ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 449 จัดอีกสักดอก
หลีเช่อแคะหูแล้วเป่าลมใส่เล็บของตนพร้อมกับพูดด้วยสีหน้ายียวนกวนประสาท “เจ้าเป็นใครล่ะ? บิดาของเจ้าคือหลี่กัง [1] ใช่หรือไม่ ถึงได้กร่างเช่นนี้? เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?”
มือทั้งคู่ของจอมอันธพาลถูกบิดไปข้างหลัง ทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวอย่างยิ่ง “เจ้าเป็นใครกัน?”
“ข้าก็คือบิดาของเจ้า” หลีเช่อตบๆ ลงบนใบหน้าของจอมอันธพาล “เจ้าลูกชาย เรียกบิดาให้ฟังหน่อย หากข้าอารมณ์ดีขึ้นมาอาจปล่อยเจ้าก็ได้”
ชาวบ้านที่ล้อมวงกันเข้ามาดูละครฉากนี้ต่างหัวเราะออกมาเบาๆ
คิดดูแล้วจอมอันธพาลผู้นี้คงไม่เคยต้องอับอายขายหน้าผู้คนเยี่ยงนี้มาก่อน เขาสั่งผู้ติดตาม “ยังยืนทึ่มทื่อทำอันใดอีก ยังไม่รีบแย่งกุญแจมาจากตัวของเขามาให้ข้า!”
ผู้ติดตามได้สติกลับมาจึงมีสีหน้าถมึงทึง ทว่าพวกเขาเพิ่งจะเดินเข้ามาได้สองก้าว หลีเช่อก็จับจอมอันธพาลมาบังร่างของตนเอาไว้ “ข้าเตือนพวกเจ้าสักประโยค อย่าทำอะไรวู่วาม หาไม่แล้วอีกประเดี๋ยว หากคุณชายของเจ้าเกิดพลั้งพลาดเป็นอะไรในมือข้า พวกเจ้าแต่ละคนต้องตกงานไม่ว่า กลับไปยังต้องถูกตีก้นอีกกระมัง” พูดแล้วก็เปล่งเสียงหัวเราะชั่วร้าย นิ้วมือของเขาคีบสิ่งของทรงกลมขนาดเท่าลูกปิงปอง
หลินชิงเวยถามขึ้นอย่างประหลาดใจ “เจ้านี่คืออะไรอีกเล่า?”
หลีเช่อส่งสายตาไปยังผู้ติดตามที่ถูกประทัดระเบิดจนเสื้อผ้าขาดวิ่นไปทั่วทั้งตัวที่อยู่บนพื้นคนนั้น “ข้าเรียกมันว่าระเบิดกระโดด ชื่อนี้เป็นการชั่วคราว รสชาติของมันราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง เจ้าดูสิ เขาได้สัมผัสมากับตัวเองแล้ว”
“เจ้ากล้า–” จอมอันธพาลข่มขู่
น่าเสียดายที่เพิ่งพูดได้เพียงสองคำ หลีเช่อก็ยัดระเบิดกระโดดลูกนั้นใส่เข้าไปในอกเสื้อของจอมอันธพาล จากนั้นออกแรงผลักจอมอันธพาลออกไปอย่างแรง
ระเบิดกระโดดนั้นระเบิดอยู่ในเสื้อผ้าของจอมอันธพาลจริงๆ อีกทั้งยังส่งเสียงดังปังๆๆราวกับประทัด อาภรณ์ผ้าไหมบนร่างของจอมอันธพาลล้วนถูกระเบิดจนเป็นรูขาดวิ่น น่าอนาถยิ่ง ส่วนคนก็ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
หลินชิงเวยหรี่ตาลง “พลังการทำลายล้างของเจ้าสิ่งของนี้ไม่เบาเลย”
หลีเช่อ “นั่นแน่นอนอยู่แล้ว มันมีพลังทำลายล้างพอๆ กับประทัดชุดหนึ่ง ทั้งหมดมีหนึ่งร้อยสามสิบหกนัด”
หลินชิงเวยสูดปาก ดูแล้วคนผู้นี้จะมีสิ่งของดีๆ อยู่ในตัวไม่น้อย มิน่าเล่าในยามปกติไม่เห็นเขาใช้วรยุทธ์เท่าใดนัก
รอประทัดหนึ่งร้อยสามสิบหกนัดระเบิดสิ้นสุดลง จอมอันธพาลนอนหมดสภาพอยู่บนพื้น ร่างทั้งร่างเต็มไปด้วยเขม่าควัน ผู้ติดตามสองคนประคองเขาขึ้นมา เขาพูดอย่างอ่อนแรง “สั่งสอนพวกเขาให้ตาย!”
