ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 767 มีสตรีมากเล่ห์เหลี่ยมคนหนึ่งอยู่เบื้องหลัง
บทที่ 767 มีสตรีมากเล่ห์เหลี่ยมคนหนึ่งอยู่เบื้องหลัง
เซี่ยอีฉานขานรับแล้วจึงพูดขึ้นมา “นายท่าน สำหรับสถานที่แห่งนั้น หากไม่ใช่ผู้ฝึกฝนวิถีมารเข้าไป อย่างไรก็ต้องตาย และได้ยินว่าลัทธิมารเหมันต์นี้ยังมี จอมมารแปลกประหลาดอยู่มากนัก”
ลู่เฉินยังคิดว่าจะมีเพียงจิตใจโหดร้าย แต่เมื่อได้ยินดังกล่าวจึงยิ้มออกมา “นำทางไป”
เซี่ยอีฉานพลันรู้สึกกังวลขึ้นมา “นายท่าน ท่านจะไปทำอะไรที่นั่นขอรับ?”
“เจ้าเพียงนำทางไปก็พอ ส่วนที่เหลือเจ้าไม่จำเป็นต้องสนใจ” เมื่อลู่เฉินพูดจบก็ไม่อธิบายใด ๆ ให้มากความ
เซี่ยอีฉานพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ จากนั้นจึงออกนำทาง
แต่เมื่อพวกเขาออกไปได้เพียงไม่นาน และผ่านผืนป่าแห่งหนึ่ง ลู่เฉินจึงหยุดเดินและแสยะยิ้มออกมา “ดูเหมือนว่ามีบางคนยังไม่ยอมแพ้”
เซี่ยอีฉานและหั่วเตาหลางต่างแปลกใจว่าหมายความเช่นไร
และในขณะนั้นเอง บริเวณรอบ ๆ ปรากฏ ‘ใยแมงมุม’ ออกมามากมาย พร้อมพันรัดรอบ ๆ คนทั้งสามคนเอาไว้ เซี่ยอีฉานจึงตกตะลึงขึ้นมา “ซางเจี้ยนซาน”
ซางเจี้ยนซานปรากฏตัวออกมาอย่างที่คิดเอาไว้จริง ๆ ขาแมงมุมด้านหลังของเขาพยุงทั้งร่างของเขาขึ้นมา ทำให้เขาดูเหมือนปีศาจแมงมุมที่ยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมแสยะยิ้มพลางมองลู่เฉิน “เจ้าหนู เจ้าจะไปที่ไหนกัน?”
“ข้าจะไปที่ไหน จำเป็นต้องรายงานเจ้าด้วยหรือ?” ลู่เฉินย้อนถาม
ซางเจี้ยนซานเผยรอยยิ้มประหลาด “ไม่จำเป็น แต่หากเจ้าอยากมีชีวิตต่อไป ก็จงมอบแผ่นป้ายสืบทอดให้แก่ข้าซะ”
“แผ่นป้ายสืบทอด?”
“ใช่ ตำแหน่งเจ้าสำนักควรเป็นของข้า” ซางเจี้ยนซานกล่าวด้วยใบหน้าดุร้าย
แต่ลู่เฉินตอบกลับเพียงสั้น ๆ “ตำแหน่งเจ้าสำนักนี้ข้าไม่ได้สนใจ หากเจ้าอยากได้ก็ไปหาอาจารย์ของเจ้า”
“ไม่สนใจ? เจ้าโอ้อวดหรือ?” ซางเจี้ยนซานยิ้มเย็นชา
ลู่เฉินคร้านจะพูดไร้สาระกับเขาต่อไป จึงตอบเพียงสั้น ๆ “ทางที่ดีตอนนี้เจ้าจงหลบไปซะ มิเช่นนั้นอีกไม่นานเจ้าจะลำบากได้”
“น่าขันนัก!” ซางเจี้ยนซานไม่คิดแบบนั้น พร้อมทำให้ใยแมงมุมมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ และใยแมงมุมนี้ยังมีแสงสีน้ำตาลสว่างขึ้นมา
แต่เมื่อใยแมงมุมเหล่านี้เผชิญหน้ากับลู่เฉิน ชายหนุ่มก็ปล่อยเงาสายฟ้าออกมา
เมื่อพายุฟ้าคะนองผ่านผ่านไปหลายครั้ง ซางเจี้ยนซานจึงทนต่อไปไม่ไหว แต่เขาก็ยังพูดอย่างดื้อดึงขึ้นมา “คิดจะทำร้ายข้าด้วยพลังแค่นี้หรือ? ช่างไร้เดียงสาเสียจริง!”
