ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 24
อวี๋หว่านอินรู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นมาทันที
ติดอยู่ที่เป่ยโจวยังอยู่ในห้องทำให้เธอไม่อาจพูดรายละเอียดให้เซี่ยโหวตั้นฟังได้ ได้แต่พยักหน้าให้เขาเป็นการบอกว่า ‘ของสิ่งนี้้มีประโยชน์!’
เซี่ยโหวตั้นพยักหน้ารับว่า ‘เยี่ยม!’
เป่ยโจวถามอย่างแปลกใจ “นี่ตวนอ๋องกำลังวางแผนจะก่อกบฏหรือ?”
เซี่ยโหวตั้นยิ้ม “ถูกต้อง แต่ตอนนี้เรามีสมุดเล่มนี้อยู่ในมือ พวกเราก็สามารถทำลายแผนการของเขาได้”
เป่ยโจวดูกังวลอย่างเห็นได้ชัด “ตั้นเอ๋อร์ เจ้าทำแบบนี้ไม่เหนื่อยเกินไปรึ ไปตัดหัวเขาเสียตอนนี้จะไม่เป็นการประหยัดเวลากว่าหรือ”
เซี่ยโหวตั้นเอ่ย “ขอบคุณท่านน้า แต่ตวนอ๋องมีอิทธิพลมาก ถึงท่านน้าจะเก่งกาจเพียงใด ก็เอาชนะคนเป็นพันเป็นหมื่นไม่ได้หรอก”
เป่ยโจวใช้ความคิดราวกับกำลังวิเคราะห์ว่าหากศัตรูมีจำนวนนับหมื่นตัวเองจะจัดการได้สักกี่คน
เซี่ยโหวตั้นกล่าวต่อ “ถึงเราจะจัดการตวนอ๋องได้สำเร็จแต่ก็ยังมีไทเฮาอยู่อีกคน ถ้าเป็นเช่นนั้นจะไม่กลายเป็นว่าสนับสนุนให้ไทเฮามีอำนาจในมือแต่เพียงผู้เดียวหรือ? หากเป็นเช่นนั้นนางจะต้องคิดกำจัดเราเป็นรายต่อไป ฆ่ากันไปฆ่ากันมาเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ”
เป่ยโจวถาม “แล้วจะแก้ที่ต้นเหตุอย่างไรเล่า?”
เซี่ยโหวตั้นไม่ตอบ
อวี๋หว่านอินพลิกสมุดอ่านต่อไป แต่จู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า “เหตุใดแคว้นเยี่ยนต้องส่งมือสังหารมาด้วย? พวกนั้นควรรู้ว่าการสังหาร เชื้อพระวงศ์หรือชนชั้นสูงแค่สองสามคนไม่มีประโยชน์อะไรเลย”
เป่ยโจวตอบ “ว่ากันว่าแคว้นเยี่ยนแห้งแล้งกันดาร มีคนหิวตายทุกปี จะใช้ชีวิตอยู่ต่อก็ยากลำบาก พวกเขาลำบากมากเท่าไรก็ยิ่ง เคืองแค้นริษยาพวกเรามากเท่านั้น ตอนนี้แค้นมากจนแทบจะเสียสติ อีกทั้งภายในแคว้นเยี่ยนก็มีการชิงอำนาจกันเอง พวกนั้นคงคิดว่าการส่งมือสังหารมาที่นี่จะเป็นการสร้างชื่อเสียงและบารมีให้กับตัวเองกระมัง”
อวี๋หว่านอินฟังถึงตรงนี้ก็สะดุดใจขึ้นมา “น้าเป่ย แคว้นเยี่ยนที่แห้งแล้งกันดารปลูกพืชผลอะไรได้บ้าง”
“…” เซี่ยโหวตั้น
“…” เป่ยโจว
สายตาของอวี๋หว่านอินและเซี่ยโหวตั้นจ้องไปยังเป่ยโจวเป็นตาเดียว
เป่ยโจวเกาศีรษะ ก่อนตอบ “ปลูกพืชที่มีชื่อว่าข้าวฟ่าง ไม่ใช่ของดีอะไร เนื้อหยาบแถมไม่อร่อย ต้าเซี่ยของเราไม่ปลูกพืชชนิดนี้ ถ้ามีคนปลูกก็เอาไว้เลี้ยงหมู”
อวี๋หว่านอินสะกดความตื่นเต้นไว้เต็มที่ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ วันนี้ลำบากท่านน้าแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ”
หลังจากเป่ยโจวออกไป อวี๋หว่านอินก็กระโดดลุกขึ้นยืนทันที
“เราหาพืชทนแล้งได้แล้ว! ถึงจะไม่อร่อยแถมยังกินยาก แต่ถ้าให้ชาวบ้านแต่ละบ้านปลูกกันคนละนิดคนละหน่อย พอเจอภัยแล้งก็ ไม่ต้องกลัวว่าไม่มีอะไรกิน ถึงตอนนั้นจะไม่มีคนก่อกบฏ ตวนอ๋องก็ไม่มีโอกาสใช้เรื่องภัยแล้งมาเล่นงานคุณ เป็นผลดีกับทุกฝ่าย!”
