ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 802 อาวุธวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ กระบี่วิญญาณกิเลน กระบี่อาถรรพ์
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 802 อาวุธวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ กระบี่วิญญาณกิเลน กระบี่อาถรรพ์
บทที่ 802 อาวุธวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ กระบี่วิญญาณกิเลน กระบี่อาถรรพ์
ใครจะทราบว่าเมื่อลู่เฉินเดินเข้าไป กลับไม่เป็นอะไรเลย อีกทั้งยังดึงพิษเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกาย ทำให้พิษในบริเวณที่ชายหนุ่มยืนอยู่จางลงทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้น นักบวชชราถึงกับตกตะลึง “ข้าอยู่ที่นี่มานานหลายปี แต่กลับยังไม่เคยเห็นผู้ใดประหลาดเช่นนี้มาก่อน”
“เจ้าอยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้ว?” ลู่เฉินมองไปทางนักบวชชราผู้นั้น
นักบวชชราตอบอย่างเก้อเขิน “ห้าถึงหกหมื่นปีแล้ว”
“อ้อ? นานถึงเพียงนั้นเชียว?”
“ใช่ แต่โชคดีที่ที่นี่มีผลไม้วิเศษอยู่บ้าง กินแล้วช่วยเพิ่มอายุขัย มิเช่นนั้น…” นักบวชชรากล่าวอย่างโล่งอก
ลู่เฉินมองอีกฝ่าย “เจ้าบอกว่าตนเองเป็นเจ้าของที่นี่ เช่นนั้นคงได้รับการยอมรับจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งกระมัง?”
นักบวชชราตกใจ เพราะเขาไม่คิดว่าลู่เฉินจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
“มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังจะปิดบังอีกหรือ?” ชายหนุ่มมั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องคุ้นเคย กับพื้นที่รอบ ๆ หอทะเลภูเขาเป็นอย่างดี ไม่เช่นนั้นคงไม่รู้ในทันทีว่า คนทั้งสองซ่อนตัวอยู่ที่ใด
นักบวชชราลังเลก่อนตอบ “เอ่อ…”
“วางใจเถิด ข้าจะไม่แย่งชิง” คำพูดของลู่เฉินทำให้นักบวชชราโล่งอก
ถังอิงถึงกับเหน็บแนมนักบวชชรา “ช่างขี้ขลาดจริง ๆ”
“เด็กหญิง ในการมีชีวิตรอดในพื้นที่ที่เจ็ดแห่งนี้ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะระมัดระวัง เข้าใจหรือไม่?” นักบวชชราเต็มไปด้วยความจริงจังขณะกล่าว
แต่ถังอิงกลับไม่เชื่อ ส่วนลู่เฉินมองไปทางนักบวชชรา “พูดมา”
นักบวชชราหันไปมองลู่เฉินทันที “ตอนที่ข้ามาที่นี่ครั้งแรก ที่นี่มีโคมไฟอยู่หนึ่งดวง และหลังจากข้าได้ดูดซับพลังของโคมไฟนั้น ข้าก็กลายเป็นเจ้าของที่นี่และไม่เคยออกไปอีกเลย”
“เจ้าเป็นคนของวังทะเลภูเขาเช่นกันหรือ?”
“เมื่อหลายหมื่นปีก่อน ข้าเคยเป็นเจ้าตำหนักคนหนึ่งของวังทะเลภูเขา แล้วเข้ามาที่นี่” นักบวชชราสารภาพอย่างตรงไปตรงมา
ลู่เฉินเข้าใจแล้วจึงถาม “ถ้าเช่นนั้นพูดอีกอย่างก็คือ เจ้าไม่เคยเข้าไปข้างในนี้?”
“ไม่เคย!”
ลู่เฉินพยักหน้าแล้วมองไปทางพวกเขา “งั้นพวกเจ้ารออยู่ที่นี่”
พูดจบ ชายหนุ่มก็เตรียมจะเข้าไปข้างใน แต่ถังอิงกลับพูดอย่างเด็ดขาด “ข้าเองก็ไม่กลัวพิษเช่นกัน”
จากนั้นก็เห็นหญิงสาวเดินเข้าไปด้วย
ตอนนี้รอบตัวถังอิงมีแสงสีม่วงห่อหุ้มอยู่ ทำให้พิษเหล่านั้นไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายนางได้ และเมื่อลู่เฉินเห็นก็ยิ้ม “ใช้สมบัติวิญญาณสินะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว” ถังอิงพูดอย่างภาคภูมิใจ
ลู่เฉินจำต้องเงียบแล้วเก็บเป็ดมาร จากนั้นก็เข้าไปข้างใน
ถังอิงรีบตามไป ส่วนนักบวชชราถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ดีที่เดินจากไปแล้ว”
จากนั้นนักบวชชราก็รีบหลบหนีไป ด้วยกลัวจะพัวพันกับลู่เฉินคนประหลาดผู้นี้อีก
อย่างไรก็ตาม ลู่เฉินและคนที่อยู่ข้างในนั้น หลังจากเดินไปได้ระยะหนึ่งก็เห็นม่านพลังสีเขียว
ภายในนั้นมีอยู่สองคน
คนหนึ่งคืออวิ๋นเมิ่งหนิง ส่วนอีกคนคือชายชราที่มีเพียงวิญญาณ และเห็นได้ชัดว่าชายชราผู้นี้คือเจ้าสำนัก
ทว่าเหนือศีรษะของเจ้าสำนักผู้นี้มีกระบี่สีดำเล่มหนึ่ง กระบี่นั้นกำลังหมุนวน และวิญญาณของเจ้าสำนักดูเจ็บปวดมาก
ถังอิงสงสัย “พวกเขากำลังทำอะไรกัน?”
