ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 23
อวี๋หว่านอินอาบน้ำเสร็จ อบผมจนแห้งดีแล้วจึงค่อยคลานขึ้นเตียง
ของใช้บนเตียงถูกปรับเปลี่ยนให้เหมือนของใช้ในยุคของเธอ หมอนที่หนุนนอนไม่แข็ง ผ้าห่มไม่เย็น ความเป็นอยู่ของเธอจึงดีขึ้นกว่าเดิมมาก
ระหว่างที่เซี่ยโหวตั้นไปอาบน้ำ เธอก็นอนบนเตียงด้วยความกระวนกระวายใจ แต่สุดท้ายเซี่ยโหวตั้นก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง พอเอาเข้าจริง เขาก็ยังนอนอย่างสำรวมอยู่หลังอาณาเขตที่กั้นเอาไว้
ความคุ้มครองที่เพิ่มระดับมากขึ้นทำให้อวี๋หว่านอินรู้สึกปลอดภัยและนอนหลับได้อย่างสบายใจ แต่คืนนี้มีเรื่องของเป่ยโจวให้ต้องกังวลเธอจึงนอนไม่หลับได้แต่พลิกตัวไปมา
หลังจากดวงตาเริ่มชินกับความมืด เธอพบว่าเซี่ยโหวตั้นก็ยังไม่หลับ แต่กำลังลืมตามองผ้าม่าน
อวี๋หว่านอินลังเลชั่วครู่ก่อนเอ่ยถาม “นอนไม่หลับเหมือนกันเหรอ?”
เซี่ยโหวตั้นหลับตา เสียงหายใจหนักขึ้นเล็กน้อย เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ฟังไม่ชัดเจนนัก จับใจความได้เพียงว่า “ไม่ได้ผล อยู่ดี”
ไม่ได้ผลอะไร อวี๋หว่านอินไม่แน่ใจว่าตัวเองหูฝาดหรือเปล่า จึงถามขึ้น “คุณเป็นอะไร?”
เซี่ยโหวตั้นพ่นลมหายใจยาว “ปวดหัว”
ปวดมากขนาดนี้เชียว?
อวี๋หว่านอินลังเล ก่อนจะขยับเข้ามาอีกนิด “ฉันนวดขมับให้ไหม?”
การแสดงความห่วงใยเพื่อนร่วมงานเป็นเรื่องที่ควรทำ อวี๋หว่านอินบอกตัวเอง
เซี่ยโหวตั้นไม่ปฏิเสธ แต่ขณะที่ปลายนิ้วของเธอสัมผัสถูกข้างขมับ ร่างกายของเขากลับเกร็งขึ้นมา แม้จะอยู่ในความมืด อวี๋หว่านอินก็รับรู้ว่าอีกฝ่ายกัดฟันแน่น
“เป็นอะไร? หรือจะให้ฉันเบากว่านี้คะ?”
“อืม”
เธอไม่เคยเรียนการนวด ได้แต่กดคลึงเบาๆ ไปตามขมับ “ไม่รู้ว่าจะช่วยปลอบใจคุณได้หรือเปล่า แต่อาการปวดหัวข้างเดียวของคุณเป็นแค่บทบาทที่นักเขียนสร้างขึ้นมา สุดท้ายคุณก็ไม่ได้ปวดหัวตายสักหน่อย อย่างน้อยก่อนถูกลอบสังหารก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น”
ร่างที่แข็งเกร็งของเซี่ยโหวตั้นผ่อนคลายลงเล็กน้อย น้ำเสียงของเขามีแววประชด “ฟังแล้วสบายใจดีเนอะ”
“แหม อย่าพูดอย่างนี้สิ” อวี๋หว่านอินไม่ถือสาคนป่วย เวลาเธอปวดประจำเดือนก็ยังทำนิสัยไม่ดีเลย “เดี๋ยวลองให้เป่ยโจวช่วยดูว่าที่ปวดหัวนี่เป็นเนื้องอกหรือเพราะถูกพิษกันแน่ เขาอยู่ในยุทธภพมานาน น่าจะรู้เห็นอะไรมามาก ไม่แน่ว่าอาจเป็นพิษที่หมอหลวงไม่รู้จักก็ได้”
“อืม”
อวี๋หว่านอินกระซิบถาม “ความจริง คุณก็กลัวตายใช่ไหม”
ปลายนิ้วของเธอนุ่มนิ่ม อีกทั้งยังมีความอุ่นร้อน เซี่ยโหวตั้นยิ้มเยาะ “ก็บอกไม่ถูก”
อวี๋หว่านอินคิดว่าเขาคงไม่อยากยอมรับ “ไม่เป็นไรหรอก ฉันเองก็กลัวเหมือนกัน แต่ท่านประธานอย่างคุณน่าจะไม่ชิน เอาเถอะ… คุณปลดปล่อยความรู้สึกอึดอัดออกมาได้ตามสบายเลย ถ้าหาก เป่ยโจวหาสมุดเล่มนั้นมาไม่ได้ พวกเราก็ต้องหาทางอื่นต่อ”
“วางใจเถอะ” เซี่ยโหวตั้นพูดขัดจังหวะ ไม่ให้อวี๋หว่านอินได้พูดปลอบใจ “ขอแค่คุณไม่ท้อไปเสียก่อน ผมก็ลุยต่อ”
