ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 766 ข่าวของผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณ
บทที่ 766 ข่าวของผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณ
เงาสีม่วงที่อยู่ในมุมมืดพูดข่มขู่ลู่เฉินออกมาว่า “ข้าจะบอกให้เจ้ารู้เอาไว้ว่า พลังการกัดกินที่นี่จะรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งกลืนกินเจ้าไม่หยุด”
“โอ้? เช่นนั้นจะดีมาก!” ลู่เฉินพึงพอใจเป็นอย่างมาก เขาหลับตาทั้งสองข้างลงและค่อย ๆ เสพสุขอยู่ตรงนั้นอย่างช้า ๆ
ชายหนุ่มในมุมมืดพึมพำอยู่ในใจ ‘หรือว่า… เขาไม่กลัวจริง ๆ?’
ดังนั้นชายหนุ่มจึงกลายเป็นแสงสีม่วง และพุ่งตัวเข้าไปยังภายในร่างของลู่เฉินด้วยความเร็วสูง และเมื่อไปถึงพื้นที่จิตวิญญาณของชายหนุ่ม เขาก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมา “ข้าจะรอดูว่าวิญญาณของเจ้า จะถูกกลืนกินจนหมดเช่นไร!”
แต่เมื่อสิ้นเสียงหัวเราะเขาก็รู้สึกสับสน เพราะรอบ ๆ วิญญาณของลู่เฉินไม่มีแสงสีม่วงเลยแม้แต่น้อย เรื่องนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสงสัย “เหตุใดพลังกลืนกินจึงเข้ามาไม่ถึงพื้นที่จิตวิญญาณแห่งนี้?”
หลังรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ ชายหนุ่มก็คิดจะพุ่งตัวออกไปจากพื้นที่จิตวิญญาณแห่งนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาคิดไม่ถึงก็คือไม่สามารถออกไปได้
ทันใดนั้นเงาวิญญาณของลู่เฉินก็ปรากฏขึ้น และยืนอยู่ตรงหน้าเขา
“อยากออกไปหรือไม่?”
เงาสีม่วงกระพริบแสงสีม่วงถี่ขึ้น ทำให้ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าที่ชัดเจนได้ แต่น้ำเสียงกลับดูน่ากลัวมากขึ้นเล็กน้อย “เจ้า… เจ้าคือใครกัน”
“ข้าคือใครนั้นไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือหากเจ้าอยากมีชีวิตต่อไป ก็จงตอบคำถามของข้า มิเช่นนั้นวิญญาณของเจ้าก็จะสูญสลาย” ลู่เฉินยิ้มพลางมองเงาสีม่วงนี้
เงาสีม่วงพลันตะคอกขึ้นมา “เหตุใดต้องตอบคำถามของเจ้าด้วยเล่า?”
“เพราะข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้า” ลู่เฉินยิ้มพลางมองอีกฝ่าย
เมื่อได้ยินดังนั้น เงาสีม่วงก็ยกยิ้มเย็นชา “แข็งแกร่งกว่าข้า เจ้าแน่ใจหรือ?”
“มิเช่นนั้นเหตุใดเจ้าไม่สามารถออกจาก พื้นที่จิตวิญญาณของข้าได้เล่า?” ลู่เฉินยิ้มพลางมองเงาสีม่วง
เงาสีม่วงมีสีหน้าไม่ดีนัก และจ้องมองไปยังลู่เฉิน “เจ้าช่างไม่รู้จักความตายเสียจริง!”
พูดจบ มือทั้งสองข้างของเงาสีม่วงก็ตรงมายังลู่เฉิน ราวกับต้องการควบคุมอะไรบางอย่าง จากนั้นเงาสีม่วงสายเล็ก ๆ มากมายก็ปรากฏขึ้นรอบ ๆ วิญญาณชายหนุ่ม และค่อย ๆ พันรัดเขาเอาไว้ จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยความพอใจว่า “เจ้าหนู เห็นแล้วใช่หรือไม่?”
“เคล็ดวิชาหุ่นเชิดวิญญาณมาร แต่หากเจ้าคิดจะควบคุมข้าเหมือนหุ่นเชิด เจ้าก็คิดมากเกินไปแล้ว” ลู่เฉินยิ้มพลางมองเงาสีม่วง
“ข้าควบคุมหุ่นเชิดไว้มากมาย แล้วนับประสาอะไรกับเจ้าที่เป็นเพียง ขึ้นหลอมแก่นแท้เท่านั้น” อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มประหลาด “โอ้? อย่างนั้นหรือ?”
