ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น - เล่มที่ 2 บทที่ 60 ท่านมีครอบครัวหรือยัง?
- Home
- ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น
- เล่มที่ 2 บทที่ 60 ท่านมีครอบครัวหรือยัง?
อาศัยช่วงที่อากาศยังหนาวอยู่ออกเดินทางก็ดี พื้นที่ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ งูและแมลงต่างๆ บนภูเขายังออกมาน้อย สัตว์ป่าดุร้ายก็มีไม่มากนัก
พวกเขาสองคนคนหนึ่งก็พิการ อีกคนก็อ่อนแอ หากต้องการเดินทางอย่างราบรื่น ก็ต้องเรียนรู้ที่จะเสาะหาข้อดีหลีกเลี่ยงข้อเสีย
อีกอย่าง ฤดูหนาวแม้จะหนาว แต่แทบไม่มีฝนตก หลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิมักมีฝนปรอยๆ ยิ่งไม่สะดวกต่อการเดินทาง
เหลียนเซวียนพยักหน้าคล้อยตาม ความคิดของนางไม่เลว เขาก็ใคร่ครวญถึงจุดนี้อยู่เหมือนกัน
“งั้นก็ตกลงตามนี้ รอให้หิมะหนักผ่านพ้นไปก่อน พวกเราก็เตรียมเดินทาง” เซวียเสี่ยวหรั่นกำหมัดแน่น ปลุกขวัญกำลังใจเตรียมรับกับความยากลำบากที่ต้องเผชิญในภายหน้า
สุขภาพของเหลียนเซวียนไม่ค่อยดี ด้วยความเร็วระดับหอยทากของพวกเขา ก็ยังไม่แน่ว่าจะออกจากภูเขาได้ก่อนเข้าสู่ฤดูร้อนหรือไม่
แต่ต่อให้ช้าแค่ไหน พวกเขาก็ต้องออกไปจากป่าแห่งนี้ให้จงได้
ชีวิตคนป่าแสนจะลำบาก แม้ว่าผลการลดน้ำหนักจะน่าทึ่ง แต่หากลดอย่างนี้ต่อไปเกรงว่าคัพดีของเธอจะหดเหลือแค่คัพบีแน่ๆ
เซวียเสี่ยวหรั่นรู้สึกได้ว่าเธอไม่ได้ผอมลงแค่เอวกับต้นขา หน้าอกก็ลดอย่างเห็นได้ชัด
เสื้อชั้นในเริ่มหลวม สายมักจะลื่นหลุดจากหัวไหล่อยู่เรื่อย บางทีก็ร่วงกองลงไปทั้งตัว หากไม่เพราะมันยังช่วยให้ความอบอุ่นอยู่บ้าง เซวียเสี่ยวหรั่นก็อยากจะโยนมันทิ้งไปเสียเลย
หลังกินมื้อค่ำแล้ว ท้องก็อุ่นสบาย มีประตูปิดไว้ อากาศภายในถ้ำก็อุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เซวียเสี่ยวหรั่นตักน้ำร้อนสองถ้วยลงไปในอ่างแล้วใส่ผ้าเช็ดตัวที่ทำขึ้นมาเองลงไป ก่อนเช็ดมือ เช็ดหน้าและลำคอ
อันที่จริงเธออยากล้างเท้ากับแช่เท้าด้วย แต่อ่างมีแค่ใบเดียว ใช้ล้างผัก ล้างชามและของจิปาถะ เอามาแช่เท้าไม่เหมาะสมแน่นอน
“ต้องปั้นอ่างสำหรับล้างเท้าถึงจะใช้ได้” เซวียเสี่ยวหรั่นพึมพำออกมา
เธอลุกขึ้นเทน้ำทิ้งไป หลังจากนั้นก็ตักน้ำร้อนลงไปอีกสองถ้วย เอาผ้าเช็ดตัวของเหลียนเซวียนใส่ลงไปให้เขาเช็ดมือและเช็ดหน้า
เหลียนเซวียนผงกศีรษะขอบคุณ แล้วเช็ดทำความสะอาดไปเงียบๆ
เซวียเสี่ยวหรั่นหยิบโถใส่น้ำมันออกมา แล้วใช้ช้อนตักมันเลียงผาออกมาชิ้นเล็กๆ น้ำมันถูกความเย็นจนแข็งเป็นก้อน ตอนนี้ยังเหลืออยู่ครึ่งโถ
“ต้องทาน้ำมันให้เป็นกิจวัตร” เซวียนเสี่ยวหรั่นเข้าไปใกล้เหลียนเซวียน ป้ายไขมันที่มือเล็กน้อย ก่อนเริ่มทาไปบนบาดแผลให้แก่เขา
เหลียนเซวียนทำหน้าบึ้งตึง ไม่ขยับเขยื้อน แต่ก็ปล่อยให้นางละเลงบนใบหน้าตามอำเภอใจ
เป็นอย่างนี้ต่อเนื่องหลายวัน
ตามคำกล่าวอ้างของแม่นางผู้นี้ ไขมันเลียงผาเทียบเท่ากับไขมันกวาง ไขมันกวางมีผลช่วยฟื้นฟูสภาพผิวลดอาการบวม ไขมันเลียงผาก็ไม่น่าจะต่างกันมากนัก
เหลียนเซวียนไม่มีแรงจะโต้เถียง แม้ใจอยากปฏิเสธ แต่นางก็ทาลงไปแล้ว เขาจะทำอะไรได้อีกล่ะ เขาก็จนปัญญาอยู่เหมือนกัน
ผลก็คือ มีหนึ่งย่อมมีสองตามมา
ตอนนี้เลยกลายเป็นกิจวัตรที่ต้องทำทุกวัน
เดิมทีเซวียเสี่ยวหรั่นยังอยากทาแผลที่ตัวให้เขาด้วย แต่เหลียนเซวียนยืนกรานว่าบาดแผลตามตัวกลายเป็นแผลเป็นไปแล้วไม่จำเป็นต้องทา เธอถึงยอมคล้อยตาม
“อืม ข้าว่ามันก็ได้ผลอยู่นะ ส่วนที่เป็นแผลเป็นสีก็จางลงมาบ้างแล้ว” เซวียเสี่ยวหรั่นเพ่งพิศบาดแผลบนใบหน้าของเขาอย่างละเอียด “ถึงจะเป็นผู้ชาย แต่ใบหน้าก็สำคัญมาก แต่งเมี… เอ๊ย ภรรยา หากหน้าตาไม่ดี เดี๋ยวคนอื่นจะดูแคลนเอา ว่าไหมล่ะ เอ่อ จริงสิ ท่านมีครอบครัวหรือยัง”
เซวียเสี่ยวหรั่นนึกถึงเรื่องนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะเว้นระยะห่างระหว่างพวกเขาสองคน
เธอลืมถามเรื่องนี้ไปได้อย่างไร เซวียเสี่ยวหรั่นหงุดหงิดเล็กน้อย
คนโบราณมักแต่งงานเร็ว อายุสิบเจ็ดสิบแปดก็แต่งงานแล้วเป็นเรื่องปรกติมาก หากเหลียนเซวียนมีสถานภาพสมรสแล้ว เธอก็ควรรักษาระยะห่างกับเขาหน่อยถึงจะถูกต้อง
เอ๋ จะว่าไปก็ไม่ถูก หากเขายังไม่แต่งงาน เธอก็ไม่ต้องรักษาระยะห่างอย่างนั้นหรือ เซวียเสี่ยวหรั่นเริ่มสับสน
เหลียนเซวียนได้ยินเช่นนั้น ดวงตาที่หลุบลงราวกับถูกฉาบเคลือบด้วยน้ำค้างเหมันต์ทีละน้อย
หากไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ยามนี้ข้างกายเขาก็อาจจะมีคนอีกคนยืนอยู่เคียงข้าง
นึกถึงคนผู้นั้น ใบหน้าของเขาก็เย็นชาอย่างน่าสะพรึง
เขาอาสาไว้ทุกข์ให้กับอาจารย์ ไม่เอ่ยถึงเรื่องแต่งงานเป็นเวลาสามปี ทั้งยังขอย้ายไปประจำการที่ชายแดนเป็นกรณีพิเศษ
กลับมาถึงเมืองหลวง บังเอิญพบกันสองสามครั้ง เขานึกว่านางไม่แต่งงานเพราะรอตนเองอยู่
ใครจะคาดคิดว่าผู้อื่นวางแผนตลบหลังมานานแล้ว
เหลียนเซวียนเยาะหยันตนเอง
ต้องโทษที่เขามั่นใจในตนเองเกินไป ทั้งที่มีลับลมคมในเห็นๆ แต่กลับยินดีฟังความจากนางเพียงข้างเดียว
ผลลัพธ์ของการมีตาแต่ไร้แววก็คือ แทบจะเอาชีวิตไม่รอด
แค่ถามว่ามีครอบครัวหรือยัง ต้องคิดนานขนาดนี้เลยหรือ? เซวียเสี่ยวหรั่นเห็นใบหน้าเย็นชาของเขา พลันฉุกขึ้นขึ้นมา หรือว่าเรื่องแบบนี้ถามไม่ได้
ใบหน้าของเหลียนเซวียนหายบวมแล้ว ตอนนี้เหลือแต่แผลตกสะเก็ดตื้นบ้างลึกบ้างพาดอยู่บนพวงแก้ม
เพราะทาไขมันเลียงผา ใบหน้าที่สะท้อนแสงไฟจึงมันวาว ทำให้บาดแผลเห็นชัดและยิ่งสะดุดตา
แต่ถึงกระนั้น ด้วยคิ้วเรียวพาดเฉียงเข้าสู่จอนผม กับเบ้าตาลึก แม้ว่านัยน์ตาไร้ประกาย แต่กลับยังคงเย็นชา ภายใต้จมูกที่โด่งเป็นสันมีหนวดเครารกครึ้ม
หากใบหน้าของเขาไม่มีบาดแผลขัดตา ก็คงเป็นผู้ชายที่สง่าผ่าเผย ทะนงองอาจ น่าเกรงขามในแบบชาวยุทธ์กระมัง
แต่พอมองหนวดเครายุ่งเหยิงบนดวงหน้านั้น เซวียเสี่ยวหรั่นก็บ่นงึมงำกับตัวเองเงียบๆ ยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆ ทำไมต้องไว้เคราเต็มหน้า ขนก็ดกเสียยิ่งกว่าอะไรดี
พี่ชายคนนี้น่าจะเป็นคนทางเหนือ
ฟืนที่ลุกโชนอยู่ในเตาหินระเบิดดังเปรี๊ยะ
เหลียนเซวียนได้สติกลับมาก็ส่ายหน้าช้าๆ
ยังไม่มีครอบครัว?
