ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มท่ี่ 15 บทที่ 431 ยอมรับแล้วละสิ
ไป๋หยี่เนี่ยนตอบโต้กลับว่า “เจ้าเองก็รออยู่นอกประตูโดยไม่ได้เข้าไปเช่นกัน”
หลินชิงเวยพูดคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “นั่นเป็นเพราะข้าชอบช่วยเหลือให้ผู้อื่นสมปรารถนา ไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะเรื่องดีๆ ของหลีเช่อและอาจารย์เจียง เวลานี้ทั้งสองกำลังสนทนากันอย่างมีอรรถรสและสนิทสนม เชื่อว่าเจ้าคงได้ยินท่านปู่ของเจ้าพูดเช่นกันว่าบุรุษรูปงามเช่นหลีเช่อมีรสนิยมพิเศษเช่นนั้นเป็นเรื่องปกติยิ่ง”
ไป๋หยี่เนี่ยนได้ยินแล้วให้รู้สึกเดือดดาลในชั่วขณะ ครั้งก่อนนางได้พูดอย่างชัดเจนแล้ว คิดไม่ถึงว่าหลีเช่อถึงกับยังเอาตัวไปพัวพันกับเจียงมู่ แค่เพียงนางนึกถึงภาพที่หลีเช่อเอาตัวไปแนบชิดเจียงมู่ ก็รู้สึกมีโทสะแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ
เมื่อไป๋หยี่เนี่ยนมีโทสะขึ้นมา นางจะไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น ความรู้สึกหวาดกลัวที่เคยมีนั้นถูกลืมไปหมดสิ้น นางก้าวเข้าประตูไปด้วยความโกรธเกรี้ยว หลินชิงเวยหลบไปด้านข้างประตูอย่างเป็นธรรมชาติ ไป๋หยี่เนี่ยนยกเท้าขึ้นเตะประตูให้เปิดออกแล้วเดินเข้าไปข้างในทันที
เวลานั้นภายในลานเรือนบังเกิดความเงียบงันขึ้นอึดใจหนึ่ง คิดดูแล้วน่าจะเป็นเพราะการปรากฏตัวของไป๋หยี่เนี่ยนจึงทำให้ทุกคนชะงักงัน
หลีเช่อยิ้มจนดวงตาทั้งคู่โค้งลง รอยยิ้มนั้นปนเปไปด้วยความเจ้าเล่ห์มากแผนการ นัยน์ตาของเขากลิ้งกลอกไปมา ต่อมาค่อยๆ แนบร่างไปกับร่างของเจียงมู่
ร่างของเจียงมู่ตั้งตรงไม่ขยับประดุจขุนเขา เขาเพียงแต่มองไป๋หยี่เนี่ยนนิ่งๆ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ
หลีเช่อหัวเราะฮิๆ “เอ๊ะ คุณหนูไป๋มาแล้ว เจ้าก็มารับซินหรูยามเลิกเรียนด้วยหรือ? แต่ดูเหมือนไม่ได้ให้เจ้ามารับนี่นา”
ไม่อาจไม่ยอมรับว่าแต่ละคำพูดและการกระทำของหลีเช่อนั้นช่างกระตุ้นและรบกวนจิตใจไป๋หยี่เนี่ยนได้อย่างที่สุด ไป๋หยี่เนี่ยนมองหลีเช่อที่แนบร่างชิดไปกับเจียงมู่ ในสมองของนางนอกจากความโมโหแล้วไม่เหลืออย่างอื่นอีกเลย
เจียงมู่นั้นเป็นสุภาพบุรุษผู้มีคุณธรรม เป็นคนที่นางปรารถนาจะปกป้องและอยู่ร่วมด้วยตลอด ไหนเลยจะให้หลีเช่อมาทำให้แปดเปื้อนเช่นนี้ได้ รสนิยมพรรค์นั้นของหลีเช่อทำให้นางรู้สึกสะอิดสะเอียนหาใดเปรียบ
นางจึงสาวเท้าก้าวยาวๆ เข้ามา ชายกระโปรงของนางสะบัดไปมาราวกับต้นหลิ่วที่โอนเอนไปมาท่ามกลางแรงลม นางมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าหลีเช่อและเจียงมู่ นางเงยหน้าเล็กๆ ของนาง มองเจียงมู่ด้วยดวงตาแดงก่ำทั้งคู่ ดูคล้ายกระต่ายสีขาวตัวน้อยที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมและตื่นตระหนกอย่างน่าเวทนาตัวหนึ่ง นางพูดกับเจียงมู่ “เขาหน้าตาดีกว่าข้า แต่อาจารย์ชอบคนเช่นเขาจริงๆ หรือ? ต่อให้อาจารย์ไม่ชอบข้า ก็อย่าได้ด้อยค่าตนเองและลดฐานะไปแสดงละครกับคนพรรค์นี้เลย!”