ลู่เฉินพูดอย่างไม่สนใจ “ดูเหมือนว่าต้องฆ่าอีกครั้งแล้ว”
พูดจบ ชายหนุ่มจึงปล่อยราชสีห์มารออกมา
เมื่อราชสีห์มารปรากฏตัวออกมาและส่งเสียงคำราม ซางเจี้ยนซานก็กรีดร้องขึ้นมา จากนั้นก็มีเลือดไหลออกมาจากจมูก ร่างกายของเขาสั่นเทิ้ม กระทั่งหวาดกลัวจนวิ่งหนีไปในที่สุด
หลังเห็นแบบนั้นลู่เฉินจึงเก็บวิญญาณราชสีห์มารเข้ามา พลางแสยะยิ้มและเอ่ยว่า “หนีไปเสียแล้วหรือ?”
เซี่ยอีฉานที่อยู่อีกด้านหนึ่งเห็นแล้วจึงรู้สึกสับสน ส่วนหั่วเตาหลางรู้สึกแปลกใจ ว่าราชสีห์มารเมื่อครู่คือสิ่งใด และเหตุใดจึงเก่งกาจเยี่ยงนี้
ลู่เฉินมองไปยังเซี่ยอีฉาน “นำทางต่อไป”
“ขอรับ”
…
ซางเจี้ยนซานปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง พร้อมยืนอยู่ท่ามกลางผืนทราย ทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยคราบเลือด ร่างกายจึงยิ่งสั่นเทิ้มขึ้นมา
“อย่างไรกัน? เขาทำให้บาดเจ็บหรือ?” ในขณะนั้นเอง มีเงาร่างของสตรีคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากซางเจี้ยนซานมากนัก
ซางเจี้ยนซานหมุนตัวไป พร้อมได้เห็นห้องใต้หลังคาที่ดูเลือนลาง แต่กลับมีสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านบน
หญิงสาวผู้นั้นเอามือทั้งสองข้างไพล่หลังไว้ และมีหน้ากากทรายปิดบังใบหน้า ดูแล้วแปลกประหลาดไม่น้อย
เมื่อซางเจี้ยนซานเห็นคนผู้นี้ จึงเอ่ยด้วยความเคารพ “ราชาทราย”
“ให้เจ้ากลับไปจัดการเจ้าหนุ่มนั่นที่เทือกเขาเจ็ดหิมะ แต่กลับงามหน้านัก ไม่เพียงจัดการเขาไม่ได้ ทว่ายังได้รับบาดเจ็บ” หญิงเอ่ยพูดอย่างไม่พอใจ
ซางเจี้ยนซานพูดขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ “ราชาทราย เขามีที่มาอย่างไรกัน?”
“เขาไม่ธรรมดา เมื่อไม่นานมานี้มีสองฝ่ายเสนอราคาให้เขาในระดับสูง ดังนั้นถ้าหากเราจับเขาได้ พวกเราก็จะได้รับประโยชน์อีกมากมาย”
“สองฝ่าย?” ซางเจี้ยนซานไม่เข้าใจ
“สำนักเหมันต์สงัดและยอดเขาสังหารเหมันต์ รู้จักหรือไม่?” หญิงสาวจ้องมองเขาพลางเอ่ยถาม
ซางเจี้ยนซานพูดด้วยความสงสัย “ยอดเขาสังหารเหมันต์เป็นยอดเขามือสังหารที่น่ากลัวแห่งหนึ่ง ส่วนสำนักเหมันต์สงัดนั้น เมื่อหนึ่งแสนปีก่อนเป็นสำนักฝึกเซียน ที่แข็งแกร่งที่สุดในมหาทวีปจิ่วโหยวใช่หรือไม่?”
