ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 13 บทที่ 389 ผิดปกติ
ซีเฟยลงมือชงชาด้วยตนเอง กลิ่นหอมบางๆ จางๆ ดูคล้ายวันเวลาที่เคลื่อนคล้อยไปตามสายน้ำ นางยกน้ำชาถ้วยเล็กๆ ยื่นมาถึงมือของหลินชิงเวย “ฝีมือการชงชาธรรมดาสามัญ แม่นางอย่าได้เห็น นเป็นเรื่องน่าขัน”
หลินชิงเวยรับมาแล้วชิมชาไปหนึ่งคำแล้วพูดทั้งรอยยิ้ม “เป็นซีเฟยที่ถ่อมตัวจนเกินไป มาถึงตำหนักซีเฟยจึงได้รู้ว่าอะไรคือการชงชา มิน่าเล่าฝ่าบาทจึงโปรดปราน”
ซีเฟยเม้มริมฝีปากหัวเราะ “เจ้าอย่าได้หัวเราะเยาะข้าอีกเลย” บนข้อมือขาวนวลเนียนของทั้งสองต่างสวมกำไลหยกสีแดงไว้วงหนึ่ง ซีเฟยกล่าวอีกว่า “ข้ารู้ว่าต่อให้เจ้าอยู่ในวังหลวง ก็มิชมชอบไปมาหาสู่กับผู้อื่นนัก หลายครั้งข้าคิดจะไปเยี่ยมเจ้า ทว่ากลับเกรงว่าจะเป็นการรบกวนความสงบของเจ้า ระยะนี้เจ้าสบายดีหรือไม่?”
หลินชิงเวย “ข้าสบายดียิ่ง”
ซีเฟยเพียงแต่หัวเราะโดยมิได้พูดอันใด นางกระจ่างแจ้งดี เรื่องที่อยู่ในใจบางเรื่อง ดีหรือไม่ดีมิใช่เพียงพูดด้วยวาจา ต้องกระจ่างแจ้งในใจของตนเท่านั้น
ซีเฟย “ข้ารู้เช่นกันว่าเจ้าเป็นคนตรงไปตรงมา ข้าได้แต่หวังว่าเจ้าจะมีความสุขจริงๆ”
หลินชิงเวยวางถ้วยชาในมือลง “หลังวันสิ้นปีสักวันสองวัน ข้าก็จะไปจากเมืองหลวงแล้ว”
“ไปจากเมืองหลวง?” ซีเฟยตกตะลึง “ต่อไปไม่กลับมาอีกแล้วหรือ?”
“อืม” หลินชิงเวยกล่าว “ข้าชอบชีวิตอิสระที่ไร้กรอบไร้กฎเกณฑ์ การจากไปครั้งนี้อาจไม่กลับมาอีก”
ซีเฟยรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง “ไม่ง่ายดายเลยกว่าจะหาคนที่พอจะเข้ากันได้ นี่แม่นางกำลังมาบอกลาข้าหรือ?”
หลินชิงเวย “พวกเราทั้งคู่ต่างได้ในสิ่งที่ดีกว่า ดังนั้นเหนียงเหนียงมิต้องรู้สึกเจ็บปวด เหนียงเหนียงควรจะรู้สึกดีใจไปกับข้ามิใช่หรือ?”
ซีเฟยพยักหน้า “ที่เจ้าพูดมาก็ถูก”
หลินชิงเวยจ้องมองซีเฟยด้วยแววตาครุ่นคิดแล้วรินน้ำชาอีกถ้วยหนึ่ง “เมื่อก่อนท่านพูดว่า หากมีวันใดวันหนึ่งที่ข้าต้องการความช่วยเหลือจากท่าน ท่านจะช่วยเหลือข้าโดยไม่เกี่ยงใช่หรื อไม่?”
มือที่กำลังรินน้ำชาของซีเฟยชะงัก นางเงยหน้าขึ้นมองหลินชิงเวยแล้วพยักหน้าช้าๆ
หลินชิงเวยหัวเราะกับนาง “มีความเป็นไปได้ว่าอาจถึงเวลาต้องขอความช่วยเหลือจากท่าน ให้ถือเสียว่าเป็นการส่งข้าก็แล้วกัน”
ซีเฟย “ในอดีตเจ้ามีบุญคุณต่อข้า หากมีอะไรที่ข้าสามารถช่วยเหลือได้ ขอให้เจ้าเอ่ยปากเป็นพอ”
หลินชิงเวย “นี่ถือเป็นความลับระหว่างเจ้ากับข้าได้หรือไม่?”
ซีเฟย “นั่นแน่นอนอยู่แล้ว”
เมื่อออกมาจากตำหนักของซีเฟย หลีเช่อพูดขึ้นว่า “นางเป็นพระชายาคนโปรดของฮ่องเต้ เจ้าให้นางช่วยเหลือ ไม่กลัวว่านางจะหักหลังเจ้าหรือ?”
