ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 14 บทที่ 416 เยี่ยนอ๋อง
หลินชิงเวยถามสาวใช้อาวุโส “ในห้องข้างได้วางสิ่งของจำพวกขวดหรือเครื่องกระเบื้องไว้บ้างหรือไม่? อย่างเช่นขวดสุรา?”
สาวใช้อาวุโสโบกมือ “ไม่มีทางเป็นไปได้เจ้าค่ะ ในห้องข้างไม่เคยวางสิ่งของเหล่านั้น อีกทั้งแต่ไรมาคุณหนูของข้าไม่ดื่มสุราเจ้าค่ะ”
เมื่อออกมาจากเรือนด้านใน นายอำเภอสำรวจสถานการณ์ภายนอกอย่างละเอียดถี่ถ้วน และได้ยินคำถามที่หลินชิงเวยถามอย่างชัดเจนเช่นกัน เขามองมาทางหลินชิงเวย “แม่นางคิดว่าเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะมีคนลอบวางเพลิง? แผ่นกระเบื้องเหล่านั้นเมื่อสักครู่นี้…”
หลินชิงเวย “ยามสายวันนี้ใต้เท้าเรียกตัวพวกข้าไปไต่ถามที่ศาลาว่าการ ยังไม่ได้ยินว่าคฤหาสน์หลังนี้เกิดไฟไหม้ สามารถเผาเรือนหลังนี้ให้มีสภาพเช่นนี้ภายในระยะเวลาอันสั้น หากมิใช่เป็นเพราะมีเชื้อเพลิงอย่างดีคอยช่วย ใต้เท้าจะเชื่อหรือไม่?”
นายอำเภอพูดหนักแน่น “ข้าไม่เชื่อจริงๆ นั่นแหละ”
“ข้าคิดว่าแผ่นกระเบื้องเหล่านั้นควรจะใส่สิ่งของจำพวกสุราเอาไว้ก่อนเกิดเรื่อง ขอเพียงเกิดเพลิงไหม้ย่อมควบคุมเพลิงได้ยาก” ต้นเพลิงของไฟไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นในเรือนของคุณหนูสกุลหลี่ หรือคิดจะทำให้คุณหนูสกุลหลี่ตายในกองเพลิง? หลินชิงเวยจึงพูดอีกว่า “ใต้เท้าเรียกตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับคุณหนูสกุลหลี่ออกมาสอบถามเถิด หวังว่าจะได้เบาะแสเล็กน้อย”
นายอำเภอพยักหน้า “อืม เรื่องนี้ข้าจะให้คนลงไปจัดการ” เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินชิงเวยพร้อมกับพูดด้วยท่าทีใคร่ครวญ “ดูท่าทางแม่นางแล้วค่อนข้างเชี่ยวชาญในเรื่องนี้”
หลินชิงเวย “เป็นประสบการณ์ของแต่ละคน ใต้เท้าเชื่อก็ดี ไม่เชื่อก็ช่าง”
สองสามีภรรยาสกุลหลี่เหน็ดเหนื่อยแทบสิ้นเรี่ยวแรง อีกทั้งยังต้องคอยปลอบโยนหลี่ซิ่วเอ๋อร์จึงมิอาจมาต้อนรับขับสู้นายอำเภอด้วยตนเองได้ พวกเขาให้ข้ารับใช้คนสนิทพานายอำเภอออกจากสถานที่เกิดเหตุ หลังจากนายอำเภอได้สอบถามผู้เกี่ยวข้องแล้วก็ยังไม่ได้ข้อสรุปอันใด
หลินชิงเวยยังคงยืนอยู่เบื้องหน้าคนที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเงียบเชียบ นางหลุบตาลงมองบาดแผลของเขาแล้วถามว่า “บาดแผลนี้ เจ้าได้มาอย่างไรกัน?”
ข้ารับใช้ตอบ “ขณะนั้นบ่าวกำลังนำสุราไปให้นายท่าน นายท่านมีความเคยชินต้องดื่มสุรายามบ่ายเสมอ ประจวบเหมาะกับบ่าวเดินผ่านเรือนของคุณหนู เห็นภายในเรือนเกิดไฟไหม้จึงรีบเข้าไปช่วยดับไฟ คิดไม่ถึงว่าจะถูกเสาคานเรือนตกลงมาทับ”
“เช่นนั้นสุราของเจ้าเล่า?”
