ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 13 บทที่ 390 เมื่ออยู่ต่อหน้าความเป็นความตาย ทั้งหมดไม่มีค่าพอจะเอ่ยถึง
- Home
- ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง
- เล่มที่ 13 บทที่ 390 เมื่ออยู่ต่อหน้าความเป็นความตาย ทั้งหมดไม่มีค่าพอจะเอ่ยถึง
สถานการณ์ในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เหล่าพระชายาและนางสนมต่างวิ่งหลบหนีโดยไม่รู้ทิศทางด้วยความหวาดกลัว และในเวลานี้เองนักแสดงที่เดิมทีถูกสะเก็ดระเบิดจนร่างกระเด็นลงมา บนพื้นพลันกระโดดลุกขึ้นมาดึงกระบี่อ่อนออกมาจากชุดนักแสดง เดินเข้าไปหาเซียวจิ่นเพื่อทำการลอบปลงพระชนม์!
บนใบหน้าของไทเฮามีรอยเลือดเป็นหยดจากบาดแผลของผู้อื่น นางจึงร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว “เด็กๆ! มีผู้บุกรุก! มีผู้บุกรุก!”
ทันทีที่คำพูดนี้ถูกกล่าวออกไป ทหารรักษาพระองค์ทั้งหมดเคลื่อนไหวโดยพร้อมเพรียงกัน ครั้งนี้ดูเหมือนมีการเตรียมการแต่แรก ทหารรักษาพระองค์มาถึงอย่างรวดเร็ว ทำการล้อมผู้บุกรุกไว้ก่ อนที่จะไปถึงตัวเซียวจิ่น
ชั่วพริบตาสถานการณ์ความได้เปรียบก็เปลี่ยนไป ผู้บุกรุกกุมกระบี่อ่อนในมือเอาไว้มั่นพวกเขากัดฟันพุ่งเข้าโจมตีใส่ทหารรักษาพระองค์ที่มีกำลังมากกว่า
เซียวจิ่นถูกทหารรักษาพระองค์ปกป้องไว้ด้านหลัง นอกจากมีฝุ่นดินติดตามเนื้อตัวและใบหน้า เพียงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล
หลินชิงเวยเห็นเช่นนั้นจึงคิดว่าทางด้านเซียวจิ่นไม่มีอะไรให้นางต้องคอยช่วยเหลือ นางเม้มริมฝีปากแน่นแล้ววิ่งเข้าไปในกองเพลิงที่มีควันหนาราวกับม่านหมอก ประจวบเหมาะกับมองเห็ นนางกำนัลหน้าตาเลอะเทอะวิ่งล้มลุกคลุกคลานออกมาจากกองเพลิง
นี่มิใช่หลีเช่อหรอกหรือ หลีเช่อหอบหายใจมองหลินชิงเวย “เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าไม่เป็นอะไรกระมัง?”
หลินชิงเวยกระชากคอเสื้อของเขาดึงเข้ามาใกล้ตัว น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นเย็นเยียบ “ระเบิดนี้มันเรื่องอะไรกัน? เจ้าเป็นคนทำ?”
หลีเช่อ “หากข้าบอกว่ามิใช่ฝีมือข้า เจ้าเชื่อหรือไม่?”
“ข้าเห็นกับตาของตนเองว่าเจ้าวิ่งเข้าไปหลังเวที” หลินชิงเวยเค้นคำพูดออกมาทีละคำๆ “เป็นเซียวอี้ที่ให้เจ้าฝังระเบิดไว้ที่นี่หรือ?!”
“…”
“พูด!”
หลีเช่อ “รู้แล้วเจ้ายังจะถาม”
หลินชิงเวยยังคงถามอีกว่า “เหตุใดเจ้าต้องทำเช่นนี้? ข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าอย่าไปฟังเซียวอี้ เหตุใดเจ้ายังฟังคำพูดของเขา!”
หลีเช่อหัวเราะ “ต้องอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเจ้า ช่างทำให้ข้าทำตัวลำบากยิ่งนัก” ต่อมารอยยิ้มบนใบหน้าของเขาเลือนหายไป เหลือเพียงความเคร่งขรึมที่เข้ามาแทนที่ “แต่ข้าย่อมรู้สถาน นการณ์ของตนเองดี ในเมื่อก้าวลงเรือลำนี้แล้ว หากไม่ร่วมเดินไปถึงจุดหมายอย่างราบรื่น ก็คงต้องทำให้เรือล่มกลางทางแล้วคนทั้งหมดบนเรือตายหมด เจ้ามิใช่เป็นเช่นนี้เหมือนกันหรือ อ ดูเหมือนฮ่องเต้หนุ่มองค์นี้จะมีความรู้สึกต่อเจ้าเป็นพิเศษอย่างยิ่ง หากฟังเจ้าสุดท้ายคงมีเพียงเจ้าที่มีชีวิตรอด ส่วนพวกเราทั้งหมดล้วนต้องตาย”
สายตาของหลินชิงเวยดำทะมึน มือของนางที่กำปกคอเสื้อของหลีเช่อแน่นเสียจนแทบจะทำให้ข้อนิ้วของนางแทบแหลกลาญ นางจ้องหลีเช่อเขม็ง สายตานั้นราวกับจะกินคนก็ไม่ปาน “ดังนั้น เจ้าคิดว่าข้าจะทำร้ายเจ้า?”