เซี่ยโหวตั้นใช้ความคิดก่อนกล่าวเสริมเสียงขรึม “นี่ก็เป็นทางรอดหนึ่ง แต่ชาวบ้านทั่วไปจะมีที่นาคนละหยิบมือ การจะหว่านล้อมให้พวกเขายอมปลูกพืชเลี้ยงหมู ไม่ยากไปหน่อยเหรอ?”
อวี๋หว่านอินเสนอ “เราก็ให้ราชสำนักออกหน้าซื้อผลผลิตก็ สิ้นเรื่อง เป็นการสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกเยอะขึ้น ทำแบบนี้คลังหลวงก็จะมีเสบียงเก็บไว้กินยามหน้าแล้ง ชาวบ้านก็มีรายได้จากการขายผลผลิต พอภัยแล้งมาถึงจริงๆ ค่อยเปิดยุ้งฉางแจกจ่ายอาหาร”
เซี่ยโหวตั้นส่ายหน้า “ผมตรวจดูแล้ว ตอนนี้ท้องพระคลัง ว่างเปล่า แม้ว่าทางการจะเก็บภาษีอากรได้ไม่น้อย แต่ราชสำนักก็เต็มไปด้วยปลวก ไหนจะแคว้นเล็กรอบๆ ที่กำลังจดๆ จ้องๆ จะก่อความไม่สงบ ดังนั้นค่าใช้จ่ายในกองทัพเลยลดทอนไม่ได้… สรุปง่ายๆ คือ ในท้องพระคลังไม่มีเงินเหลือแล้ว!”
“เราก็พิมพ์เงินออกมาใช้เองสิ”
“แบบนั้นไม่เท่ากับทำให้เกิดเงินเฟ้อเหรอ?”
อวี๋หว่านอินถาม “ไม่ดีเหรอ?”
เซี่ยโหวตั้น “ก็คงไม่ดีมั้ง”
อวี๋หว่านอินถามอย่างประหลาดใจ “ทำไมต้องใช้น้ำเสียง แบบนี้ด้วย คุณเป็นประธานบริษัทไม่ใช่เหรอ?”
“…” เซี่ยโหวตั้น
เซี่ยโหวตั้นรู้สึกประหลาดใจเสียยิ่งกว่าเธอ “ผมเป็นประธานก็จริง แต่ก็ไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์กับเศรษฐกิจเสียหน่อย อีกอย่าง ยุคนี้ก็ไม่ใช่เศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่จะใช้การพิมพ์แบงก์หรือลดหย่อนภาษีมาเป็นเครื่องมือจัดการด้านการเงินได้…”
อวี๋หว่านอินฟังแล้วปวดหัว “ได้ๆๆ ในเมื่อพวกเราสองคน ไม่รู้เรื่อง ก็ต้องหาคนที่รู้เรื่องมาช่วยแล้ว”
เธอบุ้ยหน้าไปทางสมุดบันทึกของซวีเหยา ปลายนิ้วจิ้มอยู่ที่รายชื่อ ‘บัณฑิตที่สอบตก’ “ฉันจำได้ว่าบัณฑิตสอบตกหลายคนที่ ตวนอ๋องไปติดต่อมา มีไม่น้อยที่ตอนหลังกลายเป็นขุนนางฝีมือเยี่ยม พวกเราไปชิงตัวคนพวกนี้มาใช้ก่อนดีกว่า”
เซี่ยโหวตั้นถามอย่างข้องใจ “จากการอ่านครั้งละสิบบรรทัดของคุณ ยังจะจำชื่อของบัณฑิตพวกนั้นได้อยู่เหรอ?”
“…” อวี๋หว่านอินตอบอย่างหดหู่ “ฉันจะพยายามนึกให้ออกละกัน!”
เช้าวันรุ่งขึ้น
ไทเฮานั่งฟังนางกำนัลรายงานพลางจ้องปลายเล็บที่เคลือบด้วยสีแดงสดของตน
นางกำนัลรายงานว่า “เมื่อคืนนี้ฝ่าบาทยังคงประทับค้างคืนที่ตำหนักกุ้ยเฟยเพคะ”
ไทเฮาเลิกคิ้ว หลายปีมานี้ฮ่องเต้ไม่เคยให้ความโปรดปรานสนมคนไหนมาก่อน จากที่นางได้ยินข่าว ฮ่องเต้ไม่ค่อยสนใจเรื่องพรรค์นี้จนถึงขนาดที่เรียกได้ว่าไม่ชอบ นางรู้สึกว่าน่าจะมีอะไรซ่อนอยู่จึง ซักต่อ “พวกเขาทำอะไรกันหรือไม่?”
