ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 761 แม่นางน้อย เจ้ากลับไปเสียดี ๆ เถิด!
บทที่ 761 แม่นางน้อย เจ้ากลับไปเสียดี ๆ เถิด!
เมื่อลู่เฉินได้ยินดังนั้นก็อยากหัวเราะออกมา หลังจากนั้นเขาก็ไม่สนใจหญิงสาว และเดินไปยังซากปรักหักพังด้านหน้า
หลังจากเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป เรื่องที่คาดไม่ถึงจึงเกิดขึ้น
จู่ ๆ ก้อนหินขนาดใหญ่ก็ลอยขึ้นมา และพุ่งเข้าไปด้านหน้าของลู่เฉิน แต่เขาเพียงขยับตัวเล็กน้อยก็สามารถหลบเลี่ยงได้
ดังนั้นก้อนหินขนาดใหญ่นี้ จึงพุ่งเข้าไปยังด้านหลังของเฉออู่ทันที
เฉออู่ตกตะลึงจนปล่อยกำปั้นออกไป
ตูม!
ก้อนหินระเบิดออก จากนั้นเงามารจึงปรากฏขึ้นมา ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยหนวดเครา ในมือถือขวานวิญญาณขนาดใหญ่ แววตาดูดุร้ายพลางตะโกนขึ้นมาว่า “รนหาที่ตาย!”
เฉออู่หวาดกลัวขึ้นมา จึงรีบวิ่งไปยังลู่เฉินทันที “เจ้า… เหตุใดจึงหลบเลี่ยงได้!”
ลู่เฉินคร้านจะอธิบาย เฉออู่จึงมองไปยังวิญญาณมารตัวนั้นทันที “หากเจ้าอยากจะจัดการก็จัดการเขา มาหาข้าทำไมกัน?”
วิญญาณมารไม่แบ่งแยกผู้คน จึงทุบขวานออกไปทันที เฉออู่รีบบินไปยังด้านหลังลู่เฉินทันที จากนั้นวิญญาณมารจึงมองไปยังลู่เฉินและคนอื่น ๆ ด้วยความโกรธเคือง “ต้องตายให้หมด!”
พูดจบ วิญญาณมารตนนี้จึงยกขวานขึ้นมาอีกครั้ง และปล่อยเงาขวานออกไป ทว่าลู่เฉินพลันก้าวออกไปด้านหน้าเพื่อต่อต้านการ ‘โจมตี’ ทุกวิถีทาง และเมื่อเป็นเช่นนี้ ‘เม็ดยามารสีดำ’ ของเขา จึงเริ่มมีการตอบสนองทันที
เมื่อเห็น ‘เม็ดยามารสีดำ’ การตอบสนอง ลู่เฉินจึงเผยรอยยิ้มออกมา
เฉออู่รู้สึกสงสัย “ไม่เป็นอะไรเลยหรือ?”
วิญญาณมารตนนั้นพลันรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย จึงเบิกตากว้างพลางมองไปยังลู่เฉิน “เจ้าคือผู้ใด เหตุใดจึงไม่กลัวการโจมตีของข้า?”
ลู่เฉินแสยะยิ้มพลางมองวิญญาณมารนี้ “แล้วใครบอกว่าข้าต้องกลัวการโจมตีของเจ้ากัน?”
เมื่อวิญญาณมารเห็นลู่เฉินอวดดีเช่นนี้ จึงตะคอกขึ้นมาทันที “ดูเหมือนว่าข้าต้องทำให้เจ้าได้รู้ ถึงความแข็งแกร่งของข้าเสียหน่อยแล้ว!”
เมื่อวิญญาณมารพูดจบ ขวานของมันก็กลายเป็นเงาขวานมากมาย จากนั้นเงาขวานเหล่านี้ก็ค่อย ๆ ลอยไปยังลู่เฉิน ราวกับต้องการจะฆ่าเขาให้ตาย
ชายหนุ่มให้เซี่ยอีฉานและคนอื่น ๆ ถอยไปอีกด้านหนึ่ง ส่วนตนต่อต้านการโจมตีนี้ต่อไป
เฉออู่คิดว่าลู่เฉินจะบาดเจ็บ เพราะวิญญาณมารเหล่านี้ไม่ธรรมดา แต่ราวกับลู่เฉินไม่สนใจการโจมตีของอีกฝ่าย และปล่อยให้อีกฝ่ายโจมตีบนร่างกายของตนได้อย่างอิสระ
“นี่ เป็นไปได้อย่างไร?” เฉออู่รู้สึกสับสนขึ้นมา
วิญญาณมารเองก็สับสนเล็กน้อย พร้อมพึมพำออกมา “เขาคือผู้ใดกัน เหตุใดจึงไม่กลัวการโจมตีของข้า?”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ลงมือ ลู่เฉินจึงยิ้มพลางมองเขา “เหตุใดจึงไม่ลงมือเล่า?”
“ข้าจะลงมือหรือไม่ เหตุใดต้องบอกเจ้าด้วย?” วิญญาณมารรู้สึกโมโหขึ้นมา
“หากเจ้าไม่ลงมือ เช่นนั้นข้าก็จะลงมือเอง” เมื่อลู่เฉินพูดจบ คาถาสยบภูตผีจึงพันรัดวิญญาณมารเอาไว้ทันที
จู่ ๆ วิญญาณมารก็ไม่สามารถขยับการได้ มันจึงหวาดกลัวจนพูดออกมา “เจ้าทำสิ่งใดกับข้ากันแน่!?”
เมื่อเฉออู่เห็นดังนั้นจึงตกตะลึงขึ้นมา นางคิดไม่ถึงว่าเพียงลู่เฉินลงมือเล็กน้อย ก็สามารถควบคุมวิญญาณมารได้ และยังเป็นระดับศักดิ์สิทธิ์แปดดาว
ลู่เฉินไม่ได้สนใจท่าทางตกตะลึงของเฉออู่ เขาจ้องมองไปยังวิญญาณมาร พลางเผยรอยยิ้มประหลาด “หากอยากมีชีวิตรอด จงตอบคำถามเหล่านี้ของข้าซะ”
“เจ้า… เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?” วิญญาณมารหวาดกลัวขึ้นมา
“เจ้ามีนามว่าอย่างไร”
“ข้า… ข้ามีนามว่าหวังฝู” วิญญาณมารตอบด้วยความหดหู่ใจ
ลู่เฉินพยักหน้ารับพลางเอ่ยถาม “วิญญาณมารตัวอื่นอยู่ที่ใด?”
“อยู่… อยู่ลึกเข้าไปในซากปรักหักพัง” หวังฝูพูดด้วยความตื่นกลัว
ชายหนุ่มเข้าใจแล้วจึงพูดขึ้นมา “นำทางข้าไปพบพวกเขา”
“พบพวกเขา?” หวังฝูเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
ลู่เฉินตอบกลับ “มีปัญหาอะไรงั้นหรือ?”
หวังฝูไม่กล้ามีปัญหา เพียงแต่เขาถูกขังเอาไว้ ดังนั้นจึงมองไปยังลู่เฉินและเอ่ยว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ปล่อยข้าก่อน”
“อย่ารีบร้อน” เมื่อลู่เฉินพูดจบ จึงเพิ่มตราประทับวิญญาณลงบนหน้าผากของหวังฝู
หวังฝูพลันตื่นกลัวขึ้นมา และยังจ้องมองลู่เฉินด้วยความตระหนก “เจ้า… เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
หลังจากเพิ่มตราประทับวิญญาณลงไปแล้ว ลู่เฉินก็ไม่พูดอะไรต่อ ก่อนจะปลดโซ่ตรวนบนร่างกายของอีกฝ่าย และให้เขานำทางไปได้
เฉออู่เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “เจ้าคิดจะตามหาสิ่งใด?”
“วิญญาณมารที่แข็งแกร่งที่สุด”
“วะ… วิญญาณมารที่แข็งแกร่งที่สุด? เจ้า… เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ!?” สายตาที่เฉออู่มองลู่เฉินคล้ายมองคนเสียสติ
หลังจากลู่เฉินนำสิ่งประหลาดลึกลับออกมา เขาก็ได้รู้ว่ามีวิญญาณมารมากมายถูกผนึกเอาไว้ที่นี่ และภายในนั้นก็มีผู้แข็งแกร่งอยู่จำนวนไม่น้อย ดังนั้นชายหนุ่มจึงมาที่นี่ และคิดจะให้อีกฝ่ายโจมตีตน เพื่อให้ ‘เม็ดยามารสีดำ’ ของตนหลอมรวมสำเร็จได้โดยเร็ว
แต่เฉออู่ไม่รู้และคิดว่าลู่เฉินเสียสติไปแล้ว ดังนั้นจึงพูดขึ้นมาด้วยความร้อนใจว่า “เจ้าหนู ข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือ ว่าวิญญาณมารเหล่านั้นน่ากลัวมาก”
“ข้ากับเจ้าคุ้นเคยกันหรือ?” ลู่เฉินย้อนถาม
เฉออู่พลันมีสีหน้าไม่ดีขึ้นมา “เจ้า!…”
“หากข้าจำไม่ผิด ก่อนหน้านี้เจ้าคิดจะจัดการข้ามาโดยตลอดใช่หรือไม่?” ลู่เฉินมองเฉออู่ที่น่ารำคาญตรงหน้า
เฉออู่พูดด้วยความลำบากใจ “ตอนนี้เจ้าคือเจ้าสำนัก”
“ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ใช่เจ้าสำนัก หรือท่านพ่อของเจ้าไม่ได้บอกเจ้าหรือ?” ลู่เฉินย้อนถาม
“เจ้าผ่านการทดสอบแล้ว ดังนั้นเจ้าก็คือเจ้าสำนัก”
แต่ใครจะคิดว่าลู่เฉินกลับนำแผ่นป้าย ของผู้อาวุโสสูงสุดออกมาและเอ่ย “เช่นนี้มากพอหรือไม่?”
เมื่อเห็นป้ายนั้น เฉออู่พลันพูดด้วยน้ำเสียงติดขัดออกมา “ผะ… ผู้อาวุโสสูงสุด?”