หลีเช่อตอบนางท่ามกลางเสียงอันวุ่นวาย “เจ้ามิใช่เคยพูดไว้หรือ เมื่ออยู่ต่อหน้าความเป็นความตาย บุญคุณความแค้นอันใดล้วนไม่มีค่าพอให้เอ่ยถึง”
“เยี่ยม” หลินชิงเวยก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วปล่อยตัวเขา ทันทีที่สิ้นเสียงก็มีเสียงระเบิดดังก้องขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เปลวไฟในยามค่ำคืนพวยพุ่งขึ้นบนท้องฟ้ายามราตรีอย่างวิจิตรตระก การตา ลูกไฟจากดอกไม้ไฟงดงามสุดจะเปรียบ แสงนั้นส่องสว่างใบหน้าของหลินชิงเวย ทำให้หลีเช่อมองเห็นความเด็ดขาดบนใบหน้านางอย่างชัดเจน นางพูดว่า “แต่เจ้าจะค้นพบได้อย่างรวดเร็วว่า เจ้ามิได้กำลังหาทางรอดชีวิต ที่เจ้าทำล้วนเป็นการรนหาที่ตาย”
หลีเช่อรู้สึกหัวใจหนาวเยือกโดยไม่รู้สาเหตุ หลินชิงเวยหมุนกายกลับไปพร้อมกับพูดว่า “ตามข้ามา”
ขอเพียงหลีเช่ออยู่ข้างกายนาง นางไม่เป็นอะไร หลีเช่อย่อมไม่เป็นอะไร ต่อให้หลีเช่อปฏิบัติภารกิจลับหลังนาง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต่อให้ต้องกลายเป็นคนเนรคุณ นางก็ต้องปกป้องให ห้หลีเช่อมีชีวิตต่อไป
ดอกไม้ไฟชุดนี้มีไว้เพื่อจุดเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เตรียมไว้เพื่อให้คนในวังและนอกวังทั้งหมดได้ชื่นชม ให้พวกเขาร่วมฉลองและมีความสุขร่วมกันในวันขึ้นปีใหม่
ทว่าบัดนี้มันได้กลายเป็นสัญญาณชนิดหนึ่ง
พลันได้ยินเสียงเป่านกหวีดเสียงยาวดังขึ้น หลินชิงเวยเงยหน้าขึ้นมองไปเห็นลูกไฟสีแดงลูกหนึ่งพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทว่ามันกลับมิได้แตกกระจายตัวกลางอากาศดังเช่นดอกไม้ไฟทั่วไป หลั งจากที่มันขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้วรอจนแสงไฟสีแดงนั้นมอดดับลงกลับค่อยๆ ร่วงหล่นลงมา
สัญญาณนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน แนวป้องกันของกองทหารรักษาพระองค์พลันเสียกระบวน เซียวอี้และแม่ทัพซุนนำกำลังทหารจำนวนหนึ่งหมื่นนายเข้าปิดล้อมวังหลวง
มีขันทีวิ่งมาถึงอุทยานหลวงอย่างรีบเร่ง เขาตกใจตัวสั่นเทิ้มจนแทบจะยืนไม่อยู่พูดกับเซียวจิ่นเสียงสั่นสะท้าน “ฝ่า ฝ่าบาท แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ…เซี่ยนอ๋อง! เซี่ยนอ๋องเขานำกองทัพเ เข้าวังแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เวลานั้นบรรยากาศภายในอุทยานหลวงมีเพียงความสลดหดหู่ หลังจากผ่านเหตุการณ์ระเบิด ทั่วทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยหมอกควันหนาแน่น บนพื้นมีลูกไฟเล็กๆ กะพริบระยิบระยับ ส่วนผู้บุกรุกที่ปล ลอมกายมาในคราบของนักแสดงถูกทหารรักษาพระองค์สังหารสิ้นชีพอยู่บนพื้น
เซียวจิ่นในเสื้อคลุมมังกรเต็มไปด้วยฝุ่นดิน บนอาภรณ์เต็มไปด้วยรอยหยดเลือดและเลอะเทอะด้วยเขม่าควัน มังกรทองที่ควรจะฉวัดเฉวียนราวกับมีชีวิตชีวาดูคล้ายถูกวาดให้เลือนราง แทบจะ จำรูปแบบเดิมของมันไม่ได้
เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้น บนใบหน้าหนุ่มแน่นนั้นไม่ปรากฏความลนลานแม้สักกระผีก มีเพียงดวงตาที่หรี่ลง ใบหน้าอบอุ่นอ่อนโยนประดุจเนื้อหยกของชายหนุ่มมิได้มีสีหน้าท่าทางเหมือนเมื่อแร รกอีกแล้ว ยามนี้แม้เขาจะมีสภาพน่าอเนจอนาถไม่น้อย ทว่าอำนาจบารมีของผู้เป็นกษัตริย์กลับเด่นชัดยิ่งขึ้น ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนตกอยู่ในกำมือของเขา เขากล่าวว่า “ “เขายังคงมาในที่สุด”
ขณะที่เซียวอี้นำกำลังไพร่พลผ่านประตูวังเข้ามา มุ่งหน้าเข้าสู่อุทยานหลวง เขาสวมชุดเกราะสีทองแดงไหมทองทั้งชุด ทั้งตัวคนเปี่ยมไปด้วยความองอาจห้าวหาญ ใบหน้าของเขาปรากฏให้เห ห็นความมั่นอกมั่นใจและลำพองใจ
ทันทีที่เขาออกคำสั่ง กำลังทหารครึ่งหนึ่งแบ่งออกไปตามทิศทางที่ได้กำหนดเอาไว้แล้ว รับช่วงต่อการป้องกันตามจุดสำคัญภายในวังหลวงจากทหารรักษาพระองค์
ต่อมาเมื่อเข้าสู่พระตำหนักสองแห่ง เซียวอี้สั่งการให้แม่ทัพซุนมุ่งหน้าไปยังตำหนักซวี่หยาง เขายังไม่ลืมว่าในวังหลวงนี้นอกจากเซียวจิ่นแล้วยังมีเซ่อเจิ้งอ๋องเซียวเยี่ยนอีกค คนหนึ่ง และบัดนี้ตำหนักอวี้หลิงที่อยู่ในตำหนักซวี่หยางยังมีสตรีแซ่สุ่ยอีกนางหนึ่ง นั่นจึงจะเป็นจุดอ่อนของเซ่อเจิ้งอ๋องอย่างแท้จริง
เซียวอี้ไหนเลยจะยอมปล่อยจุดอ่อนเช่นนี้ไป
เมื่อพวกเขามาถึงอุทยานหลวง ภายในอุทยานหลวงมีสภาพเละเทะ และเซียวอี้เห็นเซียวจิ่นในอุทยานหลวงเช่นกัน ดูเหมือนเซียวจิ่นกำลังรอการมาถึงของเขา
ชุดเกราะสีทองแดงร้อยด้วยไหมทองของเขา ภายใต้แสงไฟสลัวเปล่งประกายระยิบระยับให้เห็นถึงความสูงส่งและเย็นเยียบของโลหะ
ไพร่พลทหารที่อยู่ด้านหลังของเขาโอบล้อมอุทยานหลวงเอาไว้อย่างแน่นหนา เขาเดินเข้ามาในคลองจักษุของเซียวจิ่นอย่างเป็นธรรมชาติ เขาทักทายเซียวจิ่นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “หลานต ตัวน้อย พวกเราพบหน้ากันอีกแล้ว”
เซียวจิ่นพูดตอบ “ใช่แล้ว พบหน้ากันอีกแล้ว บัดนี้เสด็จอาสามเข้าวังโดยไม่ฟังพระราชโองการ พฤติกรรมเยี่ยงนี้คิดจะก่อกบฏใช่หรือไม่?”
เซียวอี้ได้ยินเช่นนั้นกลับเลิกคิ้ว “เจ้าและข้าต่างเป็นสายเลือดของราชนิกุล ตำแหน่งฮ่องเต้สมควรตกเป็นของผู้มีความสามารถ ไฉนจึงกล่าวว่าเป็นการก่อกบฏเล่า?”
หว่างคิ้วของเซียวจิ่นปรากฏให้เห็นรังสีสังหาร “ท่านบุกรุกเข้าวังหลวงในยามวิกาล สั่งให้ผู้บุกรุกลอบสังหารเจิ้น ไม่ใช่ก่อกบฏแล้วจะเป็นอะไรได้?! จนถึงบัดนี้เจิ้นยังคงเป็นผู้ ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งนั้น! เซี่ยนอ๋อง เวลานี้หากเจ้าเพียงแค่เลอะเลือนชั่วครู่และรู้สำนึกกลับตัว เจิ้นยังพอจะพิจารณาให้เจ้ามีสภาพศพที่ครบถ้วนได้”