ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 773 สตรีผู้ดำรงตำแหน่งประมุขมานานสามหมื่นปี
บทที่ 773 สตรีผู้ดำรงตำแหน่งประมุขมานานสามหมื่นปี
ลู่เฉินพลันนึกถึงเป็ดปีศาจ จึงยิ้มพลางพูดกับม่อเหรินว่า “ให้ท่านประมุขของพวกเจ้าปรากฏตัวมาเถอะ บางที… ข้าอาจจะ ‘ดูแล’ เขาได้เหมือนกัน”
ม่อเหรินพลันเย้ยหยันใส่อีกฝ่าย “ท่านประมุขของพวกเรา… มิใช่ว่าใครอยากพบก็พบได้หรอกนะ!”
ลู่เฉินเห็นว่ากระทั่งผู้อาวุโสใหญ่ก็ยังดื้อรั้นเช่นนี้ จึงกล่าวเสียงเรียบว่า “ถ้าเขาไม่ออกมา งั้นพวกเจ้าก็เตรียมเจอปัญหาใหญ่ได้เลย”
ม่อเหรินฮึดฮัดตอบ “เจ้าเด็กน้อย แม้เจ้าจะเก่ง แต่หากคิดจะจัดการพวกเราน่ะ… ยังห่างไกลนัก!”
ลู่เฉินแย้มยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเรียกแผ่นหินฉวิญญาณออกมา
ทันใดนั้นทุกคนก็รู้สึกได้ว่าพลังวิญญาณ ภายในตัวพวกเขากำลังสั่นสะท้าน และเหมือนจะถูกดึงออกไป
ม่อเหรินตกใจพลางรีบตะโกน “ถอย! เร็วถอยไป!”
ทุกคนรีบล่าถอยหายเข้าไปในถ้ำทันที
ลู่เฉินยังไม่รีบตามออกไป แต่กลับตรวจสอบรอบ ๆ ถ้ำ ก่อนจะวาดอักขระเอาไว้โดยรอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครหลบหนี หรือใช้วิชาเร้นกายหนีไปได้
…
ในขณะเดียวกัน ม่อเหรินนำพาคนของตนมาถึง อุโมงค์เล็กแห่งหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตามมา เขาถึงถอนหายใจโล่งพร้อมสบถ “ไอ้สารเลว!”
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตรีบร้อนถาม “ผู้อาวุโสใหญ่ พวกเราจะทำอย่างไรกันดี?”
ม่อเหรินโกรธจัด “จะทำอย่างไร? ก็เพราะเจ้านั่นแหละก่อเรื่อง!”
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตรีบแก้ต่าง “ข้าเองก็ไม่คิดว่าเขาจะกล้า บุกมาถึงลัทธิของพวกเราเช่นนี้!”
ม่อเหรินเผยสีหน้าหนักใจ “เขาจะต้องมีจุดประสงค์อื่นแน่ มิใช่แค่เรื่องเจ้า ไม่เช่นนั้นแค่พวกเราส่งตัวเจ้าไป เขาก็น่าจะต้องยอมถอนตัวไปแล้วสิ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตก็เผยใบหน้าซีดเผือด “งั้น… จะทำอย่างไรดี?”
ม่อเหรินกัดฟัน “ไป! ไปหาท่านประมุข แล้วให้ท่านตัดสิน!”
พูดจบ เขาก็พาคนทั้งหมดไปถึงหน้าประตูหินใหญ่ และเมื่อผลักเข้าไป ด้านในก็ปรากฏลูกแก้วสีม่วงเรืองแสงอยู่กลางอากาศ
ม่อเหรินก้มศีรษะคารวะทันที “ท่านประมุข”
คนอื่น ๆ เองก็รีบก้มคำนับพร้อมกัน “ท่านประมุข”
ทันใดนั้นเสียงหญิงสาวก็ดังออกมาจากลูกแก้ว “ข้ากำลังปิดด่านพลัง พวกเจ้ามาที่นี่ทำไมกัน?”
