ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 735 วิญญาณเร่ร่อนเหล่านี้แตกต่างออกไปจริง ๆ
บทที่ 735 วิญญาณเร่ร่อนเหล่านี้แตกต่างออกไปจริง ๆ
เซี่ยอีฉานกระซิบว่า “วิญญาณเร่ร่อนเหล่านี้มีประสาทสัมผัสยอดเยี่ยม อีกทั้งยังสามารถสร้างเขตแดนวิญญาณได้ด้วย!”
“เขตแดนวิญญาณ?” ลู่เฉินสะดุ้ง
เขตแดนวิญญาณเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่วิญญาณเร่ร่อนสร้างขึ้นด้วยตัวเอง โดยในพื้นที่แห่งนี้ พลังของพวกมันจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า และยิ่งเขตแดนวิญญาณแข็งแกร่งเท่าไหร่ พลังของพวกมันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ในทางกลับกัน เมื่อคนนอกอยู่ภายในพื้นที่แห่งนั้นจะถูกขัง โดยเฉพาะวิญญาณอ่อนแอ มันจะยิ่งไม่สามารถเคลื่อนไหวออกจากจุดนั้นได้
ทว่าผู้ที่รู้จักเขตแดนวิญญาณ โดยมากมักจะอยู่ในระดับวิญญาณเซียน ซึ่งวิญญาณเร่ร่อนของมนุษย์ไม่มีความสามารถนี้
ลู่เฉินนึกสงสัย
เซี่ยอีฉานคิดว่าลู่เฉินไม่เข้าใจว่าเขตแดนวิญญาณคืออะไร เขาจึงอธิบายให้ฟัง ส่วนชายหนุ่มเพียงมองเขา “เจ้ารู้จักเขตแดนวิญญาณได้อย่างไร?”
“ผู้เฒ่าบางคนในเทือกเขาเจ็ดหิมะบอกมาขอรับ” เซี่ยอีฉานอธิบาย
“โอ้? พวกเขาเป็นคนบอกมางั้นหรือ?”
“ขอรับ!” เซี่ยอีฉานยืนยัน
ลู่เฉินรับรู้ พร้อมเอ่ยถามต่อว่า “เจ้าเคยถูกกักขังโดยเขตแดนวิญญาณ ของดวงวิญญาณเร่ร่อนเหล่านั้นหรือไม่?”
เซี่ยอีฉานส่ายหน้า “ไม่ แต่ข้าเคยเห็นบางคนถูกขัง ซึ่งคนเหล่านี้ติดอยู่ครู่หนึ่ง บางคนกลายเป็นคนโง่ทันที ส่วนบางคนถึงกับล้มลงราวกับตายไปแล้ว”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็นึกสนใจเป็นอย่างยิ่ง และถึงกับอยากรู้ว่าเหตุใดวิญญาณเร่ร่อนที่นี่ถึงแตกต่างออกไป ดังนั้นจึงมองเขาแล้วพูดว่า “นำทางไป”
เซี่ยอีฉานเริ่มกังวล “นายท่าน ท่านพูดจริงหรือ?”
“เป็นอย่างอื่นได้หรือ?” ลู่เฉินจ้องเซี่ยอีฉาน
แม้เซี่ยอีฉานจะไม่อยากทำ แต่เขาก็ยังคงพูดว่า “มีวิญญาณเร่ร่อนที่ทรงพลังอยู่ใกล้ ๆ ข้าจะพาท่านไปที่นั่นเอง”
“เอาละ ไปกันเถอะ” ลู่เฉินอยากจะไปดู
เซี่ยอีฉานอาศัยความทรงจำของเขา เพื่อเดินผ่านเขาวงกตไป
หลังจากนั้นไม่นานหมอกก็ค่อย ๆ หายไป จากนั้นทุกคนก็พลันเห็นแสงสีเขียวกะพริบอยู่ตรงหน้าพวกเขา
“ท่านเห็นแสงสีเขียวหรือไม่ขอรับ? นั่นคือเขตแดนวิญญาณของดวงวิญญาณเร่ร่อน” เซี่ยอีฉานแนะนำ
ลู่เฉินพยักหน้าและพูดว่า “เจ้าสองคนออกไปรอนอกแสงสีเขียวก่อน”
พูดจบ ชายหนุ่มก็เดินไปข้างหน้าจนกระทั่งเขาอยู่หน้าไฟสีเขียว พวกเขาสามคนสามารถมองเห็นกองกระดูกสีขาวในเขตแดนวิญญาณตรงหน้าได้อย่างชัดเจน โดยภายในกระดูกนั้นมีบางอย่างกำลังปล่อยแสงสีเขียวอันทรงพลังออกมา
“นายท่านระวังตัวด้วย” เมื่อเห็นเช่นนี้ เซี่ยอีฉานก็พูดด้วยท่าทางขลาดกลัว
ลู่เฉินพยักหน้ารับ แล้วเข้าไปในเขตแดนวิญญาณ
เมื่อเขาเข้าไปครั้งแรก ลู่เฉินก็รู้สึกได้ทันทีว่าวิญญาณของเขาถูกพันด้วยบางสิ่งบางอย่าง แต่โชคดีที่วิญญาณของเขาแข็งแกร่ง ดังนั้นไม่นานชายหนุ่มก็เป็นอิสระจากมัน
อย่างไรก็ตาม ตอนที่ลู่เฉินกำลังจะเดินไป ชายวัยกลางคนที่ถือกระบี่วิญญาณไว้ ก็บินออกมาจากจุดที่แสงสีเขียวปล่อยออกมา เขามาถึงตรงหน้าลู่เฉินในคราวเดียว ก่อนกวัดแกว่งกระบี่วิญญาณฟันใส่ลู่เฉินอย่างแรง
เซี่ยอีฉานตกใจมาก “นายท่านระวัง!”
