ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 762 หากต้องการจะตาย ข้าก็จะช่วยเจ้าเอง!
บทที่ 762 หากต้องการจะตาย ข้าก็จะช่วยเจ้าเอง!
หวังฝูพยักหน้ารับ “ใช่”
ลู่เฉินเข้าใจแล้วจึงพูดขึ้นมา “ไปเถิด”
“นาย… นายท่าน ด้านในมีวิญญาณมารอยู่เป็นจำนวนมาก และพวกเขายังเกลียดชังผู้ฝึกเซียน ดังนั้น…” หวังฝูพูดด้วยความกังวลใจ
ทว่าชายหนุ่มกลับยิ้มด้วยความมั่นใจและเอ่ย “เจ้านำทางไป และเมื่อเห็นพวกเขาก็ให้พวกเขาโจมตีข้า”
“ว่าอย่างไรนะ!?” หวังฝูตกตะลึงขึ้นมา เขาไม่คิดว่าลู่เฉินจะขอให้โจมตีอีกครั้ง
“มีปัญหาหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยถามหวังฝู
แม้หวังฝูจะไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่ในเมื่อลู่เฉินพูดเช่นนั้นเขาก็ทำได้เพียงนำทาง กระทั่งเซี่ยอีฉานเองก็รู้สึกสับสนเช่นกัน
ไม่นานทุกคนเข้าไปยังภายในตำหนัก
ภายในตำหนักนี้มีไอมารแผ่กระจายออกมา เซี่ยอีฉานและหั่วเตาหลางจึงรีบสร้างม่านป้องกันตนเองขึ้นมาทันที แต่ลู่เฉินกลับแปลกใจ เหตุใดที่นี่จึงมีไอมารมากมายถึงเพียงนี้?
“ภูเขาหิมะทั้งเจ็ดนี้มีไอปราณที่แตกต่างกันอยู่อีกมากจริง ๆ” เมื่อลู่เฉินเห็นดังกล่าวจึงพึมพำออกมา
หลังจากนั้น บริเวณรอบ ๆ จึงปรากฏวิญญาณมารมากมายออกมา และวิญญาณมารเหล่านี้คือร่างลวงตา ส่วนร่างกายที่แท้จริงนั้นถูกผนึก อยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของตำหนักแห่งนี้
แต่ถึงอย่างนั้น ‘ร่างลวงตา’ เหล่านี้ก็มีความน่ากลัวอยู่มาก และวิญญาณมารบางตัวยังเอ่ยถามหวังฝูว่า “หวังฝู เหตุใดเจ้าจึงพาเขาเข้ามาที่นี่?”
หวังฝูอยากอธิบาย แต่จู่ ๆ ก็มีวิญญาณมารหัวเราะพลางพูดขึ้นมาว่า “ข้าคิดว่าเขาอยากให้เราเล่นกับคนพวกนี้ให้สนุก”
เมื่อทุกคนได้ยินว่าสามารถเล่นได้ก็รู้สึกดีใจขึ้นมา แต่ละคนพลันเผยท่าทีกระตือรือร้น
บางคนยังตะโกนขึ้นมาว่า “ข้าก่อน!”
“ข้าด้วย!”
วิญญาณมารเหล่านี้ราวกับเป็นเด็กที่กำลังต้องการ ‘ของเล่น’ ดังนั้นวิญญาณมารหลายตนจึงแช่งชิงกันเป็นลำดับแรก ที่จะจัดการลู่เฉินและคนอื่น ๆ แต่ชายหนุ่มกลับพูดขึ้นมาว่า “เข้ามาโจมตีข้าพร้อมกับเถิด”
พร้อมกัน?
ตอนแรกที่วิญญาณมารต่างแย่งชิงกัน แต่เมื่อได้ยินคำพูดของลู่เฉิน แต่ละตนจึงเบิกตากว้างอย่างรู้สึกเหลือเชื่อ
“อย่างไรกัน? มีปัญหาหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยถามพวกเขา
“เจ้าหนู เจ้าประเมินพวกข้าต่ำเกินไปแล้วหรือไม่?”
“ใช่ เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน?”
“เป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้ เหตุใดจึงอวดดีถึงเพียงนี้!” วิญญาณมารเหล่านี้ค่อย ๆ ตะโกนถามขึ้นมา
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มเย็นชาและเอ่ย “จะเข้ามากันหรือไม่เล่า?”
วิญญาณมารบางส่วนที่ทนคำพูดยั่วยุไม่ไหวลงมือทันที วิญญาณมารเหล่านี้โจมตีลู่เฉินอย่างบ้าคลั่ง และรอไม่ไหวที่จะจับเขาให้ได้
แต่เมื่อวิญญาณมารเหล่านี้โจมตีออกไป ก็พบว่าลู่เฉินไม่หวาดกลัวต่อการโจมตีของพวกมันเลยแม้แต่น้อย
ในที่สุดทุกคนก็ตกตะลึงขึ้นมา หวังฝูถอนหายใจอย่างคลายกังวล ส่วนเซี่ยอีฉานถอนหายใจออกมาด้วยความสับสน “ขีดจำกัดของนายท่านอยู่ระดับใดกันแน่?”
