้าจัดการ” กวางอสูรสองหัวยังไม่รู้ว่าตราประทับภูตนั้นน่ากลัวแค่ไหน มันจึงอยากจะหลบหนีไป
แต่หลังจากเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว กวางอสูรสองหัวก็รู้สึกว่าพลังวิญญาณของมันอ่อนแอลงอีกครั้ง และวิญญาณของมันก็ถอยไปข้างหลังราวกับถูกควบคุม
“เกิดอันใดขึ้นกับข้า?” กวางอสูรสองหัวเริ่มวิตกกังวล ขณะที่มันถอยหลังไป
ลู่เฉินหัวเราะและพูดว่า “ตราประทับของข้าสามารถควบคุมจิตวิญญาณของเจ้าได้ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะจากไป!”
“ไอ้สารเลว!” เดิมกวางอสูรสองหัวคิดว่ามันเป็นตราประทับธรรมดา แต่ตราประทับที่ว่ากลับน่ากลัวมาก มันจึงสบถสาปแช่งอย่างบ้าคลั่งทันที
ลู่เฉินคร้านจะพูดเรื่องไร้สาระกับมัน เขาเพียงตัดบทแล้วพูดขึ้นว่า “เอาละ พวกเรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า”
“เจ้าต้องการจะทำอันใด?” กวางอสูรสองหัวพูดด้วยท่าทางตื่นตระหนก
“ผู้ที่ผนึกเจ้า เหตุใดเขาถึงได้ผนึกเจ้ากัน?” ชายหนุ่มจ้องกวางอสูรสองหัว
เมื่อกวางอสูรสองหัวได้ยินคำถามนี้ เขาก็รู้สึกหดหู่ “ข้าเองก็ไม่รู้เหตุผลเช่นกัน แต่ภายในเทือกเขานี้มีวิญญาณสัตว์อสูรเช่นข้า หรือสมบัติวิญญาณบางส่วน ถูกผนึกไว้ทุกหนแห่ง”
ลู่เฉินนึกถึงซูวั่งเยว่ จึงถามต่อว่า “เช่นนั้นวิญญาณมนุษย์ วิญญาณสัตว์ หรือแม้แต่สมบัติวิญญาณที่ถูกผนึกไว้ในภูเขา ล้วนเป็นผลงานของบุคคลนั้นงั้นหรือ”
“ถูกต้อง!”
ลู่เฉินรู้สึกแปลก ๆ แต่ปราณเซียนที่ปล่อยออกมาจากกระเป๋าของอีกฝ่ายก็ดึงดูดชายหนุ่มเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นหลังจากลู่เฉินคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็มองกวางอสูรสองหัวแล้วพูดว่า “ตอนนี้เจ้าควรเข้าไปในสมบัติวิญญาณของข้าจะดีกว่า”
กวางอสูรสองหัวไม่พอใจ แต่มันก็ไม่มีทางเลือก ด้วยคำสั่งของลู่เฉิน มันจึงเข้าไปในกู่ฉิน จากนั้นลู่เฉินก็สงบอารมณ์ของเขาและเดินออกจากพื้นที่นี้ไป
เมื่อซูวั่งเยว่ชุดแดงซึ่งอยู่ข้างนอกเห็นลู่เฉินออกมาอย่างง่ายดาย ก็ถามอย่างสงสัยว่า “กวางอสูรสองหัวอยู่ที่ไหนงั้นหรือ?”
“จัดการแล้ว” ลู่เฉินพูดอย่างสบาย ๆ
ซูวั่งเยว่ชุดแดงพูดอย่างแปลกใจว่า “ดังนั้นเจ้าจึงสามารถเข้าและออกจากผนึกนี้ได้อย่างอิสระงั้นหรือ?”
“แน่นอน”
ซูวั่งเยว่ชุดแดงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูดว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ช่วยข้าหน่อยสิ”
“ช่วยเจ้างั้นหรือ?”
