ตำนานราชาแห่งทหารรับจ้าง - ตอนที่ 59: จอมเวทย์ผู้ถูกกดขี่
ทันทีที่เหล่านักเวทออกจากห้อง กิลเลียนก็หันมาถามกิสเลนด้วยสีหน้าฉงน
“นายท่าน สิ่งที่ท่านหมายถึงนักเวทส่วนตัวนี่คืออะไร? ท่านไม่ได้วางแผนจะจ้างนักเวทไม่ใช่หรือ?”
กิลเลียนและเบลินดาต่างทราบเกี่ยวกับแผนของกิสเลนที่จะจ้างนักเวท เพราะเขาได้อธิบายไว้คร่าว ๆ ก่อนหน้า ถึงอย่างนั้นทั้งสองก็ไม่ได้คาดคิดว่าการเจรจาจะสำเร็จลุล่วงไปเช่นนี้
“อืม…มันก็แค่ผลประโยชน์เสริม พวกเขาไม่สามารถหานักเวทครบสิบคนให้เราได้ ฉันก็เลยได้สิ่งอื่นแทน”
“แต่ผู้อาวุโสพูดเหมือนว่านางไม่ได้มีความสามารถอะไร แถมส่วนใหญ่ทำแต่งานจิปาถะ ท่านมั่นใจหรือว่านางเหมาะสม?” กิลเลียนถามด้วยความกังวล
“ไม่เป็นไรหรอก มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคน ๆ นั้นมีพรสวรรค์แค่ไหน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เขาอย่างไร”
เมื่อได้ยินคำตอบที่มั่นใจของกิสเลน กิลเลียนจึงหยุดถามต่อ มันไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะตั้งคำถามถึงการตัดสินใจของเจ้านาย เขาทำได้เพียงหวังว่าคนที่เพิ่มเข้ามาจะไม่กลายเป็นภาระ
ในขณะเดียวกัน เคาอาร์ที่เงียบฟังอยู่ตลอด กลับมีสีหน้าฉงน
การได้เพียงแค่คนรับใช้หนึ่งคนมาแทนนักเวทสี่คนที่ขาดหาย ดูเหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนที่แย่อย่างชัดเจน และการแต่งตั้งคนรับใช้เป็นนักเวทส่วนตัวของขุนนาง? นั่นมันแทบจะไม่เคยได้ยินมาก่อน
‘เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?’
สุดท้าย เคาร์อาร์ไม่ได้สนใจว่าใครจะถูกเลือกเป็นนักเวทส่วนตัวหรือว่าการเจรจาจะทำให้เกิดการสูญเสียอะไร เขาเพียงแค่สงสัยถึงแผนของกิสเลน แม้เขาจะรู้ว่ากิสเลนไม่ได้มีหน้าที่ต้องอธิบายอะไรให้เขาฟัง
ถึงอย่างนั้นก็ยังมีบางสิ่งที่เขาจำเป็นต้องได้รับคำชี้แจง
“นายท่าน เรื่องนี้มันเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามดินแดนจริงหรือ?”
