ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น - เล่มที่ 2 บทที่ 59 ไม่เข้าใจ
ในที่สุดเซวียเสี่ยวหรั่นก็เป็นคนลากหญ้ากองนั้นกลับเข้าไปในถ้ำ
เหลียนเซวียนไม่คัดค้าน แต่หันหลังกลับออกไปข้างนอกอีกครั้ง
เซวียเสี่ยวหรั่นเห็นแล้วก็เกาศีรษะ
เดินวนไปมาอยู่หน้าปากถ้ำครู่หนึ่ง ก่อนกระทืบเท้าแล้วตามไปทางเดียวกับเหลียนเซวียน
เฮ่อ… เธอไม่สบายท้องอยู่แท้ๆ แต่พอเห็นเขาลำบาก ก็รู้สึกไม่สบายใจเสียอย่างนั้น
ไหนๆ ก็ไม่สบายไปแล้ว ควรรีบทำธุระให้เสร็จพร้อมกันไปเลยจะดีกว่า
เซวียเสี่ยวหรั่นวิ่งออกไป พบว่าเหลียนเซวียนอยู่บนเนินดินข้างๆ เขาตัดหญ้ามาทั้งหมดสามมัด และใช้ฟางมัดเอาไว้แล้ว แค่ลากกลับไปก็เป็นอันเรียบร้อย
มิน่าถึงออกมาตั้งนาน เซวียเสี่ยวหรั่นหัวเราะคิกคัก เขาคิดการรอบคอบดีแท้ แบบนี้ขั้นตอนต่อไปก็ง่ายขึ้นมาก
หญ้ามัดเดียวไม่นับว่าหนักมาก แต่เปียกแฉะ เซวียเสี่ยวหรั่นรวบหัวท้ายแล้ววิ่งฉิวออกไป
เหลียนเซวียนลากอีกมัดหนึ่งค่อยๆ เดินไปด้วยความรู้สึกจนใจ
เดิมทีตั้งใจไว้ว่าจะให้นางพักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่ผลลัพธ์นางกลับไม่ยอมอยู่เฉย
ในที่สุด ก็เป็นเซวียเสี่ยวหรั่นที่ขนหญ้าทั้งสามมัดกลับมา
“เหลียนเซวียน นี่ของท่าน ดื่มน้ำร้อนให้ร่างกายอบอุ่นสักหน่อย” เซวียเสี่ยวหรั่นกระวีกระวาดยกถ้วยดินเผาสีแดงใบเล็กมาวางใส่มือเขา
เหลียนเซวียนรับมาดื่มเงียบๆ น้ำค่อนข้างร้อนไหลจากลำคอลงสู่ท้อง กระแสอบอุ่นสายหนึ่งไหลเวียนไปถึงแขนขาทั้งสี่ที่เย็นเฉียบ
“แค่มัดหญ้าปิดช่องว่างตรงหัวกับท้ายของกิ่งไม้ก็ป้องกันลมหนาวส่วนใหญ่ได้แล้ว” หลังเดินวนอยู่ตรงแถวรั้วหน้าปากถ้ำอยู่สองรอบ สีหน้าของเซวียเสี่ยวหรั่นมีความกระตือรือร้นที่จะทดลอง
แม่นางผู้นี้ ไหนเจ้าบอกว่าปวดมากมิใช่หรือ คึกคักตื่นเต้นแบบนี้ไม่ค่อยเหมาะกระมัง?
เหลียนเซวียนส่งถ้วยน้ำให้เซวียเสี่ยวหรั่นพลางชี้ไปในถ้ำ ให้นางกลับไปผิงไฟ เรื่องประตูเขาจะรับหน้าที่เอง
เซวียเสี่ยวหรั่นทำตาปริบๆ มองเขาอย่างลังเล ก่อนมองไปที่ประตู
เขาจะทำได้หรือ แม้จะไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมาก แต่ดวงตาของเขามองไม่เห็น ความยากลำบากก็ยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ
หากมีเธอคอยช่วยอยู่ข้างๆ ก็สามารถชี้นำเขาได้
แต่เหลียนเซวียนกลับสั่นศีรษะ บอกให้รู้ว่าไม่จำเป็น
เห็นเขายืนกรานด้วยสีหน้าจริงจัง เซวียเสี่ยวหรั่นก็เกาหัวแกรกๆ เอาเถอะ ให้เขาทำก็ได้
เพียงแต่ระหว่างที่ทำงานของตนเองอยู่ก็อดชำเลืองมาที่ปากถ้ำไม่ได้
เหลียนเซวียนเคลื่อนไหวเชื่องช้า แต่ดูน่าเชื่อถือ
เขานั่งขัดสมาธิอยู่ริมรั้ว เริ่มจากปิดช่องส่วนล่างสุดก่อน ลูบคลำจนรู้ระยะห่างช่องว่างและความยาวแล้วค่อยผูกหญ้าเข้าไปทีละช่อ
อาเหลยอยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็เข้าไปป้วนเปี้ยนข้างกายเหลียนเซวียน ร้องเรียกเจี๊ยกๆ อยู่เป็นระยะ
แน่นอนว่าเขาไม่เคยตอบกลับตั้งแต่ไหนแต่ไรมา และมันก็คุ้นเคยกับความเงียบของเขาแล้ว
อาเหลยซุกซนไม่อยู่นิ่ง อาศัยช่วงที่ไม่มีใครสังเกต เข้าไปรื้อกองฟางที่เป็นระเบียบจนยุ่งเหยิง
พอเหลียนเซวียนรู้เข้าก็นิ่วหน้า หันมาจ้องมันอย่างเอาเรื่อง นัยน์ตาเยียบเย็นไร้คลื่นอารมณ์แฝงแววตักเตือน
อาเหลยสั่นไปทั้งตัว ถอยไปด้านหลังอย่างว่องไว ดวงตากลมโตดำสนิทจดจ้องคนที่ไม่เป็นมิตรเบื้องหน้าเขม็ง
หนึ่งคนหนึ่งลิงดูเหมือนจะจ้องตากันเป็นเวลานาน แต่แท้จริงแล้วเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น
และแล้วอาเหลยตัวน้อยก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับพลังอันกร้าวแกร่งดุดันของเหลียนเซวียน วิ่งกลับมาหาเซวียเสี่ยวหรั่นข้างกองไฟเพื่อให้เธอช่วยปลอบประโลมหัวใจดวงน้อยๆ ของมัน
เซวียเสี่ยวหรั่นไม่เห็นสถานการณ์ของทั้งคู่ เธอเห็นเหลียนเซวียนกำลังมัดฟางให้เป็นระเบียบ ก็วางใจ ถักแถบผ้าของตนเองอย่างสบายใจ
เธอวางแผนจะถักผ้าชิ้นเล็กสองชิ้น ชิ้นใหญ่สองชิ้น เอาไว้สลับกันใช้ ของแบบนี้เปลี่ยนแล้วก็ต้องซัก ซักเสร็จก็ต้องผิงไฟให้แห้ง มีมากไปก็ไร้ประโยชน์
“เจี๊ยกๆ” อาเหลยวิ่งมาฟ้องว่ามีคนรังแกมัน
เซวียเสี่ยวหรั่นไม่เข้าใจความหมายของมัน นึกว่ามันหิวอีกแล้ว จึงเอื้อมมือไปหยิบเกาลัดที่สุกแล้วข้างเตาส่งให้
“มื้อเย็นต้องรออีกสักพัก เจ้ากินเล่นไปก่อนนะ”
อาเหลยรับมาด้วยสัญชาตญาณ พลางหันกลับไปมองเงาหลังตั้งตรงของคนที่อยู่ปากถ้ำ ช่างเถอะ ลิงย่อมไม่ถือสากับมนุษย์
มันหันกลับมาแทะเกาลัดอย่างว่าง่าย
ในที่สุดเหลียนเซวียนก็ปิดรูโหว่ของประตูเสร็จเรียบร้อยก่อนฟ้ามืด
พอปิดประตู ลมหนาวก็ไม่อาจพัดเข้ามาในถ้ำโดยง่ายอีกต่อไป
“ดีมาก ดีมาก ฮ่าๆ ภารกิจสำเร็จลุล่วง ในที่สุดลมหนาวก็โกรกเข้ามาข้างในตอนกลางคืนไม่ได้อีกแล้ว”
เซวียเสี่ยวหรั่นไปตักน้ำจากริมแม่น้ำกลับมา เห็นประตูที่ปิดแน่น ก็หัวเราะด้วยความดีใจ
แน่นอนว่าปากถ้ำมิได้ถูกปิดทั้งหมด ด้านบนสุดยังเหลือความสูงอีกประมาณครึ่งเมตรที่ไม่สามารถขึ้นไปปิดได้
แต่ในถ้ำก่อไฟไว้เกือบตลอดเวลาต้องเหลือพื้นที่สำหรับระบายควันออกไป
เหลียนเซวียนกลับมานั่งข้างกองไฟ เซวียเสี่ยวหรั่นใช้เชือกฟางผูกประตูบานเล็กไม่ให้ขยับก่อนวิ่งเข้าไปหา
“เหลียนเซวียน วันนี้ลำบากท่านแล้ว ทำประตูอยู่เป็นครึ่งค่อนวันคงจะหนาวแย่ รีบมาผิงไฟให้อบอุ่นเถอะ อีกประเดี๋ยวมื้อเย็นก็จะเสร็จแล้วล่ะ วันนี้มีเห็ดกับกระเทียมป่า ข้าล้างไข่เป็ดสามฟองใส่ลงไปต้มแล้ว อีกครู่หนึ่งพวกเราจะมีไข่ต้มกินกันคนละฟอง”
