ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 430 สุภาษบุรุษประหนึ่งดอกบัว
หลังจากออกมาจากเรือนด้านหลังแล้ว ใต้เท้านายอำเภอยังรอผลสรุปอยู่ในห้องโถงด้านหน้า เมื่อเห็นหลินชิงเวยกลับออกมาจึงถามไถ่ถึงเรื่องและคนที่เกี่ยวข้อง นายอำเภอให้เจ้าหน้าที่สองนายอยู่เฝ้าระวังในคฤหาสน์สกุลจาง เพื่อจะได้รายงานทันทีเมื่อมีความเคลื่อนไหว
หลังจากออกมาจากประตูใหญ่ของคฤหาสน์สกุลจาง นายอำเภอถามอย่างร้อนใจว่า “เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าถามได้อะไรมาหรือไม่?”
หลินชิงเวยเงียบงันไปครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ไม่มี” นางอึ้งไปอึดใจหนึ่งแล้วพูดขึ้นอีกว่า “ทว่าเหตุไฟไหม้หลายครั้งที่เกิดขึ้นติดๆ กันนี้มิใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการกระทำของคน”
นายอำเภอกล่าว “เรื่องนี้ข้ารู้เช่นกัน ไหนเลยจะมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ ไฟไหม้ล้วนเกิดขึ้นในครอบครัวสกุลใหญ่ รอให้ข้าหาตัวคนร้ายที่ก่อเหตุให้ได้ก่อน จะต้องลงโทษให้จงหนัก!”
เหตุการณ์ไฟไหม้ทำให้ชาวบ้านในเมืองล้วนตกอยู่ในความหวาดกลัว
หลินชิงเวย “มีความเป็นไปได้ว่าใต้เท้าไม่เพียงแต่จะจับตัวผู้วางเพลิงได้”
“แม่นางพูดเช่นนี้หมายความอย่างไร?”
“คดีไฟไหม้มักจะเกี่ยวข้องกับการปล้น และกระทำชำเราเสมอ เป็นสิ่งที่คนร้ายต้องการแสดงออกถึงความสามารถของตนพร้อมกับคร่าพรหมจรรย์” นายอำเภอฟังแล้วรู้สึกงงงวยยิ่งนัก หลินชิงเวยจึงพูดว่า “มีความเป็นไปได้ว่าคนร้ายจะเป็นโจรเด็ดบุปผาคนหนึ่ง”
นายอำเภอมีสีหน้าเคร่งเครียด ราวกับพอจะเข้าใจอะไรได้รางๆ
หลินชิงเวยพูดอีก “พวกเราไปดูที่สกุลเหลิ่งเสียหน่อยว่ามีเบาะแสอะไรใหม่ๆ หรือไม่”
เหตุไฟไหม้ที่เกิดขึ้นในสกุลเหลิ่งนั้นรุนแรงยิ่งนัก แต่คุณหนูเหลิ่งดูเหมือนจะไม่บุบสลายอันใด ทว่าต้นเพลิงเกิดจากเรือนพักอาศัยของคุณหนูสกุลเหลิ่งเช่นกัน ด้วยเวลานั้นคุณหนูเหลิ่งไม่อยู่ในเรือน บังเอิญยิ่งนักที่คุณหนูเหลิ่งต้องไอเย็นในคืนนั้นจึงไปนอนในห้องของเหลิ่งฮูหยิน ดังนั้นนางจึงฟาดเคราะห์จากความโชคร้ายนี้ไปได้ แต่สาวใช้ในเรือนของคุณหนูเหลิ่งนอนหลับสนิทเกินไปจึงถูกไฟคลอกตาย
เพียงแต่คืนนั้นคุณหนูเหลิ่งไม่อยู่ในเรือน สาวใช้ไม่จำเป็นต้องยืนเฝ้ายามกลางคืนจึงเข้านอนแต่เช้า จึงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่ากลางคืนมีผู้ต้องสงสัยปรากฏตัวขึ้นหรือไม่
วิ่งรอกอยู่ข้างนอกทั้งวัน รอเมื่องานของศาลาว่าการเสร็จสิ้นลงก็เป็นเวลาพลบค่ำ นายอำเภอเป็นคนอัธยาศัยดียิ่งจึงกล่าวว่า “ข้าได้ยินว่าหลายวันนี้พวกเจ้าล้วนพำนักอยู่ในเรือนของท่านผู้เฒ่าไป๋ วันนี้ทั้งวันลำบากแม่นางแล้ว ไม่สู้ข้าให้คนไปส่งแม่นางกลับจวนสกุลไป๋” เมื่อได้ทำงานร่วมกัน นายอำเภอย่อมรู้ว่าหลินชิงเวยไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป จึงได้ไปสอบถามดูจึงรู้ว่านางเป็นแขกคนสำคัญของท่านผู้เฒ่าไป๋ แสดงให้เห็นว่านางเป็นคนมีความสามารถ
หลินชิงเวยคิดในใจว่าเวลานี้ซินหรูก็น่าจะเลิกเรียนแล้ว อย่างไรจากที่นี่ไปก็ไม่ไกลนัก จึงกล่าวว่า “ขอบคุณความปรารถนาดีของใต้เท้า ข้าต้องไปรับซินหรูที่สำนักศึกษา ไม่รบกวนใต้เท้าให้คนไปส่งแล้ว”
นายอำเภอตกตะลึง “น้องสาวคนนั้นไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาของอาจารย์เจียง?” เห็นหลินชิงเวยพยักหน้าจึงพูดว่า “อาจารย์เจียงเป็นคนมากความสามารถคนหนึ่ง การวางตัวและชื่อเสียงล้วนดี ข้าชื่นชมเขาเป็นอย่างมาก เพียงแต่คนหนุ่มหน่วยก้านดีเช่นนี้ วางตัวเรียบง่ายห่างเหิน ดูน่าเสียดายอยู่สักหน่อย”
“พูดเช่นนี้คือ?”