“ใช่แล้ว การเตรียมตัวไว้ไม่เสียหาย” กิสเลนตอบ
“การซ่อนที่มาของนักเวทจากหอคอยนั้นเข้าใจได้ แต่การประกาศอย่างเปิดเผยว่าเราได้จ้างนักเวทรับจ้างอย่างน้อยก็น่าจะช่วยได้ไม่ใช่หรือ? หากเราแสดงให้เห็นว่าเราฝึกกองทัพพร้อมด้วยรูนสโตน มันอาจช่วยข่มขวัญไม่ให้ใครกล้าบุกเรา”
ข้อเสนอของเคาอาร์มีเหตุผล บางครั้งการแสดงพลังให้เห็นชัดเจนอาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดสงครามได้ตั้งแต่แรก
แต่ตรรกะนั้นใช้ไม่ได้ในสถานการณ์นี้
ตระกูลเดลฟีนจะบุกเพอร์เดียมไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม การมีนักเวทจ้างวานเพียงไม่กี่คนคงไม่อาจข่มขวัญพวกเขาได้ ตรงกันข้าม พวกเขาอาจหัวเราะเยาะเสียด้วยซ้ำ
เพอร์เดียมยังอ่อนแอในทุกด้าน ดังนั้นหนทางเดียวที่จะชนะได้คือต้องเก็บซ่อนกำลังที่แท้จริงไว้
“ตอนนี้ ข้าอยากเก็บกำลังของเราไว้ก่อน เจ้าเองก็ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับด้วย เคาอาร์”
“ก็อย่างที่ข้าบอกนั่นแหละ ตราบใดที่ได้เงิน ข้าก็เงียบได้ทุกเรื่อง ต่อให้ถามว่าวันนี้เมียข้าใส่ชุดชั้นในสีอะไร ข้าก็จะบอก” เคาอาร์ตอบพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
กิสเลนหัวเราะเบา ๆ กับคำตอบนั้น
ในจังหวะนั้นเอง ฮิวเบิร์ตและเหล่าผู้อาวุโสก็กลับเข้ามาในห้อง นำพากลุ่มนักเวทเข้ามาด้วย
นักเวทหกคนแต่งกายด้วยเสื้อคลุมหรูหรา และแสดงสีหน้ามั่นใจ
เบื้องหลังพวกเขา มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ด้วยท่าทีอึดอัด เธอขยับตัวไปมาอย่างประหม่า
‘นั่นไง คนที่ข้าตามหา’
ทันทีที่กิสเลนมองเห็นเธอ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นความโล่งใจและยินดีอย่างแท้จริง
หญิงสาวคนนั้นดูเหมือนจะมีอายุราว ๆ ยี่สิบต้น ๆ เธอมีผมสีแดงเข้มที่ยุ่งเหยิง และเสื้อคลุมของเธอช่างเก่าและสกปรก ต่างจากนักเวทคนอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง
ใบหน้าของเธอแสดงถึงความกังวลและความไม่มั่นใจ ขณะที่เธอหันมองไปรอบ ๆ นั่นยิ่งบอกชัดถึงสถานะอันต่ำต้อยที่เธอได้รับจากหอคอย
ฮิวเบิร์ตยิ้มขณะกล่าวแนะนำกลุ่มนักเวทให้กิสเลน
“นี่คือนักเวทที่จะช่วยเหลือเจ้าในปีนี้ ข้าได้เน้นย้ำเรื่องความลับเป็นอย่างดี เจ้าไม่ต้องกังวล”
นักเวทชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกมาแนะนำตัว เขาดูเป็นคนที่มีความสามารถ และยังเป็นผู้นำของกลุ่มแม้จะอายุน้อยกว่าคนอื่น
“ข้าชื่ออัลฟอย ข้าได้รับหน้าที่ให้เป็นผู้นำกลุ่มนักเวท ตามคำสั่งของเจ้าแห่งหอคอย ข้าจะรับใช้ท่านอย่างเต็มที่ ท่านลอร์ด”
คำพูดของเขาดูสุภาพ แต่สีหน้ากลับแฝงความหยิ่งยโสอย่างปิดไม่มิด ชัดเจนว่าเขาทำเพียงเพราะได้รับคำสั่ง และสายตาที่เขามองกิสเลนก็เต็มไปด้วยความดูแคลน