หลินชิงเวย “เมื่อสักครู่พวกเราเดินผ่านอุทยานหลวง จากอุทยานหลวงไปถึงตำหนักของซีเฟย เจ้าล้วนจดจำได้หมดแล้วใช่หรือไม่?”
หลีเช่อเกาหัว “อ้อๆ ข้าขอทบทวนเพื่อจดจำอีกหน่อย”
ชั่วพริบตาก็ถึงวันสิ้นปี
วันนี้ไม่มีแสงแดด และไม่มีฝนหรือหิมะ ความหนาวเย็นราวกับยามรุ่งอรุณโรยตัวลงครอบคลุมทั่วทั้งวังหลวง
ยามสาย ละครที่คณะเทียนสุ่ยหยวนกำลังร้องขับขานดังลอยออกไปไกลยิ่ง บรรดาขุนนางทั้งหลายต่างทยอยกันเข้ามาร่วมงานเลี้ยงของวังหลวง นอกจากฮ่องเต้ ไทเฮาและบุคคลสำคัญล้วนมาถึงงาน นเลี้ยง ยามกลางวันไม่มีพระชายาและสนมมาเกี่ยวข้อง
ที่ผ่านมาทุกปีบรรดาขุนนางทั้งหลายต่างมาร่วมงานเลี้ยงของวังหลวงในงานเลี้ยงกลางคืน แต่ปีนี้ฮ่องเต้คำนึงถึงบรรดาขุนนางควรร่วมรับประทานอาหารกับคนในครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา จ จึงจัดให้พวกเขาร่วมงานเลี้ยงในยามกลางวัน ที่จริงแล้วนี่ถือเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้
ในใจของเหล่าขุนนางนั้นต่างรู้สึกยินดี สหายร่วมงานนั้นพบหน้ากันเสมอยามเข้าประชุมในท้องพระโรง แต่โอกาสที่จะได้ร่วมรับประทานอาหารกับคนในครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตานั้นมีเ เพียงปีละครั้งเท่านั้น
เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงยามบ่าย เหล่าขุนนางทั้งหลายกินอิ่มดื่มหนำแล้วก็พากันกลับไป
เวทีแสดงละครในอุทยานหลวงยังคงอยู่ บรรดาพระชายาและสนมต่างไปชมการแสดงละคร นี่สำหรับพระชายาและสนมของตำหนักในแล้วเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งที่จะได้ชมละครบนเวที
เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ โคมไฟและเตาอุ่นถูกจุดขึ้นทั่วบริเวณ ทุกคนชมละครบนเวทีไปพร้อมกับรับประทานอาหารค่ำ บรรยากาศภายในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยกลิ่นอายเป็นสิริมงคลและครึกครื้น
ที่นั่งของหลินชิงเวยห่างจากซีเฟยไม่ไกล ระหว่างงานเลี้ยง หลินชิงเวยเดินเข้าไปหาซีเฟยเพื่อยกจอกดื่มสุราให้แก่กัน หลังจากดื่มสุราแล้วหลินชิงเวยกล่าวว่า “อีกประเดี๋ยวหลังจาก กงานเลี้ยงสิ้นสุด หากซีเฟยไม่มีเรื่องอันใดแล้วให้กลับไปพักผ่อนเร็วหน่อยเถิด”
ซีเฟยยังจำเรื่องที่หลินชิงเวยไปหาตนเมื่อสองวันก่อนได้ดี นางไพล่เข้าใจไปว่าอีกประเดี๋ยวหลินชิงเวยจะไปหานางเพื่อขอให้นางช่วยเหลืออันใดจึงพยักหน้ารับคำ
การรับประทานอาหารในงานเลี้ยงกลางคืนเพิ่งจะสิ้นสุด ซีเฟยอ้างเหตุผลว่าไม่ค่อยสบายขอตัวออกจากอุทยานหลวง
เซียวจิ่นมิได้รั้งตัวนางเอาไว้เพียงแต่กำชับไม่กี่ประโยคก็อนุญาตให้นางออกจากงานเลี้ยงไป
หลีเช่อมองไปรอบบริเวณ แม้ภายในงานเลี้ยงจะดูสงบเรียบร้อยดี ทว่าเขายังคงสัมผัสได้ถึงความไม่ปกติในบรรยากาศ เขาก้มลงพูดเสียงต่ำกับหลินชิงเวย “คืนนี้ไม่เห็นของเถื่อนนางนั้น กระ ะทั่งเซ่อเจิ้งอ๋องก็มิได้ปรากฏตัว”
เงาร่างของคนที่เดินทยอยเดินออกจากงานเลี้ยงผ่านคลองจักษุของนางไป นางกล่าวเรียบๆ “อาจเป็นเพราะแม่นางสุ่ยไม่มีหน้าจะพบทุกคน ส่วนเซ่อเจิ้งอ๋องเป็นบุรุษที่ถนอมบุปผาและรักหย ยกย่อมต้องอยู่เป็นเพื่อนนางกระมัง”