ขีดจำกัด?
สำหรับลู่เฉินแล้วนับว่าไม่มีที่สิ้นสุด แต่วิญญาณมารเหล่านี้ไม่รู้ ดังนั้นจึงคิดจะลองอีกครั้ง
โดยเฉพาะวิญญาณมารบางส่วน ที่รู้สึกว่าเมื่อครู่ยังไม่ได้ใช้พลังออกไปทั้งหมด ดังนั้นตอนนี้พวกมันจึงเพิ่มพลังเข้าไปอีก
ไม่นานวิญญาณมารเหล่านี้ก็ต้องยอมรับความจริง เพราะพวกเขาได้พ่ายแพ้ลงอีกครั้ง
ดังนั้นคนเหล่านี้จึงเริ่มถกเถียงกัน “เหตุใดเจ้าหนูผู้นี้จึงทำเช่นนี้ได้?”
“ใครจะรู้กัน”
“น่ากลัวเสียจริง!”
ลู่เฉินกลับพูดขึ้นมา “ยังไม่จบ ต่อไป!”
ทุกคนต่างคิดว่าลู่เฉินกำลังหัวเราะเยาะพวกเขาอยู่ ดังนั้นจึงมีคนโมโหขึ้นมา “เจ้าหนู อย่าอวดดีนัก!”
“ใช่ ผู้แข็งแกร่งในบรรดาพวกเรานั้นยังมีอยู่อีกมากนัก!”
“ใช่!”
ใครจะคิดว่าลู่เฉินยังคงหัวเราะพวกเขาและเอ่ย “โอ้? อย่างนั้นหรือ?”
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่สนใจพวกตน ก็ทำให้วิญญาณมารแต่ละคนรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก บางคนยังท้าทายให้ลู่เฉินไปหาร่างที่แท้จริงของพวกเขาด้วย
แต่ลู่เฉินกลับหัวเราะออกมาและเอ่ย “ข้าไปหาร่างที่แท้จริงของพวกเจ้าแน่ แต่เงาร่างของพวกเจ้าก็ต้องทำต่อไป มิเช่นนั้นอีกไม่นานข้าจะทำลาย และฉีกกระชากร่างเหล่านี้ของพวกเจ้าให้สิ้นซาก!”
“ทำลายให้สิ้นซาก? เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน?” วิญญาณมารบางตนไม่เชื่อ และยังหัวเราะลู่เฉินที่ดูไม่รู้สิ่งใด
ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มประหลาดและเอ่ย “อย่างไรกัน? ไม่เชื่อหรือ?”
“มา ข้าจะยืนอยู่ตรงนี้ หากเจ้ามีความสามารถก็เข้ามาจัดการข้าได้ แต่ข้าคิดว่าเจ้าคงทำเช่นนั้นไม่ได้” อีกฝ่ายยั่วยุขึ้นมา
เมื่อลู่เฉินได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย จึงแสยะยิ้มออกมาและเอ่ย “โอ้? อย่างนั้นหรือ?”
“ใช่!” วิญญาณมารโมโหขึ้นมา
แต่ไม่คาดว่าเพียงคาถาสยบภูตผีของลู่เฉินเข้าไปพันรัดเบา ๆ วิญญาณมารตนนั้นก็แตกออกไปเสี่ยง ๆ ทันที
ทุกคนพลันรู้สึกสับสนขึ้นมา เซี่ยอีฉานหวาดกลัวจนถอยออกมา ส่วนฮั่วเตาหลางนั้นรู้ถึงตัวตนของลู่เฉิน ดังนั้นเขาจึงมีท่าทีนิ่งสงบ
หวังฝูเองก็หวาดกลัวขึ้นมาทันที และยังรู้สึกดีใจที่ลู่เฉินไม่ลงมือกับตน
และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินยืนอยู่ตรงนั้นพลางมองไปยังวิญญาณมารตัวอื่น ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “หากพวกเข้าไม่อยากเป็นเหมือนวิญญาณเมื่อครู่ จงใช้ทักษะที่แท้จริงของเจ้าออกมาโจมตีข้าซะ!”
“คะ… คนเสียสติ!” มีคนพูดด้วยน้ำเสียงติดขัดออกมา
จากนั้นก็มีคนตะโกนขึ้นมาว่า “รีบกลับไปยังร่างเดิมซะ!”