ผู้ติดตามอีกคนเตรียมจะลงมือ หลีเช่อยื่นมือออกไป ในมือมีระเบิดกระโดดสามลูก เขาถามทั้งรอยยิ้ม “อยากจะลองอีกสักดอกหรือไม่?”
จอมอันธพาลเห็นเข้าจึงตื่นตระหนกจนหน้าที่แดงก่ำนั้นกลับเป็นซีดเผือด เหล่าผู้ติดตามได้เห็นอานุภาพของเจ้าของสิ่งนี้มาแล้วจึงได้แต่ไม่กล้าดาหน้าเข้าไปเพราะความหวาดกลัวในที่สุด สุดท้ายจอมอันธพาลไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจกระทั่งกุญแจมือบนข้อมือ เขาเผ่นออกไปพร้อมกับทิ้งคำพูดเอาไว้ “มีปัญญา เจ้าก็รอข้าอยู่ที่นี่!”
หลีเช่อผิวปากให้กับแผ่นหลังของพวกเขา “หากต้องการล้างแค้นก็รีบๆ หน่อย บิดาของเจ้า ข้าไม่มีเวลา”
ซินหรูที่อยู่ด้านข้างหัวเราะเบิกบานใจ “ท่านพี่อาหลี ไฉนท่านจึงรับบุตรชายส่งเดช ทำเช่นนี้ไม่ดีเจ้าค่ะ”
หลีเช่อสะบัดอาภรณ์สีแดงหันมาขยิบตาใส่ซินหรู “บุตรชายบุญธรรม เจ้าไม่เข้าใจหรอก”
เวลานี้เสียงปรบมือดังขึ้นรอบๆ บริเวณ ชาวบ้านที่ล้อมวงต่างพากันร้องว่าดี เยี่ยม เสียงที่พูดคุยกันนั้นดังกว่าขณะที่ดูการแสดงเสียอีกคณะแสดงยังคงแสดงต่อไป เสียงปรบมือนั้นจึงดูเหมือนปรบมือให้กับการแสดง
คนทั้งสามกลับไปยังโรงเตี๊ยมที่หลีเช่อได้เตรียมการเอาไว้เมื่อท้องฟ้ามืดสนิท
ไปถึงโรงเตี๊ยม ขณะที่กำลังร่วมรับประทานอาหาร หลีเช่อกล่าวขึ้นว่า “เจ้าว่าอีกสักครู่จะมีเจ้าหน้าที่มาจับกุมพวกเราหรือไม่?”
ไม่แปลกที่เขามีความคิดเช่นนี้ เพราะความรู้สึกชนิดนี้เป็นสิ่งที่ตรงกับประสบการณ์ที่พวกเขาเคยพบมา (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
หลินชิงเวย “เวลานี้เจ้าเพิ่งจะรู้สึกกลัว สายเกินไปหรือไม่?”
หลีเช่อ “มิใช่ว่านายอำเภอทุกคนจะพูดจาง่ายดายเช่นนายอำเภอเมืองคุนนี่นา อีกทั้งข้าเห็นว่าจอมอันธพาลผู้นั้นกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ข้าไม่เชื่อว่าเบื้องหลังไม่มีคนมีอำนาจหนุนหลัง เวลานี้มิใช่เพราะต้องการปกป้องพวกเจ้าหรือ จึงได้แต่กัดฟันสู้”
ซินหรูประคองชามน้ำแดงขึ้นดื่ม “ข้าเห็นท่านพี่อาหลีเล่นอย่างสนุกสนานนี่นา”
หลีเช่อลูบจมูก “มีหรือ? เจ้าดูผิดแล้วกระมัง” หยุดไปครู่หนึ่งก็พูดอีกว่า “ไม่สู้พวกเราเร่งเดินทางทั้งคืนเพื่อนำจดหมายไปส่งที่ศาลาว่าการแล้วรีบออกเดินทาง?”
หลินชิงเวยไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธ แต่ไม่อาจไม่ยอมรับว่าหลีเช่อนั้นปากเปราะโดยแท้
เขาเพิ่งจะพูดจบได้ไม่นาน คนทั้งสามยังไม่ทันได้กินให้อิ่มท้องก็มีเจ้าหน้าที่หลายคนเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม เวลานี้ลูกค้าในโรงเตี๊ยมมีไม่มากนัก บรรดาเจ้าหน้าที่กวาดตามองปราดเดียวก็เห็นพวกเขา
ไม่อาจกล่าวโทษพวกเขาทั้งสามคนที่ไม่กินข้าวในห้อง แต่จะกินข้าวในห้องโถงใหญ่ หากเจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องการตามหาตัวพวกเขา อย่างไรพวกเขาก็หลบหนีไม่พ้น ห้องโถงใหญ่กว้างขวาง ซ้ำยังกินข้าวพร้อมกับฟังเรื่องซุบซิบนินทาของคนเมืองนี้ได้ด้วย
อย่างเช่นเวลานี้ หลีเช่อได้รู้จากปากลูกค้าที่มากินข้าวที่นี่แล้วว่า เรื่องในวันนี้เขาได้ทำให้ลุกลามใหญ่โตเสียแล้ว จอมอันธพาลสกุลเฮ่อผู้นั้นมีนามว่า เฮ่อเทียนโย่ว สกุลเฮ่อเป็นครอบครัวอันดับหนึ่งของเมืองชิ่งซาน มีทั้งอำนาจ เงินทอง และมีคนหนุนหลัง แต่ที่คิดไม่ถึงก็คือเขาถึงกับเป็นน้องชายของฮูหยินท่านเจ้าเมือง นั่นหมายถึงพี่สาวของเฮ่อเทียนโย่วเป็นภรรยาเอกของใต้เท้าท่านเจ้าเมืองที่พวกเขาต้องการนำจดหมายไปมอบให้!
ยามนี้เจ้าหน้าที่ได้มาจับตัวคนแล้ว ครั้งนี้หลีเช่อได้ก่อคดีใหญ่ เขากัดฟันพูดกับหลินชิงเวย “ท่านเจ้าเมืองที่ชื่อ ไป๋ซิวเจี๋ย ผู้นั้นดูเหมือนจะเป็นคนไม่แยกแยะเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนขุนนางน้ำดี มิน่าเล่านายอำเภอเมืองคุนจึงไม่กล้าล่วงเกินเขา”
เจ้าหน้าที่เดินมาถึงตัวพวกเขาในชั่วพริบตา พวกเขามองคนทั้งสามแล้วพูดด้วยสีหน้าไม่บอกความรู้สึก “เมื่อยามบ่ายพวกเจ้าก็คือคนที่ทะเลาะกับคุณชายเฮ่อกลางตลาด ทั้งยังทุบตีและใส่กุญแจมือคุณชายเฮ่อกระมัง?”
หลีเช่อมีสีหน้าราวกับเป็นผู้บริสุทธิ์ เขาส่ายหน้าและพูดอย่างมั่นใจ “ไม่ใช่พวกเรานะ! ไม่ใช่เด็ดขาด! พวกเจ้าจำคนผิดแล้ว”
เจ้าหน้าที่ “คนหนึ่งเป็นบุรุษหน้าตางดงามในอาภรณ์สีแดงทั้งชุด อีกคนหนึ่งเป็นแม่นางสวมกระโปรงสีเขียวอ่อน ยังมีแม่นางน้อยอีกคนหนึ่ง ทั้งเมืองนี้ยังมีผู้ใดมีลักษณะถูกต้องตามที่ว่ามานี้มากกว่าพวกเจ้าอีก?”