หลังอาหารค่ำ นางกำนัลนำผลไม้และของว่างมาขึ้นโต๊ะ ละครบนเวทีกำลังแสดงถึงช่วงสำคัญ หลินชิงเวยฟังเสียงขับขานบนเวทีไปด้วย นางฟังอย่างสนุกสนาน แต่เพียงชั่วพริบตาหลินชิงเวยพลันรู สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องจึงหันหน้ากลับไป พบว่าหลีเช่อหายไปแล้ว
หลีเช่อแต่งกายเหมือนนางกำนัลในงานเลี้ยงทุกอย่าง คือสวมกระโปรงยาวของนางกำนัล เพียงแต่เมื่อเขาไปเดินปะปนอยู่ในกลุ่มของนางกำนัล ภายใต้แสงสว่างเพียงสลัวๆ จึงยากที่จะพบตัวเขา
หลินชิงเวยลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ที่ตนนั่งอยู่ นาทีนั้นราวกับได้ยินเสียงหัวใจของตนเต้นดังตึกๆๆ
ความรู้สึกนั้นคล้ายกับนางกำลังพยายามทำให้ผู้อื่นตกหลุมพรางของตน ทว่าเพียงแค่หันหน้ากลับมาอีกครั้งกลับพบว่าตนเองตกหลุมพรางของผู้อื่นเข้าเสียแล้ว
เจ้าคนนั้น ไปไหนแล้วนะ!
สายตาของหลินชิงเวยสอดส่ายตามหาไปทั่วบริเวณอย่างร้อนใจ นางเห็นเงาร่างของนางกำนัลนางหนึ่งคล้ายคลึงหลีเช่อ ยังไม่ทันได้ก้าวตามไป ก็พบว่าเขาหมุนกายเดินเข้าไปด้านหลังเวทีขอ องคณะละครเทียนสุ่ยหยวนไปแล้ว
สมองของหลินชิงเวยแล่นปราดๆ ดูเหมือนรายละเอียดที่ได้ตกลงกับเซียวอี้ทั้งหมด มิได้ให้หลีเช่อลอบเข้าไปหลังเวทีของคณะละคร นี่เป็นภารกิจเดี่ยวของหลีเช่อ หรือเซียวอี้และหลี เช่อร่วมมือกันปิดบังนางกันแน่?!
หลินชิงเวยไม่ใส่ใจต่อสายตาของเหล่าพระชายาและสนมที่มองมาแปลกๆ นางลุกขึ้นและวิ่งออกไปจากที่นั่งของตนท่ามกลางสายตาของทุกคน นางไม่ทันระวังชนเข้ากับเก้าอี้ทั้งหนาและหนักสอง งตัวรู้สึกราวกับกระดูกจะแหลกสลายอย่างไรอย่างนั้น แต่นางไม่มีเวลามาสนใจความเจ็บปวดของตน ได้แต่วิ่งเข้าไปด้านหลังเวทีอย่างไม่คิดชีวิต
แต่นางเพิ่งจะวิ่งออกไปได้เพียงสองก้าว เมื่อเงยหน้าขึ้นกลับเห็นเปลวไฟลุกท่วม นางได้แต่มองกองเพลิงที่แทบจะเรียกได้ว่าลุกท่วมฟ้าระเบิดขึ้นจากด้านหลังของเวทีละครตาปริบๆ ๆ
ขณะนั้นบนเวทียังมีนักแสดงกำลังขับขานอยู่ไหนเลยจะตั้งตัวได้ทัน นักแสดงบนเวทีจึงถูกระเบิดที่ระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้ร่างกระเด็นลอยหวือลงมาจากเวที
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้ คนทั้งหมดล้วนคาดไม่ถึงทั้งสิ้น วินาทีที่ทุกคนตกอยู่ในอาการตกตะลึงพรึงเพริด ต่อมาได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดอย่างน น่าเวทนาดังขึ้น งานเลี้ยงที่เดิมทีได้จัดทุกขั้นตอนไว้อย่างเป็นระบบระเบียบจึงกลายเป็นความโกลาหล ยากที่จะควบคุมไปในพริบตา พระชายาและนางสนมบางคนที่นั่งค่อนไปทางด้านหน้าได้รับบาด ดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดและดินประสิวที่กระเด็นออกมา ได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้าไม่ว่า แต่ถึงขั้นมีโลหิตสดๆ ไหลพลั่งลงมา! กลิ่นดินและควันไฟที่อยู่ในชั้นบรรยากาศทำให้รู้สึกแสบจมูก และทำให้ภาพข้างหน้าพร่ามัว