“ใช่ ปลดผนึกน้องสาวของข้า” ซูวั่งเยว่ชุดแดงจ้องลู่เฉินพลางพูด
ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อยและเอ่ย “อะไรกัน? นี่ขอร้องข้างั้นหรือ”
“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องมีวัตถุประสงค์บางอย่าง ดังนั้นข้าจึงกำลังเจรจากับเจ้า แต่หากเจ้าไม่ต้องการช่วย ข้าก็จะไป!” ซูวั่งเยว่ชุดแดงพูดอย่างไม่พอใจ
“ยามเจ้าพูดคุยกับข้า เจ้าควรสุภาพหน่อย”
“ข้ามีนิสัยเช่นนี้” ซูวั่งเยว่ชุดแดงพูดอย่างดื้อรั้น
ลู่เฉินยิ้มอย่างจนใจ “เงื่อนไขของข้านั้นเรียบง่ายมาก แต่ข้าเกรงว่าเจ้าจะทำไม่ได้”
“พูดมา!” ซูวั่งเยว่ชุดแดงถาม
“ยอมจำนนต่อข้า!” ลู่เฉินยิ้มให้ซูวั่งเยว่ในชุดสีแดง
ซูวั่งเยว่ชุดแดงเบิกตากว้าง “ยอมจำนนต่อเจ้างั้นหรือ?”
“มีปัญหาอะไรงั้นหรือ?”
“ข้าติดอยู่ที่นี่มานานหลายปีแล้ว แต่ถ้าข้าออกไปข้างนอกแล้วยังไม่เป็นอิสระ เช่นนั้นเหตุใดข้าถึงต้องออกไปด้วยเล่า?” ซูวั่งเยว่ชุดแดงพูดอย่างไม่พอใจ
“ข้าสามารถปล่อยเจ้าเป็นอิสระได้ แต่บางครั้งเมื่อข้าขอให้เจ้าช่วย เจ้าก็ต้องช่วยข้า” ลู่เฉินยิ้มให้นาง
“เจ้าแข็งแกร่งมาก แล้วเจ้ายังต้องการความช่วยเหลือจากข้าอีกงั้นหรือ?” ซูวั่งเยว่ชุดแดงถามอย่างประหลาดใจ
ชายหนุ่มพยักหน้าและพูดว่า “มีบางอย่างที่ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าจริง ๆ”
“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่จำกัดอิสรภาพของข้า”
“แน่นอนว่าไม่!” ลู่เฉินให้คำมั่น
ซูวั่งเยว่ชุดแดงคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วพูดว่า “เอาละ ข้าตกลง!”
ลู่เฉินยิ้มและพูดว่า “ดี ข้าจะกลับไปยังสถานที่ที่เจ้าถูกปิดผนึกไว้ เจ้ากลับไปได้แล้ว”
ซูวั่งเยว่ชุดแดงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหายตัวไป ในขณะนั้นลู่เฉินมองไปรอบ ๆ ก่อนจะลงจากภูเขา
ตอนนี้ผู้คนที่ตีนเขาต่างพูดคุยถึงเรื่องของลู่เฉิน
บางคนมองเวลาแล้วพูดว่า “เขาอยู่บนนั้นมานานมากแล้ว เขาตายแล้วหรือไม่?”
“แปดส่วนคิดว่าตายไปแล้ว!”
“เช่นนั้นสมบัติวิญญาณของคุณหนูเฉอก็หายไปแล้วสินะ?”
“มันน่าจะพังไปแล้ว”
เมื่อเฉออู่ได้ยินเช่นนี้ นางก็จ้องมองทุกคนทันที “ถ้าสมบัติวิญญาณของข้าหายไป ข้าจะจัดการกับพวกเจ้า!”
ทุกคนเงียบเสียงลงทันที จากนั้นเฉออู่พลันหันไปจ้องเซี่ยอีฉาน “หลวงจีนตัวเหม็น ข้าขอบอกเจ้าไว้เลยนะ หากเกิดเรื่องอันใดกับสมบัติวิญญาณของข้า ข้าจะให้เจ้าชดใช้คืนเป็นร้อยเท่าแน่!”
เซี่ยอีฉานตระหนักแล้วว่านางมีอำนาจเหนือกว่าเพียงใด จึงทำได้แต่พูดอย่างหดหู่ว่า “นายท่าน… นายท่านจะกลับมาอย่างแน่นอน!”
เฉออู่เองก็ต้องการให้ลู่เฉินกลับมา แต่สถานการณ์ในปัจจุบันทำให้นางไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะสามารถกลับมาได้ นางจึงพูดว่า “เจ้าคิดว่าเขาเก่งกาจกว่าผู้อาวุโสและท่านพ่อของข้าจริง ๆ หรือ? ถึงขนาดเชื่อว่าเขาสามารถเข้าออกภูเขาลูกนี้ได้ตามใจชอบ?”