เซวียเสี่ยวหรั่นกำลังอารมณ์ดี จึงพอข่มความไม่สบายทางกายลงได้บ้าง
แถบผ้าถักเสร็จเรียบร้อย เมื่อครู่เธอเปลี่ยนไปใส่แถบผ้าชิ้นใหญ่และหนาไว้แล้ว นอกจากชอบขยับไปทั่วไม่สะดวกสบายนัก ก็ไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โต
แค่ทำประตูเสร็จก็ดีใจขนาดนี้? เหลียนเซวียนไม่เข้าใจหญิงสาวผู้นี้เลย ระดับความพึงพอใจของเธอจะต่ำไปหน่อยรึเปล่า
เซวียเสี่ยวหรั่นกลับไปนั่งบนเสื่อของตัวเอง รอยยิ้มฉายผ่านแววตาและหว่างคิ้วอย่างชัดเจน ในที่สุดประตูที่เธอเฝ้าคิดถึงอยู่ตลอดเวลาก็เสร็จเสียที ยามนอนตอนกลางคืนก็อุ่นใจได้ เธอย่อมมีความสุขเป็นธรรมดา
แถบผ้าถักเสร็จแล้ว เธอก็เริ่มถักเสื้อที่เสร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งตัวนั้นต่อ
เธอเร่งตามตารางงาน หลังจากวางตัวเสื้อที่ถักเสร็จแล้วไว้ด้านข้าง ก็ถักกางเกงออกมาก่อนตัวหนึ่ง
ผู้หญิงที่มีประสบการณ์ย่อมรู้ว่าระหว่างประจำเดือนมายุ่งยากแค่ไหน ช่วงที่มามากก็มักจะเลอะกางเกง
เพราะฉะนั้นต้องเตรียมรับมือล่วงหน้า
“เจี๊ยกๆ” น้ำในหม้อเดือดพล่าน ทำให้อาเหลยจ้องเขม็งไม่ว่อกแว่กไปไหน
ช่วงนี้อาเหลยเข้าใจอะไรเยอะขึ้น ทั้งอาหารการกินและน้ำดื่มในแต่ละวันของพวกเขาล้วนออกมาจากหม้อที่เดือดพล่าน ดังนั้นพอถึงเวลามื้ออาหาร มันก็จะมานั่งรออยู่ข้างกองไฟ
แน่นอนว่าอาเหลยไม่กล้าแตะต้องหม้อร้อนๆ แม้จะเริ่มไม่กลัวไฟเหมือนตอนแรกๆ แต่สัญชาตญาณของสัตว์ก็ทำให้มันไม่กล้าเข้าไปใกล้แหล่งกำเนิดไฟมากเกินไป
เซวียเสี่ยวหรั่นมองด้วยความสนใจ “อาเหลย ของที่กินทุกวันรสจืดชืดอย่างนั้น เจ้าก็ยังกินอย่างเอร็ดอร่อย หากเจ้าออกไปจากเขากับพวกเรา ข้างนอกยังมีอาหารเลิศรสอีกมากมาย จอมตะกละอย่างเจ้าไม่ต้องอดตายแล้ว”
ตั้งแต่ลิงน้อยตัวนี้กินอาหารพร้อมกับพวกเขา มันก็สนใจอาหารและเนื้อสัตว์ที่ต้มสุกทุกชนิด ไม่ว่าจะกินอะไรก็ดูเอร็ดอร่อยไปหมดทุกอย่าง
พอได้ยินเธอเรียกว่าอาเหลย ลิงน้อยก็หันมามองเธอด้วยจิตใต้สำนึก เริ่มจะคุ้นเคยกับชื่อนี้แล้ว
เหลียนเซวียนตวัดสายตามา แม่นางผู้นี้คิดจะพาลิงน้อยออกไปจากภูเขาด้วยกระนั้นหรือ?
“ยังต้องตุ๋นต่ออีกหน่อย กระดูกต้องต้มนาน สารอาหารถึงจะออกมา รอหน่อยนะ” เซวียเสี่ยวหรั่นฉีกยิ้มกว้าง มือเคลื่อนไหวไม่หยุด ขณะเดียวกันก็หันมาถามเหลียนเซวียน
“เหลียนเซวียน หนาวอย่างตอนนี้ น่าจะเป็นช่วงปลายเดือนสิบเอ็ดใช่หรือไม่”
เหลียนเซวียนพยักหน้า ก็น่าจะเป็นช่วงนี้แหละ
“อย่างนี้ เดือนสิบสองกับเดือนหนึ่งคือช่วงที่หนาวที่สุด หากมีหิมะตก ก็คงเป็นช่วงสองเดือนนี้ เช่นนั้นพวกเราควรออกเดินทางกันช่วงกลางเดือนหนึ่ง”
เซวียเสี่ยวหรั่นคำนวณวันออกเดินทาง พวกเขาต้องพักอยู่ที่นี่ประมาณเดือนครึ่ง รอให้พ้นช่วงหนาวที่สุดไปแล้วก็สามารถเดินทางได้