นายอำเภอ “อาจารย์เจียงถึงวัยที่จะต้องแต่งงานนานแล้ว ไม่ปิดบังแม่นาง เมื่อแรกนั้นคุณหนูในเมืองนี้ที่ชมชอบเขามีไม่น้อย ครอบครัวใหญ่โตมากมายขอให้ข้าเป็นผู้มาทาบทาม เพียงแต่เขาไม่เคยคิดเรื่องแต่งงาน ถูกต้องแล้ว กระทั่งท่านผู้เฒ่าไป๋ก็เคยมาเยือนด้วยตนเอง น่าเสียดายที่สุดท้ายถูกปฏิเสธกลับไป”
หลินชิงเวยพยักยิ้มพูดเสียงเรียบ “อาจเป็นเพราะสุภาพบุรุษประหนึ่งดอกบัว ทำได้เพียงแค่ชื่นชมไกลๆ มิอาจเข้าใกล้ได้”
หลังจากกล่าวลานายอำเภอ หลินชิงเวยเดินมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาเพียงลำพัง เวลานี้แสงสีส้มแดงส่องสำนักศึกษาด้านหน้าเป็นสีแดงไปหมด บรรดาเด็กนักเรียนที่เรียนหนังสือล้วนถูกผู้ปกครองมารับตัวกลับไปหมดแล้ว เหลือเพียงประตูว่างเปล่า ครึ่งเปิดครึ่งปิดราวกับกำลังรอให้คนเดินเข้าไป
หลินชิงเวยยังไม่ได้ก้าวเข้าไปในประตูก็ได้ยินเสียงซินหรูท่องหนังสือเสียงดัง ดูท่าแล้วนางตั้งอกตั้งใจเรียนจริงๆ อีกทั้งทะนุถนอมเวลาทุกๆ นาทีในห้องเรียน ต่อมาได้ยินเสียงของหลีเช่อดังมาจากข้างใน เขากำลังสนทนาและหัวเราะกับอาจารย์เจียง ยามนี้ไม่มีการก่อกวนจากไป๋หยี่เนี่ยน กลับทำให้รู้สึกว่าขาดอรรถรสไปสองส่วน
หลินชิงเวยยืนอยู่ด้านนอกประตูใหญ่ ได้ยินหลีเช่อถามเจียงมู่ “คุณหนูใหญ่สกุลไป๋ ไป๋หยี่เนี่ยน อาจารย์ยังจำได้หรือไม่?”
นางเห็นเจียงมู่เอียงหน้าครึ่งหนึ่ง แสงอาทิตย์อัสดงสีส้มสะท้อนเข้าไปในดวงตาของเขา บดบังดวงตากระจ่างใส เขาพยักหน้าพูดเสียงเบา “อืม จำได้”
หลีเช่อพูดต่อ “หากข้ามิได้จำผิดละก็ คุณหนูคนนั้นหลงรักอาจารย์เจียง อาจารย์เจียงรู้หรือไม่?”
หลินชิงเวยเลิกคิ้วเมื่อเห็นคิ้วพาดเฉียงประหนึ่งทิวเขาทั้งคู่ของเจียงมู่ขมวดมุ่นเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อของไป๋หยี่เนี่ยน สีหน้าและความรู้สึกที่ปรากฏบนใบหน้ามิใช่ความระอาใจที่มีต่อไป๋หยี่เนี่ยน แต่ปนเปไปด้วยความรู้สึกอย่างอื่นที่ดูคล้ายมีและคล้ายไม่มี…
หลินชิงเวยอดคิดไม่ได้ว่า เป็นตนเองที่ตาฝาด? หรือความจริงมิได้เป็นเช่นอย่างที่เห็น?
หากอาจารย์เจียงที่อยู่เบื้องหน้าสมบูรณ์แบบและงดงามเช่นนั้นจริงๆ เช่นนั้นหากมีใจรักสันโดษ ถูกกำหนดให้ต้องอยู่อย่างเดียวดายเพียงลำพัง หลินชิงเวยปรารถนาให้เขาวางตัวห่างเหินกับผู้อื่นเช่นนี้ตลอดไป มิใช่ทำท่าปฏิเสธห่างเหิน ทว่ากลับต้อนรับในที เช่นนั้นแล้วบาดแผลที่ไป๋หยี่เนี่ยนได้รับจึงจะบรรเทาเบาบางที่สุด
สติของนางแจ่มชัดยิ่ง ตนเองเคยพบบุรุษแล้งน้ำใจมาแล้วคนหนึ่ง ทว่านางมิได้คิดว่านับจากนี้ไป บุรุษในใต้หล้าล้วนแล้วแต่แล้งน้ำใจทั้งสิ้น นางเอือมระอาต่อไป๋หยี่เนี่ยนเพราะทั้งๆ ที่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ทว่านางยังคงทำตัวเสมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ เช่นนั้นจึงจะเรียกโง่งมจริงๆ กระมัง เหมือนเช่นตนเองในอดีต
ฉะนั้นการให้ไป๋หยี่เนี่ยนตัดใจแต่เนิ่นๆ จึงไม่ได้เป็นเรื่องไม่ดีอันใด
อย่างไรบุรุษที่ดูเหมือนจะถูกต้อง ทว่าไม่ถูกต้องนั้น มิใช่คนที่นางจะประเมินได้
ได้ยินอาจารย์เจียงพูดเพียงว่า “รู้บ้างเล็กน้อย”
หลีเช่อนั้นทำเพื่อไป๋หยี่เนี่ยนเช่นกัน ในเมื่อเรื่องประเภทนี้ เจ้าตัวมักจะตาบอดและคนรอบข้างกลับมองเห็นทุกอย่างชัดเจน เขาไม่ได้ทำเพียงเพราะได้รับไหว้วานจากท่านผู้เฒ่าไป๋ แต่ดูจากปฏิกิริยาของไป๋หยี่เนี่ยนเองแล้วนางยึดติดและน่าสงสารจริงๆ จริงหลีเช่อไม่ใช่คนจิตใจเลวร้ายอันใด เขาพูดว่า “คุณหนูไป๋ทำเรื่องน่าขันออกมาเรื่องแล้วเรื่องเล่าเพราะหลงรักอาจารย์เจียง ดูท่าแล้วอาจารย์ไม่รู้สึกอะไรต่อนางแม้สักกระผีกเดียว หาไม่คงมิทำให้นางเสียเวลาไปเปล่าๆ ปลี้ๆ เช่นนี้ตั้งหลายปี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไฉนจึงไม่ตัดขาดกันไปเลยจะได้ให้นางเริ่มต้นหาความสุขที่แท้จริงของชีวิตอีกครั้ง?”
อาจารย์เจียงฟังคำพูดของหลีเช่อเนิ่นนานไม่ตอบวาจา ดูเหมือนเขากำลังตัดสินใจอย่างยากลำบาก และรู้ว่าถึงเวลาที่ตนจะต้องตัดสินใจอะไรให้เด็ดขาดแล้ว หลินชิงเวยเห็นเงาร่างด้านข้างของเขาราวกับถูกฉาบด้วยแสงอาทิตย์ชั้นหนึ่ง ช่างสมบูรณ์แบบไร้ตำหนิจริงๆ
เวลานี้เอง มีเงาร่างสายหนึ่งพาดผ่านหางตาของหลินชิงเวย นางหันไปมองกลับเห็นเป็นไป๋หยี่เนี่ยนที่ยังคงมาที่นี่อย่างมิยอมเลิกรา ทว่ากลับดูหวาดกลัว นางหลบอยู่ในมุมของกำแพงไม่กล้าเข้าไป อาจเป็นเพราะไม่ปรารถนาที่จะทะเลาะเบาะแว้งกับหลินชิงเวยและหลีเช่อที่อยู่ด้านในอีกแล้ว นางคิดจะรอให้พวกเขากลับออกไปแล้วค่อยเข้าไปสนทนากับเจียงมู่
เมื่อพบว่าหลินชิงเวยเห็นตนเองแล้ว ไป๋หยี่เนี่ยนค่อยๆ ก้มหน้าลงต่ำด้วยไม่ปรารถนาให้หลินชิงเวยเห็นนางในสภาพทุกข์ตรมและต่อสู้ดิ้นรน
หลินชิงเวยเพียงแค่มองนางปราดเดียวก็อ่านใจนางออกทะลุปรุโปร่ง
เสียงของเจียงมู่ลอยออกมาจากด้านในเบาๆ “นางควรมีชีวิตที่ดียิ่งกว่านี้ ข้าจะพูดกับนางให้ชัดเจนเอง”
หลินชิงเวยหรี่ตาลงพูดกับไป๋หยี่เนี่ยนที่อยู่ด้านนอก “ในเมื่อมาแล้วกลับทำตัวหลบๆ ซ่อนๆ เหตุใดไม่เดินเข้าไปอย่างเปิดเผยเล่า?”