นางเอาแต่โมโหโทโส เอาแต่พูดในสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาโดยไม่ไตร่ตรองว่าตัวนางนั้นทั้งยังเด็กและไร้เดียงสา นางอ่านสายตาและอารมณ์ความรู้สึกของบุรุษคนหนึ่งไม่ออก แต่ถึงขั้นกล้าไปชมชอบบุรุษคนหนึ่ง
ไป๋หยี่เนี่ยนได้แต่แสดงความรู้สึกและบทบาทของคุณหนูพันชั่งผู้ยโสของนาง นางคว้าตัวหลีเช่อเข้ามาด้วยความรังเกียจพร้อมกับยื่นมือล้วงเข้าไปในอกเสื้อของหลีเช่อแล้วหยิบหมั่นโถวสองลูกที่อยู่ในอกเสื้อของเขาออกมา บรรยากาศในขณะนั้นอิหลักอิเหลื่ออย่างที่สุด ซินหรูที่ยืนอยู่ด้านข้างยังแทบจะทนดูไม่ได้อีกต่อไป
หลีเช่อ “ไฉนเจ้าจึงทำเช่นนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าช่างไร้คุณธรรม!”
ไป๋หยี่เนี่ยนไหนเลยจะมีเวลาสนใจเขา นางวางหมั่นโถวลงเบื้องหน้าเจียงมู่ “ท่านดูสิ เขาเป็นบุรุษคนหนึ่ง เขาเอาตัวเข้ามาใกล้ชิดท่านเพราะมีจุดประสงค์อื่น อาจารย์อย่าได้ถูกเขาหลอกลวงเชียว”
หลีเช่อ “เจ้าบอกว่าข้ามีจุดประสงค์อื่น ไหนเจ้าลองพูดมาซิ ข้ามีจุดประสงค์อันใด? เจ้ามีปัญญาเปิดโปงผู้อื่น เช่นนั้นเจ้ามีปัญญาเปิดโปงตัวเองหรือไม่? เจ้ากล้ายอมรับหรือไม่ว่าเจ้าชมชอบเขา?” ไป๋หยี่เนี่ยนตกตะลึงถึงกับไม่กล้ามองตาเจียงมู่ ดวงตาคู่นั้นนิ่งลึกประหนึ่งบ่อน้ำที่มองไม่เห็นก้นบ่อและเหมือนน้ำหมึกสีดำอันเข้มข้น ราวกับหากมองมากเกินไปอาจทำให้เปรอะเปื้อนได้ หลีเช่อกลับไม่ยอมเลิกรา เขาพูดต่อว่า “หากมิใช่ความรักผู้อื่นเพียงข้างเดียวอย่างไม่ลืมหูลืมตาของเจ้า ท่านปู่ของเจ้าคงไม่ต้องถึงกับร้อนอกร้อนใจเช่นนี้ ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ชอบก็บอกว่าไม่ชอบ เจ้าทำท่าทีอึกๆ อักๆ เช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องถูกเจ้าทรมานจนสิ้นความอดทน”
ไป๋หยี่เนี่ยนยกยิ้มมุมปากหลังจากนั้นเนิ่นนาน กระบอกตาแดงก่ำทั้งคู่นั้นกล้ำกลืนฝืนน้ำตากลับเข้าไป มาถึงขั้นนี้แล้วหากยังเอาแต่กลัวเป็นเต่าหดหัวอยู่ในกระดองอีกก็คงต้องสูญเสียเขาไปอย่างแท้จริง นางพูดด้วยสีหน้าขาวเผือด “ข้าชอบเขา ข้าชอบเขาตั้งนานแล้วอย่างไรเล่า ข้าบอกท่านตั้งแต่แรกว่าข้าชอบท่าน เพียงแต่ท่านคิดว่าข้ายังเล็ก คิดว่าเป็นเรื่องเด็กเล่น”
ไป๋หยี่เนี่ยนและเจียงมู่ยืนเผชิญหน้ากัน กลับกลายเป็นว่าหลีเช่อที่ยืนอยู่ด้านข้างนั้นเป็นส่วนเกิน ร่างของนางเล็กบอบบางคล้ายหลินชิงเวย เจียงมู่ยืนอยู่เบื้องหน้านางกลับดูสูงใหญ่อย่างเห็นได้ชัด ท่าทางของไป๋หยี่เนี่ยนที่ก้มหน้าลงเล็กน้อยจึงสูงเพียงหัวไหล่ของเขาเท่านั้น ทว่าลักษณาการของคนทั้งคู่ที่เป็นเช่นนั้นกลับไม่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกว่าไม่เหมาะสมอันใด
ไป๋หยี่เนี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “ข้ารู้ว่าข้าตามติดท่านเช่นนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ข้าไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นตามติดท่านเช่นกัน แม้ท่านจะไม่เคยพูดเองกับปาก แต่ข้ากลับรู้สึกว่าท่านปฏิเสธข้าหลายครั้ง แต่หากข้าไม่จริงจังขึ้นอีกครั้ง ท่านจะรู้สึกว่าข้าไม่จริงจังพอใช่หรือไม่…”
คำพูดที่หลินชิงเวยพูดกับนางในคืนนั้น ต่อมาไป๋หยี่เนี่ยนเก็บไปคิดและคิดว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง นางมิได้ไม่หวังผลตอบแทน หาไม่แล้วนางจะทุ่มเททำเรื่องราวมากมายไปเพื่ออะไร ในเมื่อทุกคนต่างไม่เห็นดีเห็นงามด้วย นางเองอยากให้เขาเห็นว่าช่องว่างระหว่างพวกเขาใกล้เพียงแค่ก้าวเดียว นางอยากกลายเป็นคนมีจิตใจเมตตาและมีคุณธรรมเช่นเขา
มีใครบ้างไม่ต้องสูญเสียทุ่มเทเพื่อสิ่งที่ตนเองต้องการได้มา? เป็นท่านปู่ของนาง ท่านปู่ของนางอายุมากแล้ว แต่กลับต้องมาเป็นห่วงนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หรือต้องให้ท่านปู่ของนางเป็นห่วงนางไปชั่วชีวิต? นางไม่ออกเรือนชั่วชีวิตได้ แต่ต้องมีสักวันที่เจียงมู่แต่งภรรยา เขาจะมีครอบครัวเป็นของตนเอง และจะมีบุตรหลายคน จะมีคนที่ยินดีอยู่เคียงข้างและปกป้องเขา แล้วนางนับเป็นอะไรเล่า?