แม้จะเห็นเช่นนั้น กิสเลนกลับไม่ได้ใส่ใจอะไร เหล่านักเวทพวกนี้ก็แค่เครื่องมือชั่วคราวเท่านั้น
“ข้าคือกิสเลน แห่งแคว้นเพอร์เดียม ข้าขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือของพวกท่าน เจ้าต้องเป็นคนที่มีความสามารถมากทีเดียว ที่ได้เป็นนักเวทขั้น 3 ในวัยที่ยังหนุ่มเช่นนี้”
ก่อนที่อัลฟอยจะตอบ ฮิวเบิร์ตไอขัดจังหวะและตอบแทนทันที
“ไม่ใช่ข้าจะอวดนะ แต่อัลฟอยถือเป็นคนที่มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของหอคอยเรา ในวัยเดียวกันนี้ไม่มีใครเทียบเขาได้ ข้าให้การสนับสนุนเขาอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ”
หนึ่งในผู้อาวุโสรีบเสริมทันที
“อัลฟอยเป็นศิษย์เอกของเจ้าแห่งหอคอย และจะเป็นผู้สืบทอดของหอคอยเราในอนาคต เราจึงส่งตัวที่ดีที่สุดให้ท่าน”
ในความเป็นจริง พวกเขาไม่มีทางเลือกนัก จึงจำเป็นต้องส่งศิษย์เอกมา แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ถือโอกาสใช้โอกาสนี้โอ้อวด
“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าไม่คาดคิดเลยว่าจะได้รับเกียรติส่งตัวศิษย์ของท่านมา ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง” กิสเลนตอบด้วยรอยยิ้มสุภาพ แม้ว่าในใจจะไม่ได้ประทับใจอย่างที่พูดออกไป
เพราะนักเวทที่เขาต้องการจริง ๆ คือคนอื่น
แต่การชมเชยไม่ได้เสียอะไร และมันก็มักได้ผลดีเสมอ
“ผู้สืบทอดแห่งหอคอย…ฟังดูน่าเชื่อถือ ข้าหวังเราจะร่วมงานกันได้อย่างราบรื่น”
อัลฟอยโค้งคำนับเล็กน้อย แต่สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงถึงความถ่อมตน
“ท่านสามารถพูดคุยกับข้าได้ตามสบาย ข้าจะรับใช้ท่านเต็มที่ตามคำสั่งของเจ้าแห่งหอคอย ท่านคือแขกสำคัญของเรา”
เขาตั้งใจเน้นถึงความใส่ใจจากเจ้าแห่งหอคอย เพื่อให้กิสเลนรู้สึกว่าควรรู้คุณค่าและซาบซึ้งในสิ่งที่ได้รับ
ฮิวเบิร์ตที่ยืนมองอยู่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ขณะที่อัลฟอยเองก็คิดว่าตนทำได้ดีแล้ว
แต่กิสเลนไม่ได้มาจากโลกเดียวกับพวกเขา
“เข้าใจแล้ว ข้าจะฝากงานไว้กับเจ้า เจ้าคงมีงานอีกมากรออยู่ที่แคว้น เพราะฉะนั้นอย่าพึ่งรู้สึกสบายใจเกินไปนัก”
น้ำเสียงเฉยเมยของกิสเลนทำให้อัลฟอยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
โดยปกติเมื่อมีผู้แสดงความเคารพ คนที่ได้รับก็มักจะแสดงน้ำใจตอบกลับ แต่กิสเลนกลับปฏิบัติกับเขาราวกับเป็นเพียงลูกน้องคนหนึ่งโดยไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความนับถือ
อัลฟอยไม่เคยถูกปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะผู้สืบทอดแห่งหอคอย ไม่มีใครกล้าดูแคลนเขา
แต่ขุนนางที่ดูซอมซ่อคนนี้กลับไม่สนใจแม้แต่จะปิดบังท่าทีดูถูกของเขา
‘เจ้าชาวบ้านโง่เขลา… มันไม่รู้ที่ต่ำที่สูงเลยสินะ!’