หั่วเตาหลางถึงกับอยากจะพุ่งไปช่วย แต่ลู่เฉินกลับพูดกับพวกเขาว่า “อย่าขยับ”
เซี่ยอีฉานและหั่วเตาหลางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอยู่เฉย ๆ ส่วนกระบี่วิญญาณของชายวัยกลางคนได้ไปถึงตัวลู่เฉินแล้ว แต่ครั้นโดนชายหนุ่ม มันก็ได้เปิดใช้งาน ‘เม็ดยาเงา’
ซึ่งหมายความว่าการโจมตีของวิญญาณอาวุธ จะกลายเป็นที่มาของ ‘การฝึกฝน’ ของลู่เฉินด้วย
ดังนั้นกระบี่เล่มนี้จึงแค่ผ่าน ‘ร่างกาย’ ของลู่เฉินไปเท่านั้น แต่ไม่มีผลกับเขาเลย ชายวัยกลางคนนั้นคือ ‘วิญญาณเร่ร่อน’ ที่กำลังปล่อยแสงสีเขียวอยู่ในขณะนี้
แต่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว เขาเพียงมองลู่เฉินอย่างว่างเปล่า แล้วเหวี่ยงกระบี่อีกครั้ง
ลู่เฉินปล่อยให้อีกฝ่ายโจมตีตามใจชอบ
หลังจากโจมตีไปได้สักพัก วิญญาณเร่ร่อนก็เก็บกระบี่ จากนั้นจึงใช้เคล็ดวิชาฝ่ามือหลายแบบ ในขณะที่เม็ดยาเงาของลู่เฉินเริ่มดูดซับพลัง
ดังนั้นลู่เฉินจึงไม่เป็นไรเลย ทว่าสองคนที่เฝ้าดูอยู่ข้างนอกต่างตะลึง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซี่ยอีฉานที่รู้ดีว่าวิญญาณเร่ร่อนนี้น่ากลัวเพียงใด แต่ตอนนี้มันกลับไม่สามารถทำอันตรายต่อลู่เฉินได้เลย ดังนั้นเขาจึงพึมพำว่า “ชายคนนี้ยังเป็นมนุษย์หรือไม่”
หั่วเตาหลางไม่ตอบเขา แต่ทำเพียงเฝ้าดูอย่างเงียบ ๆ
ประมาณหนึ่งในสี่ของชั่วยามต่อมา ลู่เฉินก็มองดวงวิญญาณเร่ร่อนด้วยความพึงพอใจ จากนั้นตราประทับภูตก็ถูกวางไว้บนหน้าผากอีกฝ่าย ทว่าทันทีที่ตราประทับภูตสัมผัสโดน อีกฝ่ายก็หายไปราวกับหมอกควัน
ไม่เพียงเท่านั้น เขตแดนวิญญาณที่อยู่รอบ ๆ ก็หายไปด้วย ราวกับว่าไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน
ลู่เฉินเผยสีหน้าเคร่งขรึม “ไปแล้วงั้นหรือ?”
“นายท่าน เกิดอะไรรึขอรับ?” เซี่ยอีฉานมองลู่เฉินด้วยความสับสน หลังจากรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ชายหนุ่มอธิบายว่า “ข้าอยากจะปราบมัน แต่พอข้าประทับตรา มันก็หายไป”
เซี่ยอีฉานดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง จึงพูดว่า “นายท่าน วิญญาณเร่ร่อนที่นี่ไม่สามารถควบคุมหรือปราบได้ขอรับ”
“ปราบไม่ได้งั้นหรือ?”