“หรือไม่ใช่เช่นนั้น?” อีกฝ่ายจ้องมองลู่เฉินพลางยิ้มเย็นชา
“เช่นนั้นเจ้าก็ลองดู แต่ทางที่ดีจงเพิ่มพลังให้มากขึ้น มิเช่นนั้นหากพลังไม่มากพอ ก็จะดูน่าเบื่อหน่ายเกินไป” คำพูดของลู่เฉินทำให้เงาสีม่วงรู้สึกว่า เขากำลังใช้เล่ห์เหลี่ยมบางอย่าง
ดังนั้นเงาสีม่วงจึงเพิ่มพลังมากยิ่งขึ้น ทำให้เส้นบาง ๆ เหล่านั้นดึงรั้งวิญญาณลู่เฉินอย่างบ้าคลั่ง ราวกับต้องการจะควบคุมชายหนุ่ม
ลู่เฉินคลี่ยิ้มเย้ยหยันออกมา
เมื่อเห็นลู่เฉินไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย เงาสีม่วงจึงตกตะลึงขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “เหตุใดเจ้าจึงไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย?”
“นั่นเป็นเพราะเจ้าไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด”
“เป็นไปไม่ได้ ข้าใช้พลังทั้งหมดแล้ว!” เงาสีม่วงโมโหขึ้นมา ดังนั้นจึงเพิ่มพลังให้มากขึ้น
ลู่เฉินค่อย ๆ เสพสุขกับมันอย่างช้า ๆ อีกครั้ง
เงาสีม่วงโจมตีพลางด่าต่อไป “ข้าจะฆ่าเจ้า!”
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบโต้ใด ๆ และให้อีกฝ่ายโจมตีต่อไป
หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งถ้วยชา ในที่สุดเงาสีม่วงนี้ก็ยอมวางมือ เพราะเขาอ่อนแอลงแล้ว ลู่เฉินมองไปยัง ‘เม็ดยามารสีดำ’ ซึ่งเหลือเพียงอีกไม่มาก จากนั้นก็ถอนหายใจพลางพูดขึ้นมา “ขาดอีกนิดเดียวเท่านั้น”
“ขาดสิ่งใดเพียงนิดเดียว?” เงาสีม่วงพูดด้วยความอ่อนแรง
ลู่เฉินพลันได้สติกลับมา จากนั้นก็ยิ้มพลางมองอีกฝ่าย “เจ้ายังมีพลังหรือไม่? หากไม่มีพลังแล้วก็จงตอบคำถามข้ามาซะ”
“ฝันไปเถิด!” เงาสีม่วงพลันเลือนราง จากนั้นจึงหายตัวไป
ลู่เฉินมองแล้วยิ้มออกมา “เคล็ดวิชาลี้มาร น่าสนใจไม่น้อย”
ไม่นานจิตสำนึกของชายหนุ่มก็กลับไปอยู่ในร่างกาย และเงาสีม่วงรอบ ๆ ก็หายไป เหลือเพียงราชสีห์มารที่เอ่ยถามด้วยความแปลกใจว่า “นายท่าน ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
“เห็นเงาสีม่วงหนีไปที่ใดหรือไม่?”
“ไม่ขอรับ ความเร็วของเขามีมากเกินไป ข้าจึงมองไม่ชัด” ราชสีห์มารพูดอย่างลำบากใจ
“น่าเสียดายไม่น้อย” หลังจากลู่เฉินพึมพำออกมาก็เดินเข้าไปด้านในต่อ จนกระทั่งเดินออกไปจากค่ายกล ก่อนจะได้เห็นรอยแตกร้าว และภายในรอยแตกร้าวนี้ยังมีไอมารพวยพุ่งออกมามากมาย
เมื่อราชสีห์มารเห็นไอมารเหล่านี้ ก็ตกตะลึงขึ้นมา “ทะลุออกมาจากรอยแตกร้าวที่พื้นนั่น”
“เทือกเขาเจ็ดหิมะช่างน่าสนใจยิ่งนัก” เมื่อเห็นไอมารเหล่านี้ ลู่เฉินก็พึมพำออกมา
จากนั้นลู่เฉินก็ปล่อยแมวมารมายาออกมา เพื่อให้มันดูดซับไอมารอย่างบ้าคลั่งต่อไป และเมื่อแมวมารมายาดูดซับไปได้ครู่หนึ่ง มันจึงพูดขึ้นมาว่า “ลูกพี่ ไอมารนี้เหมือนมาจากแดนต้องห้ามหมื่นมารยิ่งนัก”
“โอ้? เจ้าก็สัมผัสได้หรือ”
“อืม” แมวมารมายาขานรับ
ลู่เฉินแสยะยิ้มและเอ่ย “ดูเหมือนว่าเจ้าจะค่อย ๆ ฟื้นฟูพลังขึ้นมาแล้ว”
“ก็พอได้” แมวมารมายายิ้ม
ชายหนุ่มยิ้มแต่ไม่พูดใด ๆ จากนั้นก็ให้มันดูดซับต่อไป จนกระทั่งผ่านไปครึ่งวัน จู่ ๆ แมวมารมายาก็หดตัวกลายเป็นลูกกลม ๆ ก่อนในท้ายที่สุดจะเข้าไปอยู่ในร่างของลู่เฉินและพูดขึ้นมาว่า “ลูกพี่ ข้าต้องเก็บตัวสักพักหนึ่ง”
ลู่เฉินพยักหน้ารับ จากนั้นก็มองไปยังไอมารเหล่านั้น หลังจากที่นี่ไม่มีประโยชน์ใดกับตนแล้ว เขาก็มองไปยังราชสีห์มาร “อยากออกไปหรือไม่?”