อัลฟอยโกรธเป็นฟืนเป็นไฟในใจ แต่ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องก้มศีรษะให้ตามมารยาท ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความขุ่นเคือง
‘ข้าจะอดทนไว้เพียงปีเดียว แต่พอข้ากลายเป็นเจ้าแห่งหอคอยเมื่อไหร่ คอยดูว่ามันจะกล้ายืนเหนือข้าได้อีกหรือไม่’
ในขณะที่อัลฟอยกลืนความโกรธลงไป นักเวทคนอื่น ๆ ก็เริ่มทยอยก้าวออกมาแนะนำตัวกับกิสเลนทีละคน
เมื่อทั้งหกคนทักทายเสร็จ หญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับดูลังเล ไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรต่อไป
ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่เห็นดังนั้นก็แสดงท่าทีรำคาญ ก่อนจะผลักเธอออกมาข้างหน้าอย่างไม่ปรานี
“มัวรออะไรอยู่? ไปแสดงความเคารพต่อท่านลอร์ดสิ! เอาแต่กินข้าวเปลืองหอคอยแท้ ๆ แล้วยังไม่รู้จักมารยาทอีก เหอะ”
หญิงสาวเซถลาไปข้างหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความกลัว น้ำเสียงสั่นเครือขณะที่เธอพูด
“ข-ข้าขอคารวะท่านลอร์ด ข…ข้าชื่อวาเนสซ่า”
กิสเลนยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยนก่อนจะยื่นมือออกไป
“ข้าคือกิสเลน แห่งเพอร์เดียม ยินดีที่ได้พบ”
วาเนสซ่าตกใจกับท่าทีของเขา รีบเช็ดมือกับเสื้อคลุมของตัวเองก่อนจะจับมือเขาอย่างประหม่า
เธอก้มศีรษะไม่หยุด ไม่กล้าสบตาเขาแม้แต่น้อย กิสเลนหัวเราะเบา ๆ และพูดขึ้นอีกครั้ง
“ไม่ต้องตึงเครียดขนาดนั้น เจ้าแห่งหอคอยได้อธิบายเรื่องทั้งหมดให้เจ้าฟังแล้วใช่ไหม?”
วาเนสซ่าส่ายหน้าทันที ร่างของเธอสั่นไปทั้งตัว
“ไ-ไม่…ไม่มีใครบอกอะไรข้าเลย… ข้ากำลังทำความสะอาดอยู่ แล้ว…”
เสียงของเธอแผ่วลงเรื่อย ๆ เมื่อไม่แน่ใจว่าจะอธิบายสถานการณ์ของตัวเองอย่างไร กิสเลนขมวดคิ้วก่อนจะหันไปมองฮิวเบิร์ตด้วยสายตาคมกริบ
มันเป็นคำถามที่ชัดเจนโดยไม่ต้องพูดว่า—เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ฮิวเบิร์ตที่รู้สึกถึงความไม่พอใจของกิสเลนรีบกล่าวอธิบายทันที
“ในความเร่งรีบที่จะพาเธอมาที่นี่ พวกข้าไม่มีเวลาบอกอะไรละเอียดนัก วาเนสซ่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าต้องออกจากหอคอยและรับใช้ท่านลอร์ดคนนี้ เข้าใจหรือไม่?”
“อะไรนะ?” วาเนสซ่าอุทานอย่างตกใจ พลางมองฮิวเบิร์ตและผู้อาวุโสด้วยสายตาเหลือเชื่อ
วาเนสซ่ากลัวมาตลอดว่าวันหนึ่งหอคอยอาจทอดทิ้งเธอ แต่ไม่เคยคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้
“อาจารย์ของข้าบอกว่าข้าสามารถอยู่ที่นี่ได้…” น้ำเสียงของวาเนสซ่าสั่นสะท้านเมื่อพูดออกมา แต่ฮิวเบิร์ตก็พูดขัดอย่างเย็นชา
“อาจารย์ของเจ้า โลนาโต ตายไปแล้ว นี่เจ้าจะขัดคำสั่งของเจ้าแห่งหอคอยหรือไง?”
“ไ-ไม่ใช่ แต่…” วาเนสซ่าอ้ำอึ้ง
เมื่อเห็นสีหน้าไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นของกิสเลน ฮิวเบิร์ตจึงรีบเปลี่ยนน้ำเสียงให้ดูอ่อนโยนขึ้น
“นี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับเจ้าไม่ใช่เหรอ วาเนสซ่า? การรับใช้ท่านลอร์ดย่อมดีกว่าทำงานหยาบ ๆ อยู่ในหอคอยใช่ไหมล่ะ?”