นางกำนัลตอบ “ตำหนักกุ้ยเฟยมีการป้องกันแน่นหนา สืบ ไม่ได้ง่ายๆ เพคะ อีกอย่าง… ฝ่าบาทมักจะไล่คนออกมา แล้วประทับอยู่กับอวี๋กุ้ยเฟยตามลำพังเสมอ”
ไทเฮารู้สึกถึงภัยคุกคามขึ้นมารางๆ “ดูท่าควรจะส่งโอสถ คุมกำเนิดไปให้เสียแล้ว”
นางกำนัลรีบรับคำ “หม่อมฉันจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
ไทเฮายังกำชับอีกว่า “อวี๋หว่านอินไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา ถึงเวลาที่ต้องสั่งสอนให้นางหลาบจำเสียบ้าง บิดาของนางมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าหน่วยใช่หรือไม่?”
‘จางซัน’ ลืมตาด้วยความตกใจ หัวใจเต้นโครมคราม
แสงแดดแยงตา มีเสียงดังมาจากไม่ไกล “รัชทายาท…”
จางซันสงสัยว่ากำลังอยู่ในความฝัน ห้านาทีก่อนเขายังนั่งสัปหงกอยู่ในห้องเรียน เพื่อไล่ความง่วงงุน เขาหยิบมือถือออกมาเล่น ขณะสไลด์หน้าจอไปเรื่อยก็ดันกดเข้าลิงก์ของนิยายออนไลน์ที่ชื่อว่า ‘ทะลุมิติมาเป็นพระสนมตัวร้าย’
แค่เห็นชื่อก็รู้ว่าเป็นนิยายขยะ!
จางซันอ่านผ่านๆ อย่างเบื่อๆ กำลังจะกดออกไปหน้าอื่น จู่ๆ ก็มีความรู้สึกคล้ายบ้านหมุน เบื้องหน้าดำมืด
“รัชทายาท” เสียงเรียกนั้นดังเข้ามาใกล้ “รัชทายาท!”
จางซันเงยหน้าขึ้น เขามีลางสังหรณ์บางอย่างที่ไม่ดีนัก ก่อนจะพบว่าตัวเองนอนฟุบอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือตัวหนึ่ง ขันทีน้อยมองด้วยแววตาเป็นกังวล “รัชทายาทจะบรรทมไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ ไทเฮากำลังเสด็จมาทอดพระเนตรการเรียนของพระองค์”
“…” จางซัน
รัชทายาท? ไทเฮา?
ระหว่างที่เขาแอบหยิกต้นขาก็เห็นหญิงวัยกลางคนหน้าตาเคร่งขรึม แต่งกายหรูหราด้วยชุดโบราณเดินเข้ามา ถามด้วยเสียงเย็นกระด้างว่า “รัชทายาท วันนี้เรียนเป็นอย่างไรบ้าง”
ขันทีน้อยรีบคำนับทำความเคารพ “ถวายบังคมไทเฮา”
“…” จางซัน
ซวยแล้ว! นักเรียนชั้นมัธยมต้นที่ไม่ตั้งใจเรียนอย่างเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าคนโบราณเขาพูดจาแบบไหน
ไทเฮาที่อยู่ตรงหน้าเห็นเขาไม่พูดไม่จาอยู่นานก็เริ่มไม่พอใจ “เหตุใดถึงไม่ตอบ?”
จางซันรู้สึกหัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกร่าง มือสั่นเทาเลื่อนกระดาษที่เขียนได้ครึ่งแผ่นไปตรงหน้า ตอบอย่างไม่มั่นใจว่า “ประ… ประมาณนี้”
อีกฝ่ายรับกระดาษไปดูอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าพอใจหรือไม่ แต่มี คำพูดมากมายพ่นออกมาจากปากนาง จางซันฟังรู้เรื่องแค่คำว่าฮ่องเต้–ขยันขันแข็ง–ทำตัวให้ดีที่เป็นศัพท์ง่ายๆ แค่ไม่กี่คำ เขาไม่มีแก่ใจจะฟังต่อ รู้สึกสับสนงุนงงไปหมด เขาคิดถึงปัญหาใหญ่ของตัวเองอยู่สามเรื่อง
เกิดอะไรขึ้น? จะกลับไปได้ไหม? แล้วต้องพูดจายังไงถึงจะมีชีวิตรอดต่อไปได้?
อีกฝ่ายเป็นถึงไทเฮา ตัวเขาเองเป็นรัชทายาท น่าจะมีความสัมพันธ์แบบย่าหลานล่ะมั้ง? จางซันคิดในใจ
ผู้หญิงที่ถูกเรียกขานว่า ‘ไทเฮา’ พูดจบแล้ว กำลังรอฟังคำตอบจากเขา จางซันทำใจโต้กลับไปด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่า “ขอบพระทัยเสด็จย่า”
เวลาแค่ไม่กี่อึดใจ ทว่าจางซันรู้สึกเหมือนยาวนานมาก ไทเฮาพยักหน้าแล้วหมุนตัวเดินจากไป
จางซันถอนใจยาวๆ ตอนนี้เพิ่งรู้สึกตัวว่าเหงื่อออกเต็ม แผ่นหลัง
เอาไงดี จะไปหัดพูดภาษาโบราณจากไหนดี!