นางก็เป็นเพียงแค่ส่วนเกินคนหนึ่งกระมัง
แม้เมื่อคิดได้เช่นนี้ ทำให้ยากที่จะยอมรับได้ ยากที่จะยอมรับได้จริงๆ…แต่ยังคิดจะหลอกตัวเองไปอีกนานเท่าใด? คำพูดบางอย่างนั้นต้องพูดออกมา แม้จะมีความเป็นไปได้ว่า…ตนเองรู้แต่แรกแล้วว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร แต่ยังคงต้องพูดออกมา
นางสามารถรอเขาไปชั่วชีวิต แต่มิใช่ระหว่างที่เสียเวลารอเขา เมื่อนางไปถึงจุดหมายแล้วกลับพบว่าเขาไม่มา
ดังนั้น ยอมรับแล้วก็คงดี ยอมรับแล้ว…ต่อให้ไม่ได้มาครอบครองก็ทำให้ตนเองถอดใจและปลดปล่อยตัวเอง
เพียงแต่นางคิดไม่ถึงว่าเจียงมู่จะไม่ให้แม้กระทั่งโอกาสให้นางได้พูดความในใจทั้งหมดออกมา ม่านตาของนางขยายกว้าง หยดน้ำตาไหลลงมา ได้ยินเพียงเสียงของเจียงมู่ที่เอ่ยขึ้นตัดบทคำพูดของนางว่า “ข้าไม่ได้รู้สึกว่าเจ้าจริงจังไม่พอ เพียงแต่คิดว่าไม่มีความจำเป็น เจ้ายังเล็ก วันหน้าเมื่อเจ้าเติบโตขึ้น เจ้าจะพบว่าเรื่องเหล่านี้น่าขันเพียงใด ข้าไม่เคยชอบเจ้า” เจียงมู่พยักหน้าทั้งขมวดคิ้วแน่น ผู้คนต่างพูดว่าเขาห่างเหิน รักสันโดษ ขณะที่ไป๋หยี่เนี่ยนก้มหน้าลงต่ำมากๆ เพื่อควบคุมหยาดน้ำตาของตนเองสุดฤทธิ์นั้น เขากลับใช้สีหน้าและกล่าวคำพูดไร้ไมตรีเช่นนั้นออกมา เขาเองก็กำลังพยายามอย่างที่สุดที่จะปฏิเสธไป๋หยี่เนี่ยน ความเมินเฉยและสงบนิ่งบนใบหน้าของเขาล้วนอันตรธานหายไปไม่มีเหลือ “ต่อไป เจ้าอย่ามาที่นี่อีกเลย การกระทำเช่นนี้ของเจ้ารบกวนจิตใจข้าอย่างยิ่ง เจ้าจะเติบโตขึ้นและลืมเรื่องเหล่านี้อย่างรวดเร็ว”
ไป๋หยี่เนี่ยนส่งเสียงสะอึกสะอื้นในลำคอออกมา แต่นางยังคงข่มกลั้นไม่ให้ตนเองร่ำไห้ออกมาต่อหน้าเจียงมู่ น้ำตาของนางไหลพรากลงมาตลอดเวลา ท่าทางที่นางกัดริมฝีปากแน่นนั้นยิ่งทำให้คนเห็นแล้วยิ่งสงสาร
เจียงมู่ไม่มองนางอีก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทนไม่ได้หรือเพราะสาเหตุอื่น เขาช้อนตาขึ้นมองท้องฟ้าที่ค่อยๆ โรยตัวมืดลงนอกกำแพงแล้วพูดเบาๆ ว่า “เจ้าไปเถิด”