ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น - เล่มที่ 1 บทที่ 2 เก็บผู้ชายมาได้คนหนึ่ง
ดวงอาทิตย์ลาลับทางตะวันตกเหลือเพียงรัศมีสีแดงอ่อนจางแต้มระบายบนขอบฟ้า แต่ป่าละแวกใกล้เคียงกลับถูกความมืดกลืนหายไปทีละน้อย
“ฉะ… ฉันจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย”
เซวียเสี่ยวหรั่นรู้สึกขมปร่าในโพรงปาก ฝืนกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ขยับแขนที่เริ่มจะแข็งเล็กน้อย พลางเหยียบกิ่งไม้ด้านข้างค่อยๆ ลุกขึ้นมา
เมื่อครู่นี้เธอเห็นที่ราบค่อนข้างโล่งว่างที่ด้านซ้ายของเชิงเขา ถึงอย่างไรตรงนั้นก็ไม่ได้มีแต่ต้นไม้ไปเสียหมด อาศัยช่วงที่ฟ้ายังไม่มืดสนิทลองไปดูสักหน่อยดีกว่า
หลังจากลงมาถึงพื้น ก็รู้สึกแสบกลางฝ่ามือเล็กน้อย เปลือกไม้ของต้นไม้ต้นนี้มีแต่เสี้ยนตำมือ ปีนขึ้นปีนลงครั้งเดียวก็มือแดงไปหมดแล้ว แม้จะหอบเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่ได้นำพามากมาย ซอยเท้าวิ่งไปยังสถานที่ที่เล็งไว้เมื่อครู่นี้
แสงสว่างในป่าเริ่มริบหรี่ ใครๆ ต่างก็รู้ว่าในป่ายามค่ำคืนอันตรายกว่าช่วงกลางวัน
สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ก็คือการหาสถานที่ปลอดภัยพักค้างคืนก่อนตะวันลับเหลี่ยมเขา เรื่องในวันพรุ่งนี้ค่อยมาคิดหลังจากนั้น
พื้นที่โล่งแห่งนั้นไม่ถือว่าไกล หลังวิ่งงกๆ เงิ่นๆ ออกมาจากป่าก็พบแล้ว ที่นั่นมีแม่น้ำค่อนข้างกว้างสายหนึ่ง ขณะเดินข้ามพงหญ้ามาก็ได้ยินเสียงน้ำไหล
ความปีติยินดีผุดวาบบนดวงหน้าของเซวียเสี่ยวหรั่น ปู่ของเธอเคยสอนว่า หากหลงทางในป่าลึก ให้หาลำธารให้พบ หลังจากนั้นค่อยเดินไปตามทิศทางน้ำ จะพบเบาะแสของผู้คนได้ไม่ช้าก็เร็ว เพราะไม่ว่ายุคสมัยไหน มนุษย์ล้วนชอบตั้งรกรากอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ
ท้องฟ้ามืดลงทุกขณะ เซวียเสี่ยวหรั่นได้ยินกระทั่งเสียงร้องฮูกๆ ของนกเค้าแมว ในที่โล่งแจ้งท่ามกลางป่าเขามืดมิดน่าสะพรึงอย่างเห็นได้ชัด เธอเก็บความดีใจเสี้ยวนั้นลงทันควัน
มีเนินเขาเตี้ยๆ อยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำเท่าไรนัก ดูจากลักษณะภายนอกเห็นเป็นเงาตะคุ่ม เซวียเสี่ยวหรั่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจไปเสาะหาถ้ำหรือสถานที่หลบภัยสำหรับค้างแรมคืนนี้
หลังจากตัดสินใจได้แล้วก็ยกเท้าเดินไปทางนั้น ถนนเลียบแม่น้ำค่อนข้างขรุขระ มีกรวดหินและพุ่มไม้สูงๆ ต่ำๆ กินพื้นที่บริเวณกว้าง เซวียเสี่ยวหรั่นต้องเดินชิดขอบตลิ่ง คอยหลบเลี่ยงแอ่งน้ำและกอหญ้าชื้นแฉะ กระโดดข้ามสิ่งกีดขวางอย่างระมัดระวัง
“เอ๋?”