“ข้าวางสุราไว้ด้านนอกเรือน” ข้ารับใช้คนนั้นย้อนคิดถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น “ต่อมาข้าคนเดียวดับไฟไม่ได้จึงรีบวิ่งออกไปเรียกคนมาช่วย จึงไม่ได้ทันได้สังเกตสุราไหนั้น”
หลินชิงเวยขมวดคิ้วมุ่น หากนายท่านสกุลหลี่เป็นคนชอบดื่มสุราจริงๆ การที่ไหสุราจะอยู่ในสถานที่เกิดเหตุย่อมไม่เป็นเรื่องแปลกประหลาดอันใด หากเป็นการกระทำของคนย่อมต้องอาศัยประโยชน์จากจุดนี้ แต่ข้ารับใช้ที่ได้รับบาดเจ็บ นอกจากตื่นตระหนกอยู่บ้างก็ไม่มีท่าทางหรือพิรุธว่ากำลังพูดปด
นายท่านสกุลหลี่ยอมรับว่าเวลานั้นตนให้เขาไปนำสุรามาให้ตนเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าไหสุราที่ถูกวางไว้นอกเรือนจะถูกคนอุ้มไปดับไฟภายใต้สถานการณ์โกลาหล เช่นนั้นก็ต้องดูว่าผู้ที่อุ้มไหสุราไปดับไฟนั้นจงใจหรือไม่เจตนากันแน่
ต่อมานายอำเภอได้ถามเรื่องที่เกี่ยวข้องอีกเล็กน้อย เรื่องที่สอบถามจากปากของข้ารับใช้ล้วนได้รับการยืนยันอย่างถูกต้อง นายอำเภอและสองสามีภรรยาสกุลหลี่เริ่มจะเชื่อว่าเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้เป็นอุบัติเหตุ
ในที่สุดนายอำเภอได้แต่ให้นายท่านสกุลหลี่จัดการเรื่องภายในเรือนใหม่ หากพบเบาะแสใหม่อันใดให้แจ้งไปทางศาลาว่าการทันที ถึงเวลานั้นนายอำเภอจะเป็นผู้ตัดสินเอง
ด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์ของผู้อื่น ครอบครัวใหญ่โตเช่นนี้ย่อมต้องมีความลับบางอย่างที่ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นล่วงรู้ หากมีคนต้องการวางเพลิงจริงๆ นายท่านสกุลหลี่เองย่อมตรวจสอบได้แน่นอน เมื่อตรวจสอบได้ข้อสรุปแล้วนำคนร้ายส่งให้ทางการ ถึงเวลานั้นนายอำเภอค่อยมาไต่สวนก็ได้
นายท่านสกุลหลี่ปลอบโยนหลี่ซิ่วเอ๋อร์แล้วจึงเริ่มจัดระเบียบภายในเรือน เคราะห์ดีก็คือพวกเขาพบว่าไฟไหม้แต่เนิ่นๆ อีกทั้งเกิดขึ้นในเวลากลางวัน หากเกิดขึ้นในเวลากลางคืนและทุกคนกำลังนอนหลับสนิท…ยากที่จะจินตนาการถึงผลลัพธ์ นายท่านสกุลหลี่เป็นคนใจกว้างคนหนึ่ง ยังดีที่เรือนเสียหายไปเพียงหลังเดียว ความเสียหายไม่มากนัก เรื่องนี้รอให้มีเบาะแสใหม่ค่อยว่ากันเถิด
เมื่อออกมาจากคฤหาสน์สกุลหลี่ ชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์ต่างแยกย้ายกันกลับไปพอสมควรแล้ว เวลานี้เป็นเวลาใกล้เที่ยง พระอาทิตย์ตรงศีรษะ ทุกคนต่างกลับบ้านตนเองเพื่อกินข้าว หลีเช่อและซินหรูยังคงยืนตากแดดรออยู่ด้านนอก เห็นหลินชิงเวยเดินออกมาแล้ว พวกเขาอดไม่ได้ที่จะถอนใจเฮือกหนึ่ง
ต่อมานายอำเภอสั่งให้เจ้าหน้าที่ทั้งหลายแยกย้าย นายอำเภอยิ้มตายิบหยีกับคนทั้งสาม “พวกเจ้าอาศัยอยู่ที่โรงเตี๊ยมฝูหยวนกระมัง กลับไปเถิด ถึงเวลากินข้าวแล้ว” พูดแล้วนายอำเภอก็ขึ้นเกี้ยวกลับไป
ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้นชัดเจนยิ่งนัก นายอำเภอรู้ว่าพวกเขาอาศัยอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งใด ก่อนหน้าที่เรื่องขอทานในเมืองจะคลี่คลายลง พวกเขาไม่อาจออกจากเมืองไปตามอำเภอใจได้
แสงแดดร้อนระอุเมื่อเดินกลับไป หลีเช่อยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อบนหน้าผาก “แดดแรงเหลือเกิน ไฟไหม้เรือนผู้อื่นเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วยเล่า หากมิใช่เจ้าเข้าไปร่วมสนุกด้วย เวลานี้พวกเราควรจะกินข้าวอยู่ในโรงเตี๊ยมแล้ว”
หลินชิงเวย “ประหลาดใจก็ไม่ได้หรือไร?”