วิญญาณมารเหล่านี้ไม่อยากถูกทำลาย ดังนั้นจึงหวาดกลัวจนออกไปทีละคน ลู่เฉินพลันยกยิ้มเย้ยหยันออกมา “ร่างที่แท้จริงของพวกเจ้าถูกผนึกเอาไว้ที่นี่ หากอยากออกไปก็จงกลับมาเสียดี ๆ เถิด”
แต่ไม่มีวิญญาณใดเชื่อคำพูดของชายหนุ่ม แต่ละคนกลับหลบซ่อนอยู่ไกล ๆ จนกระทั่งมีวิญญาณมารพูดเยาะเย้ยขึ้นมา “หากเจ้ามีความสามารถก็เข้ามาหาพวกเรา แล้วรับรองว่าร่างที่แท้จริงของเราจะทำให้เจ้าตายแน่!”
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา “ดูเหมือนหากไม่แสดงความเก่งกาจให้พวกเจ้าดู พวกเจ้าก็จะหลงคิดว่าตนเก่งเหนือผู้อื่น!”
พูดจบ ชายหนุ่มจึงให้หวังฝูนำทางไป
หวังฝูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติกลับคืนมา จากนั้นจึงนำทางไปอย่างว่าง่ายและไม่กล้าคัดค้านใด ๆ
ขณะที่กำลังเดินทางอยู่นั้น ลู่เฉินอดถามขึ้นมาไม่ได้ว่า “เหตุใดพวกเจ้าจึงต้องหนีมาที่นี่?”
หวังฝูอธิบายออกมา “พื้นที่ที่เจ็ดนี้มีไอมารรุนแรงที่สุด สำหรับผู้ฝึกฝนวิถีมารอย่างพวกเราแล้ว การมีไอมารนับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ดังนั้นพวกเราจึงมาที่นี่ แต่เมื่อมาถึงแล้วจึงทราบว่าหากคิดจะฝึกฝนที่นี่นั้น ก็นับว่าเป็นไปไม่ได้เลย”
“หลังจากนั้น?”
“ที่นี่มีคนผู้หนึ่งสวมชุดคลุมและหน้ากากสีดำ ทำร้ายพวกเราจนบาดเจ็บ จากนั้นก็ผนึกพวกเราเอาไว้” หวังฝูค่อย ๆ อธิบายออกมา
ลู่เฉินคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งประหลาดลึกลับนั่น จึงเอ่ยถามขึ้นมา “หมายความว่าพวกเจ้าที่มาที่นี่ล้วนถูกจัดการ และวิญญาณก็ถูกผนึกเอาไว้ที่นี่ใช่หรือไม่?”
“ขอรับ หลังมาถึงที่นี่ก็จะถูกจับและผนึกเอาไว้ที่นี่ทันที”
เมื่อชายหนุ่มเข้าใจแล้ว หวังฝูจึงสบถออกมา “และไม่รู้ว่าชายคนนั้นคือตัวอะไร จึงจัดการได้ยากเย็นยิ่งนัก!”
ลู่เฉินแสยะยิ้มออกมา แต่ก็ไม่ได้พูดตอบใด ๆ
…
หลังจากขณะนั้น ภายในพื้นที่ปิดผนึกมีร่างของวิญญาณมาร อยู่ปะปนด้วยกันเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังถกเถียงกันขึ้นมาด้วย
“เจ้าหนูคนนั้นคงจะหาที่นี่ไม่พบใช่หรือไม่?”
“ถ้าเขากล้าเข้ามา พวกเราก็จัดการเขาซะ!”
“ใช่ ร่างที่แท้จริงของพวกเราต่างอยู่ที่นี่ ที่นี่พวกเราไม่ได้เป็นเพียงร่างวิญญาณเท่านั้น!”
“ใช่ พลังร่างวิญญาณที่แท้จริงของเรานับว่าแข็งแกร่งเป็นยิ่ง”
ขณะที่วิญญาณมารเหล่านี้ต่างคิดจะจัดการกับลู่เฉิน ชายหนุ่มก็เข้ามาในตำหนักที่ปิดผนึกพวกเขาเอาไว้แล้ว
เมื่อเห็นภาพนี้ วิญญาณมารเหล่านั้นก็มารวมกันอีกครั้ง แต่ละตนเบิกตากว้างพลางมองลู่เฉิน อีกทั้งยังพูดข่มขู่ออกมา “เจ้าหนู เจ้าใจกล้าไม่น้อยเลยนะที่เข้ามาที่นี่”
“เจ้าหนู ดูเหมือนว่าเจ้าอยากจะลิ้มลองความแข็งแกร่งของพวกเราจริง ๆ!”
แต่ลู่เฉินกลับยิ้มพลางพูดออกมา “ที่นี่เต็มไปด้วยร่างวิญญาณของพวกเจ้า และร่างวิญญาณของพวกเจ้าก็ไม่สามารถ หลบหนีออกไปจากที่นี่ได้ใช่หรือไม่”
“แม้จะหนีออกไปไม่ได้ แต่เพียงกำจัดเจ้านั้นไม่ยากเกินความสามารถหรอก!” วิญญาณมารพูดขึ้นมา