“ใช่ คือพวกมัน” หญิงสาวที่อยู่ตรงนั้นยิ้มขึ้นมา
ซางเจี้ยนซานมีบางอย่างไม่เข้าใจ “เหตุใดสองฝ่ายนี้จึงสนใจขั้นหลอมแก่นแท้ผู้นี้มากนัก”
“เดิมข้าก็ไม่ได้สนใจมากนัก แต่เจ้ายังได้รับบาดเจ็บจากเขา ดังนั้นข้าจึงสนใจขึ้นมาแล้ว” หญิงสาวเผยรอยยิ้มประหลาด
“ราชาทราย ตอนนี้ควรทำเช่นไรดี?” ซางเจี้ยนซานหวังว่าหญิงสาวตรงหน้าจะลงมือจัดการลู่เฉินจริง ๆ และหากเป็นเช่นนั้นตนต้องได้เป็นเจ้าสำนักในอนาคตแน่
“ข้าจะส่งคนไปคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเขา และเมื่อจำเป็นข้าจะลงมือเอง”
“เช่นนั้นข้าเล่า?” ซางเจี้ยนซานพูดด้วยความแปลกใจ
“เจ้าฝึกฝนตนไป พร้อมรอข่าวจากข้า” เมื่อพูดจบ หญิงสาวจึงหายตัวไป
ซางเจี้ยนซานพลันรู้สึกดีใจขึ้นมา “เจ้าหนู เจ้าก็แค่รอวันตายเท่านั้น”
…
ลู่เฉินไม่ทราบว่ายังมีคนที่อยู่เบื้องหลังซางเจี้ยนซาน ดังนั้นเขาจึงเดินไปตามทางของตน จนกระทั่งวันถัดไปจึงมาถึงยังบริเวณใกล้ ๆ ของสถานที่ซึ่งเรียกว่าลัทธิมารเหมันต์
ภูเขาตรงหน้าปกคลุมไปด้วยหิมะ อีกทั้งบริเวณโดยรอบภูเขาแห่งนี้ยังถูกล้อมไปด้วยไอมาร และมีค่ายกลบดบังอยู่ ทำให้ไอมารเหล่านี้ไม่ได้แผ่พลังที่แข็งแกร่งออกมามากนัก เมื่อคนทั่วไปมองจึงดูราวกับเป็นกลุ่มหมอก ที่ล้อมไว้รอบ ๆ เท่านั้น
“นายท่าน คือที่นี่ขอรับ” เซี่ยอีฉานพูดด้วยความยินดี
ลู่เฉินกลับเอ่ยถามขึ้นมา “ไอมารของลัทธิมารเหมันต์นี้มาได้อย่างไร?”
“ว่ากันว่าลัทธิมารเหมันต์มีสถานที่แปลกประหลาดอยู่ และสถานที่แห่งนั้นก็เต็มไปด้วยไอมาร” เซี่ยอีฉานอธิบายออกมา
ลู่เฉินเข้าใจคำพูดดังกล่าวแล้ว จึงเดินหน้าต่อไป
แต่เซี่ยอีฉานกลับรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน โดยเฉพาะเมื่อเดินไปด้านนอกค่ายกล พร้อมได้เห็นเลือดสีแดงจาง ๆ ไหลซึมออกมาจากหิมะบนฝ่าเท้า มันดูเหมือนกับหลังจากคนตายแล้วมีเลือดไหลซึมออกมารอบ ๆ
เซี่ยอีฉานหวาดกลัว จนกระโดดถอยออกมาด้านหลังทันที
ลู่เฉินมองไปยังเซี่ยอีฉาน “เป็นอะไรหรือ?”