หลังจากกระโดดพ้นแอ่งน้ำแห่งหนึ่งมา เซวียเสี่ยวหรั่นก็คล้ายเห็นวัตถุสีขาวต้องสงสัยลอยมาติดอยู่ริมตลิ่งครึ่งหนึ่งอยู่บนบก อีกครึ่งยังอยู่ในน้ำ
ดูเหมือนว่าจะเป็น… คน?
ดวงตาของเซวียเสี่ยวหรั่นเบิกกว้างราวกับลูกกระพรวนทองแดง แต่หลังจากนั้นก็หรี่ตามองให้ชัด
ไม่ผิด เป็นคนจริงๆ
ว่าแต่ ตายแล้ว หรือยังมีชีวิตอยู่กันล่ะ ?
เซวียเสี่ยวหรั่นรู้สึกชาไปทั้งหนังศีรษะ กลืนน้ำลายระงับความตื่นเต้น
เวลานี้ท้องฟ้ามืดสลัว ต้นไม้โดยรอบเริงระบำอยู่ท่ามกลางสายลมราตรี
“นี่…?”
เธอไม่กล้าเข้าใกล้ จึงลองร้องเรียกเสียงเบาก่อน
“เฮ้… คุณน่ะ ยังมีชีวิตอยู่รึเปล่า”
เธอเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น รู้สึกคล้ายได้ยินเสียงสะท้อนกลับมาจากรอบทิศ สายลมราตรีพัดพาความหนาวเย็นมาต้องผิวกาย จนเซวียเสี่ยวหรั่นสั่นสะท้านไปทั้งตัว
แต่ยังคงไม่มีคนตอบกลับมา
เซวียเสี่ยวหรั่นมองอย่างตื่นกลัว ล้วงเข้าไปในเป้หยิบกระป๋องบรรจุของเหลวสีแดงออกมา นั่นเป็นสเปรย์พริกไทยสำหรับป้องกันตัวของเธอเอง
ไม่ว่าจะเป็นคนหรือผี หากถูกสเปรย์เผ็ดร้อนแบบนี้เป็นต้องน้ำหูน้ำตาไหลหนีกระเจิง
เซวียเสี่ยวหรั่นตั้งสติให้มั่น เปิดฝากระป๋อง ค่อยๆ เดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง
คนผู้นั้นสวมชุดตัวยาวสีขาว มีคราบเลือดจางๆ สองสามรอยอยู่บนชุดนั้น ใบหน้าถูกบดบังภายใต้เรือนผมยาวเปียกชื้น
เป็นผู้หญิง?
เซวียเสี่ยวหรั่นค่อยรู้สึกเบาใจ เดินเข้าไปใกล้อีกสองสามก้าว เอื้อมมือไปหยิบกิ่งไม้แห้งมาเขี่ยคนบนพื้นเบาๆ
ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง คงไม่ตายไปแล้วจริงๆ หรอกนะ
เซวียเสี่ยวหรั่นเริ่มขนลุกซู่
แต่พอพินิจอย่างละเอียดครู่หนึ่ง พอเห็นว่าแผ่นหลังของคนผู้นั้นยังกระเพื่อมขึ้นลงอยู่ ก็พรูลมหายใจอย่างโล่งอก ในป่ากว้างใหญ่ซ้ำยังวังเวงแบบนี้ หากมีใครสักคนอยู่เป็นเพื่อน เธอคงรู้สึกสบายใจขึ้น
หลังจากโยนกิ่งไม้ในมือทิ้ง เก็บกระป๋องสเปรย์กลับเข้าที่ ก็ย่อตัวลงเอื้อมมือไปเลิกผมที่ปรกใบหน้าของคนคนนั้นออก
“แม่เจ้า…”
ใบหน้าโชกเลือดดวงนั้นทำให้เซวียเสี่ยวหรั่นตกใจจนล้มก้นจ้ำเบ้า แต่พอบั้นท้ายสัมผัสกับความเปียกชื้นอันเย็นเฉียบ เธอก็ดีดตัวผึงขึ้นมาทันที
