ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 450 ที่แท้เข้าใจผิด
องครักษ์ที่อยู่ด้านข้างได้ยินแล้วไหนเลยจะมีสีหน้าดีๆ ให้เห็น เขาพูดเสียงเย็น “ใต้เท้าเป็นขุนนางมือสะอาด ใครอนุญาตให้เจ้าพูดจาส่งเดชที่นี่! ฮูหยินเป็นคุณหนูพันช่างของสกุลเฮ่อ สกุลเฮ่อเป็นครอบครัวอันดับหนึ่งของเมืองนี้ การก่อสร้างคฤหาสน์หลังนี้จะยากอะไร?”
หลีเช่อพยักพเยิดคิ้วพูดว่า “เช่นนั้นเจ้าหมายความว่า ที่จริงแล้วใต้เท้าของพวกเจ้านั้นตกถังข้าวสารสินะ?”
เจ้าหน้าที่กำลังคิดจะบันดาลโทสะ พ่อบ้านก็เดินออกมาต้อนรับจากประตูชั้นสอง เขามองคนทั้งสามปราดหนึ่ง “ใต้เท้ากำลังรอพวกท่านอยู่ในโถงบุปผา พวกท่านตามข้ามาเถิด”
หลินชิงเวย หลีเช่อ และซินหรูเดินตามพ่อบ้านไปยังโถงบุปผา แสงไฟในโถงบุปผาสว่างไสว ภายในเรือนยังมีสาวใช้คอยปรนนิบัติ
เพิ่งจะเดินขึ้นบันไดหน้าเรือนก็ได้ยินเสียงพูดจาเอะอะโวยวาย เมื่อก้าวเข้าประตูไปยังไม่ได้พูดแม้แต่ประโยคเดียวก็ได้ยินเสียงตวาดดังลั่น “เด็กๆ เป็นพวกเขา! รีบจับตัวพวกเขา! กุญแจอยู่บนร่างของบุรุษคนนั้น ชิงมาให้ข้า!”
คนทั้งสามจับจ้องสายตามองไป ผู้ที่กำลังเอะอะโวยวายอยู่ในโถงบุปผามิใช่จอมอันธพาลสกุลเฮ่อที่เพิ่งพบหน้ากันเมื่อหัวค่ำหรอกหรือ นอกจากเขาแล้วยังมีหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีนั่งอยู่ในตำแหน่งประธานของโถงบุปผา อายุราวๆ สามสี่สิบปีโดยประมาณ บุรุษนั้นมีท่าทางเข้มงวด สตรีงามสง่า ไม่จำเป็นต้องพูดอันใดอีก สองคนนี้คือใต้เท้าท่านเจ้าเมืองและฮูหยินแน่นอน เพียงแต่สีหน้าของทั้งสองคนในเวลานี้ไม่ค่อยน่าดูนัก ฮูหยินใต้เท้าท่านเจ้าเมืองนั้นเรียกได้ว่าแทบจะควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าเอาไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำ สีหน้าของนางปรากฏให้เห็นความขุ่นเคืองใจอย่างชัดเจน
ได้ยินว่านางปกป้องคุ้มครองเฮ่อเทียนโย่วผู้เป็นน้องชายอย่างไร้ขอบเขต เวลานี้ที่ยังไม่บันดาลโทสะออกมาล้วนเป็นเพราะเห็นแก่ที่ใต้เท้าท่านเจ้าเมืองยังอยู่ที่นี่ด้วย
นอกจากนั้นหลินชิงเวยยังเห็นสตรีในวัยสาวรุ่นอีกนางหนึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง สตรีนางนั้นสวมอาภรณ์สีพื้นเรียบๆ สีหน้าสงบนิ่ง ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เพราะเฮ่อเทียนโย่ว นางนั่งอยู่ด้านข้างอย่างสงบราวกับเป็นรูปปั้นแกะสลักอย่างไรอย่างนั้น
แม้สตรีนางนี้จะไม่แสดงอารมณ์และความรู้สึก และไม่แสดงภาษากายใดๆ แต่ลำพังเพียงแค่นางนั่งอยู่ที่นั่นก็เป็นอาหารตาอย่างหนึ่ง
เพราะสตรีนางนั้นงดงามยิ่งยวด
เพียงแต่ที่นี่มิใช่เรือนสกุลเฮ่อ ข้ารับใช้ในจวนท่านเจ้าเมืองย่อมต้องรับคำสั่งจากท่านเจ้าเมือง บรรดาข้ารับใช้ได้ยินคำพูดของเฮ่อเทียนโย่ว แม้จะมีการเคลื่อนไหวทว่ายังคงมิกล้าเข้ามาล้อมและจับตัวหลินชิงเวยเอาไว้
หลินชิงเวยช้อนตาขึ้นมองท่านเจ้าเมืองปราดหนึ่ง เค้าโครงรูปหน้าของท่านเจ้าเมืองกลับคล้ายคลึงกับท่านผู้เฒ่าไป๋อยู่หลายส่วน คิดดูแล้วน่าจะเป็นไป๋ซิวเจี๋ยอย่างไม่ต้องสงสัย
ฮูหยินท่านเจ้าเมืองพูดเสียงแหลมขึ้นมาก่อนอย่างทนไม่ได้ “พวกเจ้าเป็นคนที่ดูหมิ่นเทียนโย่วกลางตลาดใช่หรือไม่? กุญแจอยู่ที่ไหน ยังไม่มอบออกมา?”