ซินหรูที่นั่งอยู่ด้านข้างพูดสอดขึ้นมาอย่างไร้เดียงสา “ไม่แน่ว่าอาจจะมีจริงๆ ก็ได้ พี่ชาย ท่านไม่ลองไปหาดูแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามีคนลักษณะเหมือนกว่าพวกเราหรือไม่?”
หลีเช่อเย้ยหยัน “ถูกต้อง นี่ต้องเป็นเรื่องบังเอิญแน่ๆ”
เจ้าหน้าที่สิ้นความอดทน “ไร้สาระ พวกเจ้าคิดว่าข้าตาบอดใช่หรือไม่ ใต้เท้าท่านเจ้าเมืองให้พวกเจ้าไปพบสักเที่ยว!”
หลินชิงเวยมุมปากกระตุก ไฉนแม้กระทั่งคำพูดก็เหมือนกับที่เคยได้พบมา นางลุกขึ้น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไปสักเที่ยวก็ไม่กระไร”
เดิมทีนางคิดว่าวันนี้มืดแล้ว พรุ่งนี้เป็นวันเกิดของใต้เท้าท่านเจ้าเมืองจึงไม่สะดวกที่จะไปรบกวน รอให้สองวันนี้ผ่านพ้นไปแล้วค่อยไปส่งจดหมาย คิดไม่ถึงว่าจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ต่อให้ก่อเรื่องแล้วก็ดีเหมือนกัน พวกเขาจะได้ทำธุระให้เสร็จสิ้น
ดังนั้นคนทั้งสามจึงถูกเจ้าหน้าที่พาตัวออกจากโรงเตี๊ยม ทว่ามิได้ไปศาลาว่าการแต่กลับตรงไปยังจวนของท่านเจ้าเมือง
จวนท่านเจ้าเมืองหรูหราโอ่อ่า แสงสว่างในนั้นสลัวๆ ด้านหน้าประตูมีองครักษ์ยืนยามสองคน ทันทีที่ก้าวเข้าประตูไปก็เห็นความกว้างขวางโอ่โถงด้านในแม้จะเป็นเวลากลางคืน
หลีเช่อเอามือไพล่หลังแล้วกวาดตามองไปรอบๆ “จวนท่านเจ้าเมืองใหญ่โตถึงเพียงนี้ หากมิได้มีเงินมากมายอยู่สักหน่อย คาดว่ากระทั่งสวนดอกไม้ก็ยังสร้างไม่สำเร็จ เป็นขุนนางได้ดีกว่านายอำเภอเมืองคุนมากมายนัก เวลานี้เมื่อคิดถึงศาลาว่าการของนายอำเภอผู้นั้น อืม เรียบง่ายและยากจน!”
หลินชิงเวย “อย่าพูด”
———-———–
[1] พ่อผมชื่อหลี่กัง เป็นวลีเด็ดที่ติดหูชาวจีนในปี 2010 และต่อมาเป็นวลียอดนิยมที่ชาวจีนมักจะนำมาพูดเมื่อต้องการระบายโทสะหรือต้องการยั่วโทสะผู้อื่น เนื่องจากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถยนต์ในวันที่ 16 ตุลาคม 2010 บุตรชายของหลี่กัง หลี่ฉี่หมิงหลังดื่มสุราขับรถโฟล์คสวาเกนสีดำชนนักศึกษาหญิงของมหาวิทยาลัยเหอเป่ย 2 คน หนึ่งในนั้นคือชื่อ เฉินเสี่ยวเฟิง อายุ 20 ปีซึ่งเสียชีวิตในโรงพยาบาลในเวลาต่อมา ส่วนนักศึกษาหญิงอีกคนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่ถูกตำรวจจับกุม หลี่ฉี่หมิง ได้เอ่ยวาจาท้าทายอำนาจกฎหมายว่า มีปัญญาก็ไปฟ้องศาลเอาสิ พ่อผมชื่อหลี่กัง หลี่กังเป็นนายตำรวจยศรองผู้กำกับของเมืองเป่าติ้ง สุดท้าย หลี่ฉี่หมิงถูกตัดสินจำคุก 6 ปี บิดาของเขาหลี่กังลาออกจากการเป็นตำรวจ