ถอยหลังกรูดออกไปหลายก้าวเพื่อตั้งหลัก ก่อนตบๆ หน้าอกเรียกขวัญที่หนีกระเจิงกลับมา
อื้อหือ… หากเจ้ [1] เป็นโรคหัวใจก็คงจะหงายท้องไปแล้ว
นั่นเป็นผู้ชายหนวดเครารุงรัง มีแต่บาดแผลเต็มหน้า ดูเหมือนว่าจะถูกเฆี่ยนด้วยแส้ แต่ละรอยล้วนฟกช้ำบวมแดง บางบาดแผลยังมีเลือดไหลอยู่ด้วยซ้ำ
โอ้สวรรค์ ใครกันนะ ช่างโหดร้ายทารุณ ถึงกับใช้แส้เฆี่ยนใบหน้าคนได้ลงคอ เซวียเสี่ยวหรั่นลูบๆ แขนทั้งสองที่ผุดเป็นตุ่มหนังไก่เพราะความตกใจไปทั้งแถบ
เมื่อครู่นี้เธอนั่งทับลงไปในแอ่งน้ำขัง บั้นท้ายเย็นวาบ เซวียเสี่ยวหรั่นลอบด่าตัวเองในใจ
พอตั้งสติได้ ค่อยเดินเข้าไปใกล้คนผู้นั้นอีกครั้ง เธอย่อตัวลง ยื่นมือออกไปตบๆ หลังของเขาอย่างระมัดระวัง “นี่… คุณตื่นสิ ตื่นๆ ได้ยินฉันพูดไหม”
เขาเปียกโชกไปทั้งตัว ร่างกายเหมือนไม่มีความอบอุ่นอยู่เลย ร้องเรียกอยู่ครู่ใหญ่ก็ไม่มีความเคลื่อนไหว
เซวียเสี่ยวหรั่นลังเลอยู่พักหนึ่ง หากปล่อยให้เขาแช่อยู่ในน้ำต่อไป เกรงว่าคงไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ของวันพรุ่งนี้อีกแล้ว
เธอกัดฟันก้มลงไปจับหัวไหล่ทั้งสองข้างของเขาแล้วออกแรงพลิกเขาขึ้นมา
ต้องขอบคุณในความเจ้าเนื้อของเธอดังนั้นถึงมีเรี่ยวแรงมากพอ มิเช่นนั้นคงยกผู้ชายร่างใหญ่ขนาดนี้ไม่ขึ้น แม้ว่าเขาจะดูผอมมากอยู่ก็ตาม
ไม่ผิด ผู้ชายคนนี้ตัวผอมมาก กระดูกหัวไหล่ของเขายังทิ่มมือของเธอเลย
หลังจับพลิกขึ้นมาแล้ว เซวียเสี่ยวหรั่นถึงพบว่าเขายังกอดท่อนซุงยาว ความกว้างเท่าชามใบใหญ่ไว้ในอ้อมแขน
เขาคงจะอาศัยเกาะไม้ซุงลอยมาถึงตรงนี้กระมัง
ใบหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวและรอยเฆี่ยนจากแส้นับไม่ถ้วน คอเสื้อแหวกออกครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นผิวหนังบริเวณกว้างซึ่งเต็มไปด้วยแผลเป็นมากมาย ไหปลาร้านูนขึ้นมาอย่างเด่นชัด ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก มีแค่การกระเพื่อมของหน้าอกที่แสดงให้เห็นว่าคนคนนี้ยังมีชีวิตอยู่
ยากจะจินตนาการได้ว่าชายคนนี้เคยผ่านการถูกทรมานแบบไหนมาบ้างถึงตกอยู่ในสภาพอันน่าสยดสยองแบบนี้
เซวียเสี่ยวหรั่นใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ คุกเข่าลงที่พื้นอย่างสองจิตสองใจ เนื้อตัวมีแต่รอยเฆี่ยนแบบนี้ เขาคงไม่ใช่คนชั่วร้ายหรอกนะ ถ้าเกิดคนที่ช่วยกลายเป็นคนเลวขึ้นมา ไม่เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ
แต่เห็นคนตายแล้วไม่ช่วยเหลือก็ไม่ถูกต้องเหมือนกัน
ในหัวของเซวียเสี่ยวหรั่นตีกันวุ่นวาย ตัดสินใจไม่ได้
“ฮูกๆ” เสียงนกจากในป่าดังขึ้น เซวียเสี่ยวหรั่นซึ่งยังลังเลอยู่สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ
เธอเปล่งเสียง “เฮ้ย!” ใส่ตัวเอง คนผอมแห้งมิหนำซ้ำยังบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ เธอจะกลัวอะไรนักหนา เขาจะฟื้นขึ้นมาได้รึเปล่านั่นก็เป็นอีกเรื่อง
ชั่วขณะนั้นก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เธอเริ่มจากออกแรงดึงท่อนไม้ให้หลุดจากอ้อมแขนของเขาก่อน ชายหนุ่มยึดเอาไว้แน่น อาจเป็นเพราะสัญชาตญาณการเอาตัวรอดอย่างแรงกล้า ดังนั้นแม้สลบไปแล้วก็ยังคงกอดเอาไว้อย่างแน่นหนา
หลังปรับท่าทางจนลงตัวแบกร่างเปียกโชกของเขาขึ้นหลังแล้ว เซวียเสี่ยวหรั่นถึงตระหนักว่าชายคนนี้สูงเป็นพิเศษ ขนาดแบกไว้บนหลัง เท้าของเขายังลากอยู่ที่พื้น
ท่ามกลางแสงสลัว เซวียเสี่ยวหรั่นหรี่ตาเพ่งมองทางเดินโซซัดโซเซไปข้างหน้า เกือบทำคนบนหลังตกลงมาอยู่หลายหน
กว่าจะเดินมาถึงเชิงเขาไม่ง่ายเลยสักนิด เธอหายใจอย่างเหนื่อยหอบ แหงนหน้ามองไปโดยรอบ ภูเขามีแต่ความมืดสนิท เห็นไม่ชัดว่าพอจะมีที่ไหนให้พวกเขาพักผ่อนได้บ้าง
ภายใต้ความจนใจ เธอก็เดินไปยังโขดหินขนาดใหญ่สองสามก้อนที่ตั้งอยู่บนเชิงเขา หาด้านที่เป็นพื้นราบพอกำบังลมได้ แล้ววางชายคนนั้นลงอย่างระมัดระวัง
เนื้อตัวของเขาเย็นเฉียบ แขนขาตกอย่างไร้กำลังวังชา ดูเหมือนว่าจะมีเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ หากเขาเกิดตายขึ้นมา ทั่วทั้งผืนป่าแห่งนี้จะเหลือเธอเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า
เธอรีบดึงเป้ออก หลังจากนั้นก็ถอดเสื้อแขนยาวคลุมบนตัวเขา
ความหนาวเย็นหอบหนึ่งวาบผ่านเข้ามา เซวียเสี่ยวหรั่นพลันขนลุกซู่ แต่ก็ไม่สนใจอะไรมากนัก เธอรีบรูดซิปเปิดกระเป๋าเป้ออกค้นหา ในนั้นมีกระเป๋ายาใบเล็กพกพายามเดินทาง มียาแก้อักเสบ ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ยาแก้ปวดและยาลดไข้นอกจากนี้ยังมีทิงเจอร์ไอโอดีนที่เปิดขวดแล้ว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นยาที่ใช้เป็นประจำในโรงเรียน ตอนออกมาจึงพกติดกระเป๋ามาด้วย