เฮ่อเทียนโย่วมีท่านเจ้าเมืองสองสามีภรรยาหนุนหลังจึงมีความมั่นใจเปี่ยมล้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่เพราะเขาถูกหลีเช่อบิดแขนทั้งคู่ไพล่ไปด้านหลังแล้วใส่กุญแจมือเอาไว้ ทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก หาไม่แล้วคงกระโจนเข้ามาสั่งสอนหลีเช่อนานแล้ว
หลีเช่อยิ้มตายิบหยีให้ฮูหยินท่านเจ้าเมือง “กุญแจอยู่ที่ข้า” พูดแล้วก็แลบลิ้นให้ฮูหยินท่านเจ้าเมือง เห็นกับตาว่ากุญแจขนาดเท่าหัวแม่มือนั้นอยู่บนลิ้นของเขาพอดิบพอดี “อย่าได้วู่วามเชียว ไม่เช่นนั้นข้าก็จะกลืนกุญแจลงไปด้วยความตกใจ”
ฮูหยินท่านเจ้าเมืองและเฮ่อเทียนโย่ว “…”
ท่านเจ้าเมืองเงียบขรึมอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยปากในที่สุด “เรื่องนี้ต้องเข้าใจผิดกันแน่ๆ ทั้งสามท่านเพิ่งจะเข้าเมืองมาเมื่อยามบ่ายของวันนี้กระมัง?”
หลินชิงเวย “ถูกต้อง”
ท่านเจ้าเมืองจึงถามว่า “เดินทางมาจากที่ใดกัน?” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
หลินชิงเวย “วันนี้หากใต้เท้ามิได้เป็นฝ่ายเชิญพวกเราก่อน พวกเราย่อมต้องมาเยือนจวนของท่านด้วยได้รับการไหว้วานจากคนผู้หนึ่ง”
“อ้อ?”
หลินชิงเวยจึงกล่าวว่า “พวกเรามาจากเมืองคุน” เมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวออกไป สีหน้าของท่านเจ้าเมืองเปลี่ยนไปเล็กน้อย หลินชิงเวยพูดอีกว่า “ระหว่างทางได้รั้งอยู่ในเมืองคุณระยะหนึ่ง ประจวบกับช่วงเวลานั้นได้พำนักอยู่ในจวนของท่านผู้เฒ่าไป๋”
หลังจากสีหน้าของท่านเจ้าเมืองเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายครั้ง จึงค่อยๆ มีท่าทีผ่อนคลายลง “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ท่านผู้เฒ่าสุขภาพแข็งแรงดีหรือไม่? เนี่ยนเอ๋อร์เล่า ยังมีนิสัยเอาแต่ใจหรือไม่?” เมื่อกล่าวคำพูดนี้ออกไป ท่านเจ้าเมืองเห็นสีหน้าของทั้งสามคนหม่นวูบลงจึงถามขึ้นว่า “เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือไม่?”
หลินชิงเวย “เมืองคุนปรากฏโจรเด็ดบุปผาคนหนึ่ง ได้ถูกโจษจันกันไปต่างๆ นานา เชื่อว่าใต้เท้าน่าจะได้ยินมาบ้างแล้ว เรื่องราวเป็นอย่างไรยังต้องรอให้ใต้เท้าอ่านจดหมายแล้วค่อยสนทนากัน” พูดแล้วก็หยิบจดหมายออกมายื่นให้สองฉบับ ฉบับหนึ่งเป็นจดหมายที่เขียนโดยท่านผู้เฒ่าไป๋ อีกฉบับหนึ่งเป็นจดหมายที่เขียนโดยนายอำเภอเมืองคุน
ท่านเจ้าเมืองอ่านจดหมายแล้วสีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดขาว ในที่สุดกลับมีโทสะจนตบโต๊ะดังปังแล้วพูดด้วยความโกรธขึ้งว่า “เจ้าโจรชั่วช่างเหิมเกริม! ถึงกับกล้าลงมือกับเนี่ยนเอ๋อร์! ข้าจะต้องจับกุมตัวเขามาลงโทษตามกฎหมาย!” มองออกว่าท่านเจ้าเมืองมีโทสะแล้วจริงๆ หลังจากเขาสงบสติอารมณ์ลง เขาหันไปมองหลินชิงเวยและพวก “เรื่องราวเป็นเช่นไรกันแน่ รบกวนเจ้าเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่? ยังมีอีก เนี่ยนเอ๋อร์ นาง…เวลานี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
หลินชิงเวยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองคุนอย่างคร่าวๆ “หลังจากเกิดเรื่อง คุณหนูสกุลใหญ่ในเมืองคุนเคราะห์ร้ายหลายคน ใต้เท้านายอำเภอควบคุมเมืองทั้งเมืองเอาไว้เพื่อจับกุมคนร้าย คนร้ายกลับไม่ยอมเลิกรา คิดวางแผนล่อลวงคุณหนูไป๋ออกไปที่วัดกลางภูเขา เห็นได้ว่าคุณหนูไป๋เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่เขาเลือกเอาไว้แต่แรก คิดว่าควรจะมีสาเหตุที่เชื่อมโยงถึงกัน” หยุดไปครู่หนึ่งนางพูดอีกว่า “เวลานั้นคุณหนูไป๋ตกอยู่ในอันตรายภายในวัด หากมิใช่เป็นเพราะอาจารย์เจียงที่สอนหนังสืออยู่ในเมืองรีบไปช่วยได้ทันเวลา เกรงว่าอาจจะประสบเคราะห์กรรมในมือของคนร้ายไปแล้ว แต่อาจารย์เจียงกลับต้องตายเพราะช่วยคุณหนูไป๋”
ท่านเจ้ามองทอดถอนใจ “คิดไม่ถึงว่าอาจารย์สอนหนังสือคนหนึ่งจะมีความกล้าหาญถึงเพียงนี้”
คนทั้งหมดล้วนมิได้สังเกตเห็น ทว่าหลินชิงเวยกลับสังเกตเห็นว่าสตรีรูปโฉมงดงามที่นั่งสงบนิ่งอยู่ด้านข้างตลอดเวลานั้น เมื่อได้ยินชื่อเจียงมู่ที่หลินชิงเวยเอ่ยถึงขณะเล่าเรื่องราวทั้งหมด นางมีสีหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกน้อยๆ นางดูเหมือนจะพบว่าหลินชิงเวยกำลังจับจ้องสายตามองนางอยู่ จึงรีบเก็บงำกระบอกตาที่แดงก่ำด้วยการก้มหน้าลงต่ำ
ท่านเจ้าเมืองกล่าวอีกว่า “ขอบคุณพวกท่านทั้งหลาย เดินทางจากเมืองคุนเพื่อนำจดหมายจากทางบ้านมาส่งให้ข้า พวกท่านนับเป็นแขกในจวนของท่านผู้เฒ่า ข้าเองมิอาจละเลยได้เช่นกัน อาศัยอยู่ในโรงเตี๊ยมนั้นไม่สะดวก ยามนี้ท้องฟ้ามืดแล้ว พวกท่านไม่สู้พำนักในจวนเป็นการชั่วคราว”
ยามนี้ฮูหยินท่านเจ้าเมืองหน้ายิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม กล่าวขึ้นว่า “ใช่แล้ว ประจวบเหมาะกับพรุ่งนี้เป็นวันฉลองวันเกิดของท่านเจ้าเมือง มีสหายเพิ่มขึ้นหลายคนก็เป็นเรื่องดี เด็กๆ รีบไปจัดห้องพักแขกให้กับแขกหลายท่านนี้”
ยังไม่รอให้หลินชิงเวยและคนอื่นๆ ตกปากรับคำ ท่านเจ้าเมืองและฮูหยินท่านเจ้าเมืองคนหนึ่งร้องคนหนึ่งรับ ได้เรียกคนให้ไปตระเตรียมห้องพักเสียแล้ว หากหลินชิงเวยปฏิเสธออกไปในเวลานี้ย่อมกลายเป็นไม่รู้จักกาลเทศะ
ในที่สุดหลินชิงเวยจึงได้แต่พูดว่า “เช่นนี้คงได้แต่ทำตามที่ท่านว่าแล้ว”
คนทั้งสามกำลังจะเดินออกไปจากโถงบุปผา เฮ่อเทียนโย่วไม่ยินยอม “ท่านพี่เขย จะให้พวกเขาออกไปเช่นนี้หรือ กุญแจมือของข้ายังไม่ได้ปลดออก!”
ฮูหยินท่านเจ้าเมืองรีบเสริม “ใช่แล้ว เทียนโย่วยังถูกใส่กุญแจมือเอาไว้”
ท่านเจ้าเมืองมองคนทั้งสาม “เรื่องนี้น่าจะเป็นการเข้าใจผิด เทียนโย่วมีนิสัยเจ้าทิฐิดื้อรั้นล่วงเกินท่านทั้งหลาย อีกประเดี๋ยวข้าจะอบรมสั่งสอนให้หนัก”
หลีเช่อพูดอย่างเกียจคร้าน “คุณชายเฮ่อถือดียิ่งนัก เกี้ยวพาแม่นางของข้ากลางตลาด นี่เกรงว่าจะไม่ใช่การเข้าใจผิด ข้ายังได้ยินกับหูตัวเองว่าเขาจะนำตัวแม่นางของข้ากลับไปอบรมสั่งสอน”
หลินชิงเวยหัวเราะ “นี่เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด หลีเช่อ ยังไม่ปลดกุญแจมือให้คุณชายเฮ่ออีก”