“มีผู้อาวุโสต้องการปราบพวกมันเพื่อไม่ให้ไปทำร้ายผู้อื่น แต่ทันทีที่พวกมันถูกควบคุม พวกมันก็จะหายไปและไม่ปรากฏตัวอีกเลย” เซี่ยอีฉานอธิบาย
เมื่อลู่เฉินได้ยินสิ่งนี้ เขาก็ขมวดคิ้วทันที “ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับ ความทรงจำของพวกมันโดยการปราบปรามแล้ว”
เซี่ยอีฉานเองก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้เช่นกัน แต่ทันใดนั้นลู่เฉินก็พาซูวั่งเยว่ออกมา
เซี่ยอีฉานพลันตกใจเมื่อเห็นซูวั่งเยว่ชุดแดง
ซูวั่งเยว่ชุดแดงมองลู่เฉินอย่างสงสัย “มีอะไรงั้นหรือ?”
“ข้าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ที่จะเกิดกับจิตวิญญาณของเจ้า”
“ข้าหรือ?” ซูวั่งเยว่ชุดแดงไม่เข้าใจ
ลู่เฉินพยักหน้าและกล่าวว่า “ว่ากันว่าคนที่ตายที่นี่จะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน และวิญญาณเร่ร่อนเหล่านี้ก็แตกต่างจากวิญญาณเร่ร่อนทั่วไป”
ซูวั่งเยว่ชุดแดงนึกอยากรู้อยากเห็น นางยืนอยู่ที่นั่นสักพักแล้วขมวดคิ้ว “ข้ารู้สึกนิดหน่อย”
“รู้สึกอย่างไร?”
“ที่นี่ทำให้ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก” สีหน้าของซูวั่งเยว่ชุดแดงเปลี่ยนไป
ลู่เฉินเอ่ยคาดเดาว่า “นี่เป็นเพราะร่างกายของเจ้าตายแล้ว ซึ่งตราบใดที่ไม่มีอะไรให้ยึดเกาะ วิญญาณของเจ้าก็จะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนด้วย แต่ถ้าเจ้าต้องการจะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน เจ้ามักจะทำได้ที่อาณาจักรภูตเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับมีความรู้สึกที่นี่ด้วย แสดงว่าพื้นที่ตรงนี้ก็เป็นไปตามเงื่อนไขนี้เช่นกัน”
ซูวั่งเยว่ชุดแดงถามอย่างสงสัย “เจ้าหมายถึง ข้าจะกลายเป็นเหมือนกับวิญญาณเร่ร่อนที่ข้าเรียกมา?”
“มันน่าจะแตกต่างออกไป หากสร้างวิญญาณเร่ร่อนที่นี่ เจ้าคงจะน่ากลัวยิ่งกว่าพวกมัน”
แม้ซูวั่งเยว่ชุดแดงจะไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร แต่นางก็รีบบอกกับลู่เฉินอย่างรวดเร็วว่า “ให้ข้าเข้าไปในสมบัติวิญญาณของเจ้าเถอะ ข้าไม่อยากออกมาข้างนอก”
ลู่เฉินพานางกลับไปยังกู่ฉินอีกครั้ง ทางซูวั่งเยว่ชุดแดงถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่แล้วนางก็พูดกับลู่เฉินว่า “เมื่อครู่นี้ข้าสัมผัสได้ถึงพลังที่มาจากทิศทางหนึ่ง”
“โอ้? มีทิศทางที่แน่นอนงั้นหรือ?”
“ใช่ รู้สึกเหมือนมันกำลังเรียกข้าให้ไปหา” ซูวั่งเยว่ชุดแดงอธิบาย
ลู่เฉินคิดอยู่ครู่หนึ่ง และเรียกลิ่วกุ่ยออกมา ซึ่งได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน มันเองก็รู้สึกเช่นนั้น
สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มสรุปว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นในสภาวะวิญญาณเท่านั้น ดังนั้นจึงใช้เคล็ดวิชาวิญญาณสายฟ้า และกลายเป็นเงาวิญญาณสายฟ้า จากนั้นเขาก็พลันรู้สึกถึงบางสิ่งที่กำลังเรียกตน
ไม่เพียงเท่านั้น มันยังทำให้เขาค่อย ๆ รู้สึกไร้พลังอีกด้วย
“เสียงกับพลังนี้” ลู่เฉินอยากรู้อยากเห็นมาก แต่จู่ ๆ เขาก็กลับคืนจากสถานะวิญญาณสายฟ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนตกอยู่ในห้วงความคิด
เซี่ยอีฉานถามอย่างสงสัย “ท่านพบอะไรงั้นหรือ?”
ลู่เฉินมองสถานที่ซึ่งมีพลังบางอย่างกำลังเพรียกหา “ไปดูกันเถอะ”
เซี่ยอีฉานนึกสงสัยว่าลู่เฉินจะไปไหน แต่เมื่อชายหนุ่มพาเขาวิ่งไปราวสองเค่อจนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เขาก็ตกใจทันที “นี่?”
“อะไร เจ้ารู้จักงั้นหรือ?” ลู่เฉินมองเซี่ยอีฉานอย่างสงสัย