บางครั้งเธอกินเยอะเกินไปจนปวดท้อง บางครั้งไม่ระวังโดนไอเย็นก็จะปวดรอบเดือน ดังนั้นจึงเตรียมลดกรดกับยาแก้ปวดไว้เสมอ ส่วนยาลดไข้กับยาแก้อักเสบ มีครั้งหนึ่งไข้ขึ้น เลยไปเบิกมาจากห้องพยาบาลที่โรงเรียน ต่อมาหลังจากไข้ลดจึงไม่ได้กินต่อ เหลือทิ้งไว้มาจนบัดนี้ ส่วนทิงเจอร์ไอโอดีนเธอเคยหกล้มหัวเข่าแตกเลยซื้อมา ใช้ไปแค่ไม่กี่ครั้ง
“มีบาดแผลต้องกินยาแก้อักเสบกับยาแก้ปวดก่อน”
เซวียเสี่ยวหรั่นค้นหากระเป๋าผ้าลายดอกใบเล็ก นั่นคือกระเป๋ายาของเธอ จากนั้นก็ค้นยาแก้อักเสบกับยาแก้ปวด พร้อมกับน้ำแร่ที่เหลืออยู่ครึ่งขวดออกมา
เธอใช้กระเป๋าเป้หนุนศีรษะของชายคนนั้น ก่อนลองป้อนน้ำให้เขาเล็กน้อย
“นี่ ได้ยินฉันพูดไหม ตื่นสิคุณ ตื่นๆ”
เซวียเสี่ยวหรั่นตบๆ หัวไหล่ของเขาอย่างเบามือ แต่ไม่มีความเคลื่อนไหว
“คุณดื่มน้ำสักหน่อยนะ”
เธอรินน้ำใส่ฝาขวดเล็กน้อย เผื่อเขาดื่มไม่เข้าปาก เธอจะได้ไม่ต้องเปลืองน้ำ มีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าพรุ่งนี้เธอต้องดื่มน้ำที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้อจากแม่น้ำหรือเปล่า
แม้อยากจะหลีกเลี่ยงบาดแผลบนใบหน้าของเขา แต่รอยเฆี่ยนลายพร้อยเหล่านั้นแทบจะกินพื้นที่ทั้งหมด มีที่ว่างให้วางมือเสียที่ไหน ภายใต้ความรู้สึกจนปัญญา จำต้องบีบปากของเขาให้เปิดออก แล้วเอาน้ำกรอกลงไป
รอครู่หนึ่ง ยังไม่เห็นมีความเคลื่อนไหว เธอจึงหยิบขวดน้ำขึ้นมาแล้วเทใส่ปากเขาอย่างระมัดระวัง
หลังตรวจสอบดูแล้ว ขณะพิจารณาอยู่ว่าจะยัดยาใส่ปากเข้าไปโดยตรงเลยดีหรือไม่ เปลือกตาของชายผู้นั้นก็ดูเหมือนจะขยับ
เซวียเสี่ยวหรั่นดีใจจนออกนอกหน้า “นี่ คุณตื่นๆ ตื่นเร็วๆ เข้า”
เสียงของเธอดังขึ้นอย่างอดไม่ได้
ทันใดนั้นก็มีเสียงก้องสะท้อนกลับมาจากในป่าทำให้เธอผวาตกใจกับเสียงของตัวเอง
เซวียเสี่ยวหรั่นกวาดมองความมืดรอบด้านอย่างตื่นกลัว จึงไม่ได้สังเกตเลยว่าเปลือกตาของชายที่นอนอยู่เปิดออกครึ่งหนึ่ง ดวงตาขยับน้อยๆ
“ตกใจแทบตาย… อ๊ะ!”
น้ำเสียงชะงักกะทันหัน
คอของเซวียเสี่ยวหรั่นถูกคนบีบ แรงเค้นอันหนักหน่วงส่งผลให้ใบหน้าของเธอแดงก่ำเป็นสีโลหิต พูดอะไรไม่ออกสักคำ!
…
เชิงอรรถ
[1] หมายถึงพี่สาว