อวี๋หว่านอินเดาะลิ้นคิดถึงคำพูดของเขา ไม่รู้ว่าเธออ่อนไหวมากเกินไป หรือว่าคำพูดนี้ฟังแล้วมีความนัยแฝงอยู่จริงๆ
เธอยังคิดไม่ออก เซี่ยโหวตั้นก็เสริมขึ้นว่า “ถึงยังไงผมก็ต้องรอคำชี้แนะของ ‘พี่อวี๋’ มาช่วยนำพาให้แผ่นดินเจริญรุ่งเรืองนี่นา”
อวี๋หว่านอินยุติความคิดเพ้อเจ้อไปชั่วคราว “แน่นอนอยู่แล้ว”
พอได้นวดขมับเซี่ยโหวตั้นก็เริ่มผ่อนคลาย หนังตาเริ่มปรือ ลมหายใจแผ่วเบาลง อวี๋หว่านอินเห็นว่าเขาหลับแล้วก็รู้สึกง่วงนอนเหมือนกัน ปลายนิ้วที่คลึงจึงช้าและหยุดลงในที่สุด
พอเธอหลับสนิท เซี่ยโหวตั้นกลับลืมตาขึ้นมองเธออีกครั้ง
อวี๋หว่านอินนอนหลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่เมื่อสะดุ้งตื่นท้องฟ้าก็เริ่มสว่างขึ้นบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่สว่างเหมือนตอนเช้าตรู่ เธอได้ยินเสียงคนพูดเบาๆ อยู่หน้าผ้าม่านเตียง “ตื่นเร็ว ได้สมุดมาแล้ว”
เป่ยโจวกลับมาแล้ว!
อวี๋หว่านอินดีดตัวลุกขึ้นนั่งเหมือนปลาไนกระโดดเหนือผิวน้ำ เธอรู้สึกผิดปกติบางอย่าง เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นเซี่ยโหวตั้นนอนเบียดบนหมอนใบเดียวกัน ร่างกายส่วนบนเลยเส้นแบ่งเขตที่เธอกั้นเอาไว้
“…” อวี๋หว่านอิน
เขาคงไม่ได้ตั้งใจ น่าจะนอนดิ้นจนกระเถิบมาทางนี้ ถ้ารอให้รู้ตัวเขาก็น่าจะตกใจเหมือนกัน
เสียงเป่ยโจวดังขึ้นอีกครั้ง “ตั้นเอ๋อร์”
แม้วังหลวงจะมีระเบียบมากมาย แต่เพราะอยากจะ ‘ใช้งาน’ เป่ยโจว เซี่ยวโหวตั้นจึงให้ความสนิทสนมกับอีกฝ่ายเสมือนเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงพูดคุยกับเป่ยโจวด้วยภาษาที่สามัญชน ใช้กัน
เซี่ยโหวตั้นลืมตา แตะหน้าผากแล้วลุกขึ้นนั่ง เขาสวมเสื้อคลุมและก้าวลงจากเตียงอย่างเฉยเมย “กลับมาแล้วหรือ”
เขาตั้งใจ! อวี๋หว่านอินเวียนหัวขึ้นมาทันที
ตั้งแต่ไหนแต่ไร เวลาที่เธออยู่กับเซี่ยโหวตั้น เขาจะทำตัวเหมือนทหารร่วมรบที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน แม้จะมีความใกล้ชิด แต่ก็ ไม่เคยข้ามเส้นที่แบ่งกันไว้ แล้วตอนนี้เกิดอะไรขึ้น ถ้าเป็นพันธมิตรทั่วไปมีหรือจะนอนหนุนหมอนใบเดียวกันแบบนี้!
อวี๋หว่านอินเก็บความวุ่นวายใจเอาไว้ในอก สวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วค่อยลงจากเตียง “น้าเป่ยไม่ได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่”
เป่ยโจวหัวเราะอย่างอดไม่อยู่ “อยากให้ข้าได้รับบาดเจ็บไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก เพียงแต่ต้องจัดการทหารที่เฝ้าอยู่บริเวณนั้นก่อน แล้วยังมีกลุ่มคนที่ถูกส่งมาจับตาดูอยู่อย่างลับๆ อีก กว่าจะเบี่ยงเบนความสนใจพวกนั้นได้ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อย”
เซี่ยโหวตั้นนั่งลงข้างโต๊ะด้วยท่าทีเฉยเมย “ดูท่าพี่ชายของข้าคนนั้นยังคงจับตามองอย่างเข้มงวด ดีที่ให้น้าเป่ยเป็นคนจัดการ”
เป่ยโจวล้วงสมุดบันทึกที่ยังมีเศษดินติดอยู่ออกจากอกเสื้อ
“สิ่งนี้คