ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 429 ผู้ต้องสงสัย
เมื่อหลินชิงเวยเอ่ยขึ้นเช่นนี้ นายอำเภอถึงกับฉุกคิดขึ้นมา “ได้ยินเจ้าพูดเช่นนี้ ข้านึกออกแล้ว จริงๆ ด้วย! และสถานที่ที่เป็นต้นเพลิงล้วนเป็นเรือนที่อยู่อาศัยของคุณหนู!”
หลินชิงเวยมีสีหน้าหนักใจเล็กน้อย นางถามพ่อบ้านของสกุลจาง “พอจะแจ้งนายท่านและฮูหยินได้หรือไม่ว่าข้าขอพบคุณหนูสกุลจาง?”
ในเมื่อเป็นคนที่ใต้เท้านายอำเภอพามา พ่อบ้านจึงมิกล้าละเลย เขารีบไปแจ้งกับประมุขของจวน คุณหนูสกุลจางในเวลานี้อารมณ์ยังไม่มั่นคง จางฮูหยินกำลังปลอบโยนนางอยู่ในห้อง ไม่สะดวกที่จะพบเจอผู้คน แต่หากต้องการสอบสวนเหตุการณ์ไฟไหม้นี้ให้กระจ่างแจ้งย่อมต้องเริ่มตรวจสอบตั้งแต่คุณหนูจาง นายท่านสกุลจางจึงได้แต่อนุญาตให้เข้าพบ
ใต้เท้านายอำเภอเป็นบุรุษ ทั้งยังเป็นคนนอก ย่อมไม่สะดวกที่จะเข้าไปในเรือนด้านในพร้อมกัน จึงมีสาวใช้อาวุโสนำหลินชิงเวยเข้าไป เมื่อไปถึงด้านนอกห้อง สาวใช้อาวุโสพูดกับหลินชิงเวยว่า “คุณหนูได้รับความตื่นตระหนก อารมณ์ไม่คงที่ ยามนี้ฮูหยินกำลังปลอบโยนนางอยู่ในห้อง นางจึงสงบสติอารมณ์ลงได้อย่างมิง่ายดาย อีกสักครู่เมื่อแม่นางเข้าไปอย่าได้เอ่ยวาจาที่เป็นการกระตุ้นอารมณ์ของคุณหนู”
“รู้แล้ว รบกวนด้วย”
หลินชิงเวยก้าวขึ้นไป สาวใช้ในห้องเปิดประตูห้องให้นางเข้ามา
ห้องพักนี้เป็นห้องที่จัดขึ้นให้คุณหนูจางเป็นการชั่วคราว คุณหนูจางนอนอยู่บนเตียง ดวงตาทั้งคู่มองขึ้นไปบนมุ้งที่อยู่ด้านบนอย่างเลื่อนลอย เมื่อคุณหนูจางได้ยินเสียงเปิดประตูร่างของนางก็สั่นเทิ้มทันที
จางฮูหยินตบลงบนตัวของนางเบาๆ พร้อมกับพูดปลอบโยนว่า “อิ๋งเอ๋อร์ไม่ต้องกลัว ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรแล้ว” นางลุกขึ้นคารวะหลินชิงเวย “ท่านนี้คือแม่นางหลิน”
เพียงแต่แม่นางหลินนางนี้กลับอ่อนเยาว์เช่นนี้ นางมาตามคำสั่งของใต้เท้านายอำเภอ ทำให้คนรู้สึกว่าไม่น่าเชื่อถืออย่างเลี่ยงได้ยาก
หลินชิงเวยไม่ใส่ใจเช่นกัน “คารวะจางฮูหยิน” สายตาของนางตกลงบนร่างของคุณหนูจางที่อยู่บนเตียง “คุณหนูเป็นอย่างไรบ้าง?”
จางฮูหยินได้ยินเช่นนั้นอดที่จะรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไม่ได้ กระบอกตาทั้งคู่ของนางแดงก่ำ นางใช้ผ้าเช็ดหน้าในมือซับน้ำตาบริเวณหางตาเบาๆ “ไหนเลยคาดคิดว่าเมื่อคืนกลางดึกเรือนหอมหวนจะเกิดไฟไหม้ขึ้นได้ อิ๋งเอ๋อร์กำลังพักผ่อนอยู่ในเรือนหอมหวน สามารถช่วยนางออกมาจากกองเพลิงได้นับว่าเป็นความโชคดีที่สุดบนความโชคร้ายที่สุดแล้ว ข้าไม่ร้องขออย่างอื่น ขอเพียงอิ๋งเอ๋อร์มีชีวิตที่ดีต่อไปก็พอ”
หลินชิงเวยนั่งลงริมเตียงคุณหนูจาง “ดูท่าแล้วคุณหนูได้รับความตกใจจริงๆ” นางพูดแล้วก็ยื่นมือออกไปคิดจะจับชีพจรของคุณหนูจาง
คิดไม่ถึงว่าคุณหนูจางจะมีปฏิกิริยาตอบโต้รวดเร็วเช่นนี้ เดิมทีนางนอนอยู่บนเตียงดีๆ ใบหน้าขาวเผือดดวงตาเลื่อนลอย ขณะที่มือของหลินชิงเวยกำลังจะสัมผัสถูกนาง ไม่รู้ว่านางเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ไหนถึงกับปัดมือของหลินชิงเวยออกไป คนทั้งคนลุกขึ้นมานั่งแล้วซุกกายเข้าไปในผ้าห่มทั้งตัวสั่นเทิ้ม ขาทั้งคู่ออกแรงเตะถีบไม่หยุด ปากก็ร้องว่า “ออกไปนะ! เจ้าออกไป! อย่าแตะต้องข้า!”
จางฮูหยินเห็นแล้วรีบเข้ามาพูดปลอบโยนนางทั้งน้ำตา “อิ๋งเอ๋อร์ไม่ต้องกลัว ไม่กลัวนะ ที่นี่ไม่มีคนร้าย ไม่มีอะไรแล้ว ไม่เป็นไร…”
หลินชิงเวยฟังแล้วหัวใจพลันสะดุดวูบ มือของนางว่องไวรวดเร็วกว่าจางฮูหยินก้าวหนึ่ง นางพลิกนิ้วมือ เข็มเงินสองเล่มมารออยู่บนปลายนิ้ว ทางหนึ่งยื่นมือไปลากร่างของคุณหนูจางเข้ามาแล้วฝังเข็มลงบนจุดชีพจรของฝ่ามือแล้วหมุนเบาๆ คุณหนูจางเดิมทีดิ้นรนขัดขืนอย่างรุนแรง ทว่าเพราะการกระทำของหลินชิงเวยนางจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลงแล้วนอนพังพาบลงกับเตียง เหลือเพียงหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงรัวเร็ว แสดงให้เห็นว่าขณะนี้นางกำลังตื่นกลัว
จางฮูหยินเห็นแล้วไม่กล้าเข้าขัดขวาง นางเห็นหลินชิงเวยมีสีหน้าสงบนิ่ง เส้นผมปอยหนึ่งตกลงมาด้านหน้า นางใช้เข็มเงินควบคุมคุณหนูจาง จางฮูหยินจึงถามขึ้นว่า “เจ้าทำอะไรอิ๋งเอ๋อร์…”
หลินชิงเวย “ฮูหยินไม่ต้องกังวล ข้าเพียงแต่ฝังเข็มให้นางสงบลงเท่านั้น ไม่ส่งผลร้ายอันใดต่อร่างกายของนาง”
“เช่นนั้นก็ดี เช่นนั้นก็ดี” จางฮูหยินพรูลมหายใจโล่งอก ขณะเดียวกันไม่อาจไม่มองหลินชิงเวยใหม่อีกครั้ง
เห็นเพียงหลินชิงเวยเก็บเข็มเงินขึ้นมา ปลายนิ้วแตะลงบนข้อมือของคุณหนูจางเพื่อฟังชีพจรของนางแล้วพูดกับจางฮูหยินว่า “มีกระดาษกับพู่กันหรือไม่ ข้าจะเขียนเทียบยา แล้วให้คนไปจัดยาตามที่ข้าเขียน ต้มให้นางดื่มยาสงบใจถ้วยหนึ่ง”
จางฮูหยินจึงรีบให้ข้ารับใช้ไปหยิบพู่กันและกระดาษมา ขณะที่หลินชิงเวยกำลังจะจดปลายพู่กันเพื่อเขียนเทียบยานั้น แววตาของนางพลันไหววูบ เมื่ออยู่ในวังหลวง น้อยคนนักที่จะอ่านตัวอักษรของนางออกได้ เวลานี้อยู่ข้างนอกก็เป็นเช่นนั้นกระมัง นางจึงเก็บงำนิสัยเขียนเทียบยาด้วยตัวอักษรหวัดตามอำเภอใจเป็นตัวอักษรแบบตัวบรรจงเล็ก [1] ที่อ่านและเข้าใจง่ายแทน
สาวใช้นำเทียบยาไปจัดยาและต้มยาทันที
หลินชิงเวย “ข้ามาที่นี่เพียงเพื่อจะถามคุณหนูจางไม่กี่คำถาม เมื่อคืนขณะเกิดไฟไหม้ คุณหนูจางกำลังทำอะไรอยู่?”
คุณหนูจางไม่ตอบ สายตานั้นแข็งค้าง น้ำตาสองหยดไหลลงมาตามหางตาของนางทันที
จางฮูหยินกล่าวว่า “เกิดเหตุไฟไหม้ช่วงกลางดึก เวลานั้นอิ๋งเอ๋อร์ย่อมต้องนอนหลับอยู่”
หลินชิงเวยสังเกตสีหน้าและแววตาของคุณหนูจางอย่างละเอียดถี่ถ้วน “ต่อให้เกิดไฟไหม้ในเวลากลางดึก คุณหนูจางย่อมต้องถูกไฟไหม้ทำให้ตื่น ยังมีสาวใช้สองคนนั้นอีก จะถูกไฟคลอกตายได้อย่างไร?”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ คุณหนูจางตื่นตระหนก กระทั่งถีบขาทั้งคู่อย่างแรง ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้าง ทว่ากลับรับรู้ได้ถึงความหวาดกลัวที่แผ่ออกมาได้อย่างชัดเจน
จางฮูหยินแทบจะทนไม่ได้ หลินชิงเวยกลับถามต่อ “ท่านเห็นใครที่พอจะเป็นผู้ต้องสงสัยหรือไม่?”
เสียงอึกๆ อักๆ ดังออกมาจากลำคอของคุณหนูจาง นางส่ายหน้าอย่างทุรนทุราย อีกทางหนึ่งถีบขาทั้งคู่พร้อมกับโบกปัดมือทั้งคู่ไปมา
หลินชิงเวยเห็นท่าทางคุณหนูจางที่เป็นเช่นนี้จึงอดสงสารนางไม่ได้ ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกไปกลับยังคงสงบนิ่ง “ดูท่าแล้วเจ้าเห็นผู้ต้องสงสัย เจ้าเห็นหน้าตาเขาชัดเจนหรือไม่?”
“อ๊า—” คุณหนูจางร้องออกมาคำหนึ่งด้วยความทุกข์ทน
ยามนี้เข็มเงินของหลินชิงเวยไม่อาจทำให้นางสงบได้อีกต่อไป นางพยายามจะลุกขึ้นมา บิดซ้ายป่ายขวา เกือบจะเอาศีรษะพุ่งเข้าชนเสาของเตียง
จางฮูหยินรีบพุ่งกายเข้าไปโอบกอดนางเอาไว้ สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้อยู่บนเตียงด้วยความเป็นทุกข์
สายตาของจางฮูหยินที่มองหลินชิงเวยนั้นห่างเหินและมีท่าทีปฏิเสธ “เจ้าถามก็ถามแล้ว เห็นนางเป็นเช่นนี้ก็ควรพอได้แล้ว อย่าได้ถามอันใดอีกเลย นางไม่รู้อะไรทั้งสิ้น หวังเพียงเมื่อนางรอดชีวิตมาจากกองเพลิงนี้แล้วจะมีชีวิตใหม่ที่ดี”
หลินชิงเวยลุกขึ้น “หากไม่ถามให้ละเอียดถี่ถ้วน เกรงว่าพรุ่งนี้มะรืนนี้ ยังต้องมีคุณหนูอีกมากที่เป็นเช่นนาง นั่นเป็นสิ่งที่จางฮูหยินต้องการเห็นใช่หรือไม่?”
จางฮูหยินถึงกับเป็นใบ้ไปชั่วขณะ
หลินชิงเวยช้อนตาขึ้นมองนาง ดวงตาดำขลับของนางกระจ่างใส สุกสกาวราวกับกระจก “เรื่องบางเรื่อง คิดว่าจางฮูหยินคิดจะปิดบัง เมื่อคืนคุณหนูจาง…”
“พอแล้ว! เจ้าไม่ต้องพูดอีกแล้ว!” จางฮูหยินตวาดเสียงดังในทันใด “เด็กๆ เชิญนางออกไป!”
ดังนั้นหลินชิงเวยจึงถูกสาวใช้ขับไล่ออกมาอย่างไม่เป็นที่ต้อนรับ ด้านนอกยังคงสว่างไสวด้วยแสงตะวัน นางหรี่ตาลงทว่ากลับไม่รู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจแม้แต่น้อย
คุณหนูจางคนนั้นได้ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นอาภรณ์สะอาดสะอ้านแล้ว แต่ระหว่างที่ต่อสู้ขัดขืนแขนเสื้อได้เลื่อนตกลงไป ปรากฏให้เห็นแขนของนางบริเวณใต้ร่มผ้าถึงกับมีรอยช้ำเขียวม่วงซ้อนทับกันไปมา ชัดเจนยิ่งนักว่า…แต่ต่อให้จางฮูหยินคิดจะช่วยนางปิดบังก็ไม่ใช่เรื่องผิดแม้แต่น้อย หากต้องการให้คุณหนูจางมีชีวิตที่ดีในวันหน้าย่อมมิอาจปล่อยให้เรื่องราวที่ทำลายชื่อเสียงของนางแพร่งพรายออกไป
ในยุคสมัยนี้ ชื่อเสียงของสตรีคนหนึ่งนั้นสำคัญอย่างยิ่งยวด
——————
[1] ตัวอักษรบรรจงเล็ก หรือ เสียวข่าย คือรูปตัวคัดบรรจงของภาษาจีน อักษรบรรจงมีขนาดเล็กว่า 2 เซนติเมตร มีต้นกำเนิดในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น ที่สำคัญคือลายมือสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับพิมพ์ออกมา