ราชสีห์มารทราบความน่ากลัวของลู่เฉิน ดังนั้นเขาจึงพูดกับชายหนุ่มว่า “นายท่าน ท่านต้องการให้ข้าทำสิ่งใด ข้าก็จะทำสิ่งนั้น”
ลู่เฉินขานรับ แล้วจึงให้ราชสีห์มารเข้าไปภายในกู่ฉิน จากนั้นก็ออกไปจากที่นี่
และเมื่อชายหนุ่มปรากฏตัวอีกครั้ง ก็ออกมาจากซากปรักหักพังนี้แล้ว แต่ลู่เฉินยังมีวิญญาณอื่นที่ยังต้องการ ‘ดูดซับ’ ดังนั้นจึงจัดการเรื่องบางอย่างบนเทือกเขาเจ็ดหิมะอีกสองสามวัน และหลังจากจัดการเรื่องราวแล้ว เขาออกไปจากเทือกเขาเจ็ดหิมะนี้
แต่เมื่อเดินทางออกไปได้ไม่ไกลนัก พืชพรรณรอบ ๆ ก็หลอมรวมขึ้นมาเป็นภาพ ๆ หนึ่ง
องค์หญิงไป๋ฮวายิ้มพลางพูดขึ้นมาจากตรงนั้นว่า “พบกันอีกแล้ว”
“อย่างไรกัน? ตามหาข้าหรือ?” เมื่อลู่เฉินเห็นอีกฝ่าย ก็เอ่ยถามขึ้นมาทันที
“ใช่ ตามหาร่องรอยของคนคนนั้นพบแล้ว”
“ว่ามาเถิด อยู่ที่ไหนกัน”
“เขาปรากฎตัวในลัทธิมารเหมันต์” องค์หญิงไป๋ฮวาตอบลู่เฉิน
ลู่เฉินหวนคิดไปถึงปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตก่อนหน้านี้ อีกฝ่ายก็มาจากลัทธิมารเหมันต์เช่นกัน แต่เขายังไม่ค่อยเข้าใจนักว่า ผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณไปทำสิ่งใดที่นั่น
“แต่ลัทธิมารเหมันต์มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา และพวกเราก็ไม่กล้าเปิดเผยตัวมาก จึงทำได้เพียงนำร่องรอยคร่าว ๆ ของเขามาบอกเจ้า”
“ได้ ข้าจะไปดูก่อน หากจับชายหนุ่มคนนั้นได้จริง ข้าจะช่วยพวกเจ้าแน่” ลู่เฉินพูดกับองค์หญิงไป๋ฮวา
องค์หญิงไป๋ฮวาพูดด้วยความตื่นเต้น “ได้ แล้วข้าจะรอ”
ไม่นานภาพของอีกฝ่ายก็หายไป ลู่เฉินจึงปล่อยเซี่ยอีฉานและหั่วเตาหลางออกมา
หลังเซี่ยอีฉานเห็นว่าออกมาจากเทือกเขาเจ็ดหิมะแล้ว เขาก็รู้สึกหายกังวลใจ แต่ลู่เฉินกลับพูดกับพวกเขาว่า “ไป นำทางข้าไปยังลัทธิมารเหมันต์”
สีหน้าของเซี่ยอีฉานเปลี่ยนไปทันที “ละ… ลัทธิมารเหมันต์?”
“ใช่!” ลู่เฉินขานรับ
“นายท่าน แม้สถานที่แห่งนั้นจะเป็นกองกำลังของเทือกเขาเจ็ดหิมะ แต่คนของลัทธิมารเหมันต์มีจิตใจชั่วร้าย และโดยปกติแล้วก็ไม่ชอบมาถึงเทือกเขาเจ็ดหิมะ และยังเป็นปรปักษ์ของศิษย์คนอื่น ๆ ของเทือกเขาเจ็ดหิมะด้วย ข้ากลัวขอรับ” เซี่ยอีฉานพูดด้วยความกังวลใจ
ทว่าลู่เฉินกลับแสยะยิ้มออกมา “แม้แต่ชายชราจากเทือกเขาเจ็ดหิมะของพวกเจ้า ข้าก็ยังไม่กลัว แล้วจะให้มากลัวลัทธิมารหรือ?”
“นายท่าน มีบางอย่างที่ท่านไม่รู้ ลัทธิมารเหมันต์มีจิตใจโหดร้ายยิ่งนัก!”
“จิตใจโหดร้าย?” ชายหนุ่มพลันรู้สึกอยากฟังขึ้นมา