“กำลังทำให้วิญญาณของเจ้าสำนักผู้นี้ กลายเป็นศาสตราวุธวิญญาณ”
“อะไรนะ!?” ถังอิงตกใจ ขณะที่อวิ๋นเมิ่งหนิงเห็นพวกลู่เฉินแล้ว จึงหันมามองคนนอกม่านพลังพลางยิ้มและพูดว่า “ไม่นึกว่าพวกเจ้าจะตามมาเจอ”
ลู่เฉินจ้องมองอวิ๋นเมิ่งหนิงผู้นี้ “ภารกิจนี้เจ้าเป็นคนประกาศ”
เมื่อถูกจับได้ อวิ๋นเมิ่งหนิงจึงพูดตรง ๆ ออกไปเลยว่า “ใช่”
“อู่กู่เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้า?” ชายหนุ่มถามอวิ๋นเมิ่งหนิงต่อ
อวิ๋นเมิ่งหนิงยืนเอามือไพล่ไว้ด้านหลัง นางมองลู่เฉินพลางหัวเราะ “ไอ้หนู เจ้าสั่งให้ข้าบอก ข้าก็ต้องบอกเจ้าด้วยหรือ?”
“งั้นต้องรอให้ข้าจับเจ้าให้ได้ก่อน” ลู่เฉินจ้องมองอวิ๋นเมิ่งหนิงพลางกล่าว
“ไร้ประโยชน์ ต่อให้เจ้าเป็นเซียน ก็ยังไม่แน่ว่าจะบุกเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ได้” อวิ๋นเมิ่งหนิงกล่าวอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม
ลู่เฉินเดินเข้าไป ทว่าแสงสีเขียวสิ่งประหลาดลึกลับ ก็ผลักให้เขาถอยกลับมา ส่วนถังอิงถามด้วยความห่วงใย “เป็นอย่างไรบ้าง ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
“ไม่มีอะไร” ชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจ อีกทั้งยังปัดฝุ่นบนตัวพลางยิ้ม
ถังอิงจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
อวิ๋นเมิ่งหนิงหัวเราะเยาะ “เป็นอย่างไร รู้แล้วใช่หรือไม่ว่าที่นี่ไม่ธรรมดา”
ลู่เฉินมองแล้วกล่าวว่า “ก็แค่มีอักขระยันต์เพิ่มมาเท่านั้นเอง”
“เจ้าคิดว่านี่เป็นแค่อักขระยันต์ธรรมดาหรือ?” อวิ๋นเมิ่งหนิงหัวเราะเสียงประหลาด
“ข้ารู้ มันเป็นอักขระยันต์เซียนชนิดหนึ่ง แต่เป็นเพียงของที่ไม่สมบูรณ์เท่านั้น” เขากล่าวราวกับมองทะลุทุกอย่างได้
อวิ๋นเมิ่งหนิงเห็นลู่เฉินจำได้ จึงยั่วยุ “รู้ด้วยหรือ งั้นเจ้าก็ควรรู้ว่ามันน่ากลัวแค่ไหน”
“น่ากลัวก็น่ากลัว แต่ไม่มีผลอะไรกับข้าหรอก” ชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
“ไม่มีผลงั้นหรือ? หรือว่าเจ้าคิดว่าตัวเองจะเข้ามาได้?” อวิ๋นเมิ่งหนิงเยาะเย้ย
ลู่เฉินไม่ได้พูดอะไร แต่กลับลงมือจัดการกับอักขระยันต์
อวิ๋นเมิ่งหนิงที่มองดูอยู่พูดขึ้นมาว่า “อย่ามาเสแสร้งแสดงไปเรื่อยหน่อยเลย ไม่มีประโยชน์หรอก!”
ถังอิงตอบกลับไปว่า “เจ้าว่าไม่มีประโยชน์ ก็ต้องไม่มีประโยชน์งั้นหรือ?”
“นั่นไม่ใช่คำถามโง่ ๆ หรือ?” อวิ๋นเมิ่งหนิงพูดอย่างมั่นใจ
ทว่าถังอิงกลับเชื่อในลู่เฉินและเดินมาถามข้าง ๆ ชายหนุ่มว่า “เจ้าหนู เจ้าสามารถทำลายสิ่งนี้ได้หรือไม่?”