“ใช่!” ลู่เฉินขานรับ
“ยังคิดจะตามมาหรือไม่?” ลู่เฉินเอ่ยถามเฉออู่
เฉออู่ไม่รู้ว่าควรจะพูดเช่นไร จึงทำเพียงมองลู่เฉินด้วยความประหลาดใจ แต่ชายหนุ่มกลับมองไปยังเซี่ยอีฉาน ที่ตกตะลึงอยู่อีกด้านหนึ่ง “ไปเถิด”
เซี่ยอีฉานขานรับและรีบตามไปทันที หั่วเตาหลางเองก็เช่นกัน
จากนั้นคนทั้งสามจึงหายตัวไปจากตรงนั้น แต่เฉออู่พูดออกมาด้วยความโมโหว่า “คิดว่าแสดงอะไรอยู่กัน?”
ทันใดนั้นรอบด้านพลันมืดสลัวลงทันที เฉออู่จึงหวาดกลัวจนรีบตามไป “รอข้าด้วย!”
เซี่ยอีฉานเห็นนางตามมาจึงสบถขึ้นมา “นายท่าน ดูนั่นสิขอรับ”
“อีกไม่นานนางก็จะไปแล้ว” เมื่อลู่เฉินเผยรอยยิ้มประหลาด แล้วปล่อยซูวั่งเยว่ชุดแดงออกมา
เมื่อซูวั่งเยว่ปรากฏตัวออกมาก็ทำตามที่ลู่เฉินคิด นางยืนขวางเฉออู่เอาไว้ และเมื่อเฉออู่เห็นภูติสาวผู้นี้ก็หวาดกลัวขึ้นมา “เจ้า… เจ้าคือผู้ใดกัน?”
“แม่นางน้อย มาเล่นกับข้าเถิด” ซูวั่งเยว่ชุดแดงมองไปยังเฉออู่และเอ่ย
ส่วนลู่เฉินและคนอื่น ๆ เดินออกไปไกลเรื่อย ๆ
“หลบไป!” เฉออู่พูดด้วยความโมโห
“ลองฟังเสียงของข้าสิ” ซูวั่งเยว่ชุดแดงร้องเพลงขึ้นมา
เสียงเพลงนี้ทำให้เฉออู่หวาดกลัวจนเบิกตากว้าง “เจ้า… เจ้า!”
“เป็นอย่างไร จำข้าได้หรือไม่?”
“ภูติสาวตัวนั้น?”
“ใช่!” ซูวั่งเยว่ชุดแดงพลันแย้มยิ้มเย้ยหยันออกมา
เฉออู่พูดด้วยน้ำเสียงติดขัดออกมา “เจ้า… เจ้ายอมจำนนต่อเขาแล้วงั้นหรือ?”
“เขาเก่งกาจเพียงนั้น เจ้าไม่เห็นหรือ?” ซูวั่งเยว่ในชุดแดงย้อนถาม
เฉออู่มีสีหน้าจริงจังขึ้นมา นางไม่รู้ว่าควรจะพูดสิ่งใดดี และเมื่อซูวั่งเยว่ชุดแดงเห็นอีกฝ่ายไม่พูดอะไร จึงยิ้มออกมา “แม่นางน้อย เจ้าออกไปเถิด มิเช่นนั้นหากเข้าใกล้ไปมากกว่านี้ นายท่านคงต้องจัดการเจ้าแน่”
“ไม่ หากเขามีความสามารถก็มาจัดการข้าสิ!”
“เช่นนั้นเจ้าคงต้องฟังเสียงข้าให้มากกว่านี้หน่อยแล้ว” ซูวั่งเยว่ชุดแดงจึงเริ่มร้องเพลงขึ้นมา เฉออู่จึงตกอยู่ในภาพหลอนทันที
ซูวั่งเยว่ชุดแดงจึงหัวเราะขึ้นมาและเอ่ย “ออกไปเถิด”
เฉออู่หมุนตัวออกไปราวกับคนโง่ นางคล้ายถูกวิญญาณร้ายบางอย่างเข้าสิง และเดินออกไปจากที่นี่ทันที จากนั้นซูวั่งเยว่ชุดแดงก็หมุนตัวเดินไปหาลู่เฉิน
“นายท่าน ข้าให้นางออกไปแล้ว”
“อืม” ลู่เฉินขานรับแล้วเก็บนางกลับเข้าไป
หลังจากหวังฝูนำทางลู่เฉินไปยังซากปรักหักพังนอกตำหนัก เขาจึงพูดขึ้นมาว่า “วิญญาณมารเหล่านั้นอยู่ที่นี่ ส่วนประมุขเองก็อยู่ด้านในเช่นกัน”
“ประมุข?”
“ใช่ เขาคือคนผู้ที่ทุกคนยอมจำนนให้” หวังฝูอธิบายออกมา
ลู่เฉินได้ฟังจึงเอ่ยถาม “หมายความว่าร่างวิญญาณของพวกเจ้า ก็ถูกผนึกไว้ด้านในหรือ?”