เซวียเสี่ยวหรั่นลอบโล่งอกอยู่ในใจ แต่ก็อดถามอีกไม่ได้ “แล้วท่านหมั้นหมายหรือยังล่ะ”
การหมั้นหมายก็นับว่าเป็นคนที่มีพันธะไปครึ่งหนึ่งแล้ว
เหลียนเซวียนเหลือบตาขึ้นมองนาง เบื้องหน้ายังคงเป็นภาพที่พร่ามัว
ลักษณะของหญิงสาวผู้นี้เขาได้แต่ร่างภาพคร่าวๆ เท่านั้น
รูปร่างไม่สูง อยู่ระดับหัวไหล่ของเขาเท่านั้น ยามแบกเขาขึ้นหลัง ขาของเขาก็ยังลากพื้น
ผมไม่ยาว ยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของเขาด้วยซ้ำ นี่คือสิ่งที่นางพึมพำกับตัวเอง เขานึกสงสัยยิ่ง สตรีบ้านไหนตัดผมสั้นขนาดนี้
นางมีตาสองชั้นดวงตากลมโต แต่สายตาคงไม่ดีนัก บางครั้งหาของต้องหาอยู่นาน ยามเล่นกับอาเหลย มักชอบเปรียบเทียบว่าใครตาโตกว่ากัน
ตอนแรกนางบอกว่าตนเองค่อนข้างอ้วน แต่หลายวันมานี้ เธอกลับบ่นว่าตัวเองอดอาหารจนผอมไปมาก
มีกำลังวังชาเยอะ ร่าเริงสดใส ชอบยิ้มมองโลกในแง่ดี มักบ่นงึมงำคนเดียว บางครั้งคำพูดก็น่าตกใจ บางครั้งก็เฟอะฟะ บางครั้งก็ดื้อรั้นมาก ดูเหมือนว่าข้อเสียจะนับไม่ถ้วน
แต่กลับเป็นคนน่าคบหา
นางคงเป็นหญิงสาวที่ชอบยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
แค่ถามว่าเขาหมั้นหมายหรือยัง ทำไมถึงต้องคิดนานอีกแล้วล่ะ คำถามนี้ตอบยากนักหรือ?
น้ำค้างแข็งที่ฉาบเคลือบในแววตาของเหลียนเซวียนค่อยๆ ละลาย ความเฉียบคมที่หางตาเปลี่ยนมาเป็นละมุนละไม ก่อนส่ายหน้าไปมา
ยังไม่หมั้นก็ยังไม่หมั้นสิ อย่างไรเสียคนที่ท่องยุทธภพก็แตกต่างจากคนสามัญทั่วไปอยู่แล้ว
“ฮ่า จอมยุทธ์ตะบึงอาชา ถือกระบี่ท่องทั่วยุทธภพ ไม่แยแสกับเรื่องปลีกย่อย จะแหกคอกบ้างก็เป็นเรื่องปรกติมาก”
เซวียเสี่ยวหรั่นยิ้มด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย หลังวางช้อนลงแล้ว ก็ไปถักเสื้อของตนเองต่อ
การอยู่ร่วมกับคนมีครอบครัวแล้วหรือยังไม่มี ย่อมมีข้อปฏิบัติที่แตกต่างกัน
เมื่อเขายังไม่แต่งงานและไม่เคยหมั้นหมาย การอยู่ร่วมกันย่อมสบายๆ เหมือนปรกติ แต่ถ้าเขามีครอบครัว มีภรรยามีบุตรแล้ว การวางตัวย่อมต่างกัน ในใจต้องมีขอบเขต ไม่อาจเลยเถิด
ไฉนจึงดึงเรื่องยุทธภพมาข้องเกี่ยวอีกแล้วล่ะ เหลียนเซวียนรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย
เขาลังเลใจอยู่ชั่วขณะ ก่อนคลำหาแท่งหินเขียนอักษร แล้วถามด้วยคำถามแบบเดียวกัน