หลังจากนั้นม่อเหรินจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง และเมื่อประมุขหญิงฟังจบก็รู้สึกแคลงใจ “คิดจะทำลายลัทธิของข้างั้นหรือ?”
“ขอรับ”
“เขาเป็นใคร มาจากที่ไหนกกัน?” นางถามต่อ
ม่อเหรินให้ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตเล่าอย่างละเอียด แม้เขาจะไม่เต็มใจ แต่ก็ต้องเล่าเหตุการณ์ทุกอย่าง
และเมื่อฟังจบ น้ำเสียงเย็นชาของประมุขหญิงก็ดังขึ้น “พวกเจ้าใช้ทุกวิถีทางแล้วหรือ?”
“ใช้หมดแล้ว แต่ก็ยังทำอะไรเขาไม่ได้ขอรับ” ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตกล่าวด้วยความขมขื่น
“เช่นนั้น… ข้าจะเจรจากับเขาเอง”
ลูกแก้วสีม่วงปลดปล่อยคลื่นพลัง จากนั้นเสียงของนางก็แพร่กระจายไปทั่วถ้ำ จนไปถึงหูของลู่เฉิน
ลู่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางพึมพำ “เสียงสตรี?”
เขาปล่อยต้วนเสี่ยออกมา
หลังจากต้วนเสี่ยเห็นซากเสือกินวิญญาณ ถูกดูดจนร่างแห้งเกลื่อนถ้ำก็ตกใจ “ท่าน… นี่มัน…”
ลู่เฉินส่ายหน้า “ไม่ต้องสนใจ ข้าเรียกเจ้ามาเพราะอยากถาม ประมุขของพวกเจ้าเป็นสตรีงั้นหรือ?”
“ขอรับ” ต้วนเสี่ยตอบรับ
“เล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ”
ต้วนเสี่ยรีบอธิบาย “นางมีนามว่าถังอิง เป็นผู้ครองตำแหน่งประมุขมานานถึงสามหมื่นปี!”
“โอ้? สามหมื่นปีเลยงั้นหรือ?” ลู่เฉินเลิกคิ้ว
“ขอรับ เมื่อสามหมื่นปีก่อนท่านประมุขคนเก่า เลือกนางสืบทอดตำแหน่ง และนับแต่นั้นมานางก็นำพาลัทธิจนกลายเป็น หนึ่งในกลุ่มพลังอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งพื้นที่ที่เจ็ด”
ชายหนุ่มยิ้มพลางเอ่ย “ไปกันเถอะ ข้าอยากพบนางสักหน่อย”
“ท่าน…พูดจริงหรือ!” ต้วนเสี่ยหน้าถอดสี
แต่ลู่เฉินไม่สนใจและก้าวเดินไปข้างหน้า ต้วนเสี่ยจึงต้องตามไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
ไม่นานก็ถึงประตูหินบานใหญ่ซึ่งเปิดออก ภายในเต็มไปด้วยเหล่าอาวุโ สและกลิ่นอายปีศาจอัดแน่น
กลางห้องมีลูกแก้วสีม่วงลอยอยู่ และเสียงหญิงสาวเมื่อครู่ก็ดังมาจากภายในนั้น
เมื่อม่อเหรินเห็นลู่เฉิน เขาก็รีบร้องบอก “ท่านประมุข ก็คือเขา!”
“ข้ารู้อยู่แล้ว” เสียงหญิงสาวเอ่ยอย่างเย็นชา
บรรดาผู้อาวุโสพากันเย้ยหยัน “เจ้าหนุ่ม เจ้ากล้ามากนะที่บุกเข้ามาถึงที่นี่!”
“วันนี้เจ้ามาแล้ว ก็อย่าหวังจะได้กลับออกไป!”
“เมื่อครู่เจ้าไม่ใช่อวดดีอยากทำลายลัทธิของเราหรือ? เช่นนั้นก็ลองดูสิ!”
“ตอนนี้ท่านประมุขของพวกเราอยู่ตรงนี้แล้ว ข้าอยากดูนักว่าเจ้าจะยังกล้าพูดเช่นนั้นอีกหรือไม่!”
ทว่าลู่เฉินกลับหัวเราะเบา ๆ และเอ่ย “งั้นให้นางออกมาเถอะ ข้าจะได้ขอ ‘คำชี้แนะ’ จากนางสักหน่อย”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนโกรธ และคิดว่าเขาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
แต่ประมุขสตรีกลับเอ่ยถามตรง ๆ “เด็กน้อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?”
ลู่เฉินตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “ประมุขแห่งลัทธิมารเหมันต์ ถังอิง”
ท่านประมุขหัวเราะเบา ๆ “ในเมื่อเจ้ารู้อยู่แล้วว่าข้าคือใคร แต่เหตุใดเจ้าจึงยังกล้ามาก่อเรื่องกับลัทธิของข้า?”
ลู่เฉินยิ้ม “เพราะพวกเจ้าคือคนที่มาก่อกวนข้าก่อน ข้าย่อมต้องตอบแทนให้สิ้น ทั้งเขาและลัทธิของเขา!”
ท่านประมุขย้อนถาม “แต่ถ้า… ข้ายอมมอบตัวเขาให้เจ้า เจ้าจะยอมละเว้นลัทธิข้าได้หรือไม่?”
ลู่เฉินหัวเราะ “ข้ากล่าวกับผู้อาวุโสใหญ่ไปแล้ว แต่เขาไม่ยอมฟัง!”
ท่านประมุขถอนหายใจ “เช่นนั้นก็เท่ากับ… ไม่อาจเจรจาได้สินะ?”
“แน่นอน!”
ท่านประมุขเอ่ยเสียงเย็น “เด็กน้อย เจ้าคิดให้ดี หากสู้กับลัทธิข้าจริง เจ้าจะไม่มีทางมีจุดจบที่ดีแน่”
แต่ลู่เฉินกลับหัวเราะ “พูดมากไปก็ไร้ค่า มาลงมือมาเถอะ ไม่งั้นก็อย่าเสียเวลา”
เหล่าอาวุโสรอบข้างต่างโกรธและก่นด่า
“เจ้านี่มันอวดดีนัก!”
“ท่านประมุขของเรามีพลังร้ายกาจ ยิ่งกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้!”
“ใช่ เพียงแค่หนึ่งกระบวนท่าของท่านประมุข ก็พอจะสังหารเจ้าได้ทันทีแล้ว!”
…
ลู่เฉินเพียงถอนหายใจ “ได้โปรด… อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำซาก”
ม่อเหรินกับพวกโกรธจนพูดไม่ออก และสุดท้ายถังอิงก็กล่าวเสียงเย็นว่า “ถ้าเช่นนั้น… ข้าจะส่งเจ้าไปตายเอง!”
ลูกแก้วสีม่วงส่องแสงวูบไหว ก่อนจะปลดปล่อยก้อนศิลาออกมา จากนั้นก้อนศิลานั้นก็กลายเป็นร่างบุรุษ เขาราวกับเป็นหุ่นเชิด
บุรุษคนนั้นยกมือขึ้น จากนั้นก็ก่อเกิดเป็นม่านพลังสีม่วง พวกมันเข้ามาล้อมรอบลู่เฉิน พร้อมบีบอัดเข้ามา
ต้วนเสี่ยที่เห็นดังนั้นตกใจแทบขาดใจ ขณะที่ผู้อาวุโสทั้งหลายกลับยิ้มยินดี
แต่ลู่เฉินกลับยืนนิ่ง และเอ่ยอย่างเย้ยหยัน “แค่นี้เองหรือ?”
ท่านประมุขไม่เข้าใจ “เจ้าหมายความว่าอะไร?”
“ข้าหมายถึง… มันอ่อนแอเกินไป”
“หึ อย่าเพิ่งใจร้อน นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น” ท่านประมุขหัวเราะอย่างน่าหวาดหวั่น