หลีเช่อ “จริงๆ เลยนะ ไปร่วมสนุกก็ไม่เรียกพวกเราไปร่วมด้วย ช่างไม่มีน้ำใจเอาเสียเลย”
ต่อมาเรื่องนี้จบลงทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ผ่านไปอีกสองวัน ผู้คนในเมืองพูดถึงเรื่องนี้น้อยลงเรื่อยๆ
ฤดูคิมหันต์ในเมืองซั่งจิงนั้นเต็มไปด้วยความหรูหรารุ่งเรือง ประดุจแสงตะวันยามเที่ยงตรงเมื่อมันขึ้นไปสู่จุดสูงสุด เพียงแต่ความสงบสุขเช่นนี้สำหรับคนบางคนแล้วมักจะรู้สึกว่าขาดอะไรไปบางอย่าง ขาดความน่าสนใจ
จวนอ๋องของเซ่อเจิ้งอ๋องที่ตั้งอยู่ข้างนอกได้ขึ้นชื่อแผ่นป้ายตามฐานะชินอ๋องของเขา—จวนเยี่ยนอ๋อง
จวนเยี่ยนอ๋องกลับเต็มไปด้วยความเงียบสงบ แม้จะกล่าวว่าเซียวเยี่ยนได้ย้ายออกมาจากตำหนักอวี้หลิงแล้วก็ตาม ทว่าตั้งแต่เช้าจนค่ำ การที่จะได้พบเขาในจวนอ๋องนั้นแทบจะนับครั้งได้
วันนี้เขาเข้าวังหลวง เสื้อคลุมสีม่วงหม่นขับให้รูปร่างของเขาสูงใหญ่ยิ่งขึ้น เขาเดินผ่านวังหลวงราวกับเป็นทัศนียภาพอันงดงาม เงาร่างเขาของมีความเย็นชาเพิ่มขึ้นหลายส่วน ทั้งๆ ที่เข้าสู่ฤดูคิมหันต์แล้ว ทว่ากลับสัมผัสถึงบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิจากร่างของเขา
เขาเข้าพบฮ่องเต้เซียวจิ่นในตำหนักซวี่หยางเพื่อส่งมอบตราประทับของเซ่อเจิ้งอ๋อง ตราประทับถูกห่อด้วยผ้าไหมสีเหลืองสว่างวางอยู่ในมือของเขา
ขณะเดียวกันเซียวจิ่นหมุนกายกลับมามองตราประทับนั้นเป็นสิ่งแรกแล้วจึงมองเซียวเยี่ยนเป็นลำดับถัดมา ดวงตาอบอุ่นประดุจหยกคู่นั้นเปลี่ยนไปมา สุดท้ายถามขึ้นว่า “นี่เสด็จอาหมายความอย่างไรกัน?”
เซียวเยี่ยน “ตามข้อตกลงระหว่างกระหม่อมและอดีตฮ่องเต้ เมื่อต้าเซี่ยสงบสุข ประชาชนกินดีอยู่ดี ฝ่าบาทสามารถบริหารงานราชกิจและราชสำนักมั่นคงด้วยพระองค์เองแล้ว นั่นเป็นวันที่กระหม่อมต้องคืนตราประทับเซ่อเจิ้งอ๋อง ขอฝ่าบาทรับตราประทับเซ่อเจิ้งอ๋องกลับคืนไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวจิ่นพูดเสียงอ่อน “ท่านรู้ดีว่าเจิ้นนับถือเสด็จอามาตลอด เสด็จอาไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้”
“เรื่องที่รับปากอดีตฮ่องเต้ไว้มิอาจบิดพลิ้วได้” พูดแล้วเขาก็หยิบป้ายหยกประดับเอวสีม่วงชิ้นนั้นออกมา นั่นเป็นสิ่งของแทนตัวของอดีตฮ่องเต้ เป็นสิ่งของยืนยันว่าเขาได้รับปากอดีตฮ่องเต้ มาบัดนี้เรื่องราวคลี่คลายผ่านพ้นไปแล้ว เขาก็ควรจะนำสิ่งของส่งคืนกลับไป
หยกประดับเอวสีม่วงชิ้นนั้นถูกวางลงเบาๆ บนตราประทับที่อยู่ในผ้าไหมสีเหลืองสว่าง ช่างทิ่มแทงสายตาเหลือเกิน
เซียวจิ่น “ในเมื่อเสด็จอายืนกรานที่จะทำเช่นนี้ เจิ้นย่อมไม่ฝืนใจเช่นกัน” เขาค่อยๆ เดินมาหยุดเบื้องหน้าเซียวเยี่ยน จับจ้องเซียวเยี่ยนขณะที่ยื่นมือออกมารับตราประทับและหยกประดับเอวจึงพูดอีกว่า “นับแต่วันนี้เสด็จอาไม่ใช่เซ่อเจิ้งอ๋องอีกต่อไป การประชุมพรุ่งนี้เช้า เจิ้นจะประกาศเรื่องนี้กับเหล่าขุนนาง แต่เสด็จอายังคงเป็นเสด็จอาของเจิ้นดังเดิม เป็นชินอ๋องของแคว้นต้าเซี่ย มีฐานะสูงศักดิ์หาใดเปรียบ เจิ้นยังต้องการให้เสด็จอาช่วยเจิ้นบริหารแผ่นดินให้รุ่งเรืองต่อไป”