“แต่ข้ายังไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบเลย…”
“พอได้แล้ว! ข้าไม่ต้องการฟังข้อแก้ตัวของเจ้า!” ฮิวเบิร์ตตะคอก ขัดเธอก่อนที่เธอจะพูดอะไรไปมากกว่านี้
วาเนสซ่าที่แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่มีสีหน้าเคร่งขรึมพยายามปลอบใจเธอ
“หอคอยดูแลเจ้ามาหลายปีแล้วไม่ใช่เหรอ? เจ้าควรตอบแทนบุญคุณด้วยการรับใช้ท่านลอร์ดสิ”
วาเนสซ่าก้มหน้าลงด้วยความสิ้นหวัง น้ำตาเริ่มเอ่อขึ้นในดวงตาเมื่อความจริงอันโหดร้ายแผ่ซ่านเข้าสู่จิตใจ
ความกลัวที่เลวร้ายที่สุดของเธอได้กลายเป็นจริง—เธอกำลังจะถูกขับไล่ออกจากสถานที่เดียวที่เธอเคยรู้จัก
ตั้งแต่วันที่อาจารย์ของเธอเสียชีวิต เธอต้องใช้ชีวิตอยู่กับความกลัวที่จะถูกโยนออกไป จากเด็กสาวที่เติบโตในหอคอย เธอไม่เคยรู้เลยว่าจะเอาชีวิตรอดในโลกภายนอกได้อย่างไร
เพื่อหลีกเลี่ยงชะตากรรมนั้น เธอถึงกับยอมทำงานหยาบต่าง ๆ แต่ทั้งหมดกลับสูญเปล่า
วาเนสซ่ามองไปที่กิสเลนเพียงแวบเดียวก่อนจะรีบหลุบตาลงอีกครั้ง
‘ข้ากลัวเหลือเกิน…’
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมนายท่านผู้นี้ถึงต้องการตัวเธอ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปยิ่งเพิ่มความหวาดกลัว
‘ข้าอยากเป็นนักเวทมาก… ข้าพยายามหนักมาก…’
น้ำตาเริ่มไหลเอ่อในดวงตาของเธอ
อาจารย์โลนาโตรับเธอมาเป็นศิษย์เพราะความเฉลียวฉลาดของเธอ เขาสอนเวทมนตร์ให้เธอ แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามมากแค่ไหน ร่างกายของเธอก็ไม่สามารถสะสมมานาได้เลย
แม้ว่าเธอจะเก่งในการเรียนรู้ทฤษฎีเวทมนตร์ แต่ร่างกายของเธอไม่สามารถควบคุมพลังงานเพื่อร่ายเวทมนตร์ได้ อาจารย์ของเธอรู้สึกเห็นใจแต่ก็หาทางแก้ไม่ได้
หลังจากที่เขาเสียชีวิต เธอก็ถูกนักเวทคนอื่น ๆ ปฏิบัติเหมือนเป็นตัวถ่วง
ถึงอย่างนั้น วาเนสซ่าก็ไม่เคยยอมแพ้ เธอลดเวลานอนเพื่อค้นหาเหตุผลว่าทำไมเธอถึงใช้เวทมนตร์ไม่ได้ และตั้งใจเรียนรู้ต่อไป
เธอยึดมั่นในความหวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะสามารถร่ายเวทมนตร์ได้เหมือนคนอื่น
‘ข้าไม่อยากออกไป…’
หากเธอออกไปกับลอร์ดผู้นี้ เธอจะไม่สามารถศึกษาเวทมนตร์ได้อีก
แม้ว่าในหอคอยนี้เธอจะถูกปฏิบัติเหมือนคนรับใช้ แต่เธอยังสามารถเข้าถึงความรู้ด้านเวทมนตร์ได้
แต่หากไปอยู่ในคฤหาสน์ขุนนาง เธอจะถูกลดระดับลงไปเป็นเพียงสาวใช้
ความไม่เต็มใจของวาเนสซ่าชัดเจนจากการที่เธอลังเลที่จะตอบ เห็นได้ชัดว่าเธอไม่อยากจากไป ฮิวเบิร์ตที่มองเห็นท่าทางนั้น เริ่มรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้น
“เจ้ายังรออะไรอีก? แสดงความเคารพต่อท่านลอร์ดอย่างเหมาะสมเสียที!”