“นะ… นายท่าน ท่านดูหิมะเหล่านี้”
“เป็นเพียงหิมะเท่านั้น มีเรื่องใหญ่อะไรกัน?” ลู่เฉินย้อนถาม
เซี่ยอีฉานพูดอย่างลำบากใจ “นายท่าน …หรือว่าท่านไม่กลัวสิ่งนี้หรือ?”
“นี่เรียกว่าน่ากลัวหรือ?” ลู่เฉินจ้องมองเซี่ยอีฉาน
เซี่ยอีฉานพูดไม่ออกทันที และในขณะนั้นเลือดบนพื้นหิมะได้หลอมรวมกันขึ้นมา จากนั้นก็กลายเป็นมนุษย์หิมะที่ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือด อีกทั้งในมือยังถือทวนชี้มายังคนทั้งสาม “ที่นี่คือลัทธิมารเหมันต์ หากไม่ได้เป็นศิษย์จงรีบออกไปซะ!”
เซี่ยอีฉานรีบไปยืนด้านหลังลู่เฉินทันที และพูดกับชายหนุ่ม “นายท่าน นี่คือสาวกโลหิตของพวกเขา หรือที่เรียกว่าผู้พิทักษ์โลหิต”
ลู่เฉินขานรับ แต่ไม่ได้สนใจมากนัก
เมื่อเห็นชายหนุ่มไม่กลัว เซี่ยอีฉานจึงไม่พูดใด ๆ ต่อ ส่วนหั่วเตาหลางจึงมองไปยังลู่เฉิน “นายท่าน มอบให้ข้าเถิด”
“อืม จัดการได้ตามสบาย”
“ขอรับ” หั่วเตาหลางพูดจบ จึงดึงกระบี่เพลิงทั้งสองเล่มออกมา
เมื่อคนผู้นั้นเห็นว่าหั่วเตาหลางยังกล้าลงมือ จึงตะโกนขึ้นมา “รนหาที่ตาย!”
พูดจบ คนผู้นั้นก็ส่งเสียงร้องประหลาดออกมา จากนั้นบนพื้นหิมะรอบ ๆ จึงค่อย ๆ หลอมรวมผู้พิทักษ์โลหหิตจำนวนมากออกมา และแต่ละคนยังดูมีแสงสีเลือดสว่างวาบขึ้น ศาสตราวุธที่นำออกมาเองก็มีหลายรูปแบบ
“อย่างไรกัน กลัวหรือไม่?” ผู้พิทักษ์โลหิตคนนั้นมองไปยังหั่วเตาหลางและคนอื่น ๆ พลางตะโกนถาม
หั่วเตาหลางไม่กลัว จากนั้นกระบี่ทั้งสองของเขาก็เริ่มเคลื่อนไหว เพลิงมากมายพุ่งออกไปชนเข้ากับคนเหล่านั้น ต่อมาคนเหล่านั้นก็รู้สึกราวกับ ไอมารภายในร่างกายถูกเผาไหม้
เรื่องนี้ทำให้ผู้พิทักษ์โลหิตเหล่านั้นตกตะลึงขึ้นมา ก่อนทั้งหมดต่างถอยออกไป
เซี่ยอีฉานคิดไม่ถึงว่าเคล็ดวิชากระบี่ของหั่วเตาหลาง จะใช้ได้กับผู้ฝึกฝนวิถีมาร
เห็นได้ชัดว่าผู้พิทักษ์โลหิตเหล่านั้นไม่สนใจ และหลังจากถอยออกไปได้ระยะหนึ่งอย่างรวดเร็ว ก็สวมเกราะสีเลือดทีละคน
เซี่ยอีฉานตกตะลึง “ไม่ดีแล้ว พวกเขาสวมเกราะมารโลหิต!”