“ง่ายมาก” ลู่เฉินตอบ
“ง่ายหรือ?” ถังอิ๋งถามอย่างสงสัย
อวิ๋นเมิ่งหนิงหัวเราะเยาะ “ช่างหยิ่งผยองจริง ๆ!”
ในเวลานั้นเอง ชายหนุ่มเดินผ่านสิ่งประหลาดลึกลับเข้าไปด้านใน ทำให้สีหน้าของอวิ๋นเมิ่งหนิงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด นางจ้องมองลู่เฉินเขม็ง “ไอ้หนู เจ้า… เจ้าเข้ามาได้อย่างไร!”
“ข้าบอกแล้วว่าสามารถทำลายมันได้” ลู่เฉินมองนางพร้อมรอยยิ้ม
อวิ๋นเมิ่งหนิงรีบหยิบเม็ดยาที่ใช้หนีออกมาทันที แต่หลังจากกินเม็ดยาเข้าไปแล้ว นางกลับพบว่าตนเองไม่สามารถหนีออกไปจากที่นี่ได้ ทำให้นางตกใจมาก “เกิดอะไรขึ้นกันแน่!?”
“ข้าดัดแปลงอักขระยันต์เซียนที่ไม่สมบูรณ์นี้เล็กน้อย ดังนั้นต่อให้เจ้าใช้เม็ดยาหรือวิธีการใด ๆ ในการหนี ก็ไม่มีประโยชน์” เขาอธิบายถึงสาเหตุทีละข้อ
อวิ๋นเมิ่งหนิงตกใจจนมึนงง และถอยหลังไปทีละก้าว แต่สิ่งประหลาดลึกลับนี้มีขนาดเล็ก ถึงนางจะอยากหนีก็ไม่มีทางเลย ทำได้เพียงรักษาระยะห่างกับลู่เฉินไว้หลายก้าว แล้วเอ่ยเตือนว่า “ไอ้หนู เจ้าควรปล่อยข้าไปจากที่นี่โดยเร็ว ไม่เช่นนั้น…”
“ไม่เช่นนั้นอะไร? ข้าอยากเห็นนักล่ะ” ลู่เฉินมองอวิ๋นเมิ่งหนิงพลางยิ้ม
อวิ๋นเมิ่งหนิงชี้ไปทางเจ้าสำนัก “หากเจ้าไม่ปล่อยข้าออกไป ข้าจะปลุกเขา ให้เขาปลดปล่อยพลังอันทรงพลัง”
“เขาหรือ?” ชายหนุ่มยิ้มอย่างดูแคลน
“ใช่ ตอนนี้เขากำลังหลอมรวมกับกระบี่เล่มนี้ และข้าเพียงออกคำสั่งเดียว เขาก็จะตื่นขึ้นมา จากนั้นในสายตาเขาจะมีแต่การสังหาร” อวิ๋นเมิ่งหนิงเตือน
ลู่เฉินพลันแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย “เจ้าดูถูกข้าเกินไปแล้ว!”
หลังเห็นลู่เฉินไม่เชื่อ อวิ๋นเมิ่งหนิงก็ร้อนใจ “ข้าไม่ได้ล้อเล่นกับเจ้า!”
“เจ้าคิดว่าข้ากำลังล้อเล่นกับเจ้าหรือ?”
อวิ๋นเมิ่งหนิงโกรธจนกัดฟัน “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จำต้องส่งเจ้าไปแล้ว!”
พูดจบ อวิ๋นเมิ่งหนิงก็ลงมือ
เห็นเพียงอวิ๋นเมิ่งหนิงปล่อยกระแสพลังสีเขียวออกมา และตกลงบนวิญญาณของเจ้าสำนักผู้นี้ เจ้าสำนักลืมตาขึ้นมาทันที ทว่าดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ และยังแผ่พลังอำนาจอันทรงพลัง
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเจ้าสำนักยื่นมือออกมา จากนั้นกระบี่สีดำเล่มนั้นก็ตกลงบนมือเขา และปล่อยกลิ่นอายซากศพอันทรงพลังออกมา
ถังอิงตกใจ “เป็นกระบี่ที่ทรงพลังจริง ๆ!”
ลู่เฉินจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “กระบี่วิญญาณกิเลน”
“เจ้ารู้จักมันด้วยหรือ ถ้าเช่นนั้นก็น่าจะรู้ว่ามันน่าสะพรึงกลัวเพียงใด!” อวิ๋นเมิ่งหนิงแค่นเสียงพูด
ลู่เฉินไม่สนใจ แต่ถังอิงกลับตกใจ “อะไรนะ!? กระบี่วิญญาณกิเลน อาวุธลึกลับอันดับสามในบรรดาอาวุธวิญญาณ?”