ฮิวเบิร์ตร้อนใจ หากวาเนสซ่ายังชักช้า กิสเลนอาจเปลี่ยนใจ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ยุ่งยากขึ้นไปอีก
ในความใจร้อนของเขา ฮิวเบิร์ตเผยความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน
“เจ้าคิดว่าจะอยู่ที่นี่เพื่อเรียนเวทมนตร์ต่อไปได้งั้นหรือ หากเจ้าไม่ยอมรับสิ่งนี้?”
วาเนสซ่าหวาดกลัวจนตัวสั่นเมื่อฮิวเบิร์ตขึ้นเสียงใส่เธอ
เหล่าผู้อาวุโสรีบช่วยกดดันเธอเพิ่มเติม
“การไปกับท่านลอร์ดจะดีกว่าสำหรับเจ้าเอง นี่เป็นโอกาสของเจ้า”
“เจ้าเก่งเกินกว่าจะอยู่ที่นี่ทำงานต่ำต้อย นี่คือโอกาสของเจ้า”
“หลังจากที่หอคอยดูแลเจ้ามาหลายปี เจ้าควรตอบแทนบุญคุณเสียบ้าง”
ด้วยคำพูดเหล่านี้ ใบหน้าของวาเนสซ่าก็ซีดเผือด
เห็นได้ชัดว่าการตัดสินใจได้ถูกกำหนดไว้แล้วสำหรับเธอ เธอไม่มีอำนาจที่จะปฏิเสธ
พวกเขาพูดถูกว่าเธอเป็นหนี้บุญคุณหอคอย
“ข้า…ข้าเข้าใจแล้ว…”
แม้ใจเธอจะยอมรับ แต่เสียงของเธอก็ยังสั่นเครือ ขณะที่เธอพยายามพูด น้ำตาก็เอ่อล้นจนกลั้นไม่อยู่
เมื่อเห็นความทุกข์ของเธอ กิสเลนจึงถอนหายใจ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้า
“พวกเจ้าจะทำให้เธอกลัวหากพูดจารุนแรงแบบนี้ ควรพูดให้สุภาพกว่านี้หน่อย”
ฮิวเบิร์ตและเหล่าผู้อาวุโสกลืนน้ำลายและทำเสียงกระแอมอย่างกระอักกระอ่วน หลีกเลี่ยงการสบตากับกิสเลน พวกเขาเพียงต้องการให้เขาพาวาเนสซ่าออกไปโดยเร็ว
กิสเลนย่อตัวลงและตบไหล่วาเนสซ่าเบา ๆ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า วาเนสซ่า ข้าอยากให้เจ้าเป็นจอมเวทของข้า เจ้าจะมาด้วยกันกับข้าได้ไหม?”
วาเนสซ่าเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความลังเลและความไม่แน่ใจ
ในแววตาและสีหน้าของกิสเลนมีบางอย่างที่อบอุ่นและเป็นมิตร ราวกับว่าเขายินดีที่ได้พบเธอจริง ๆ
ความกรุณาเพียงเล็กน้อยนั้นทำให้วาเนสซ่าได้เห็นแสงแห่งความหวัง
ด้วยเสียงที่สั่นเครือ เธอถามขึ้นเบา ๆ
“ถ้าข้าปฏิเสธ… ข้ายังจะอยู่ที่นี่ได้ไหม?”
คำถามของเธอทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง
“จริงหรือ? เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่เสียใจกับการตัดสินใจนั้น?”
“ขะ-ข้าแน่ใจ…”
“เจ้าจะเสียใจแน่”
รอยยิ้มของกิสเลนหายไปในทันที ขณะที่เขาตอบเธอด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เพราะถ้าเจ้าอยู่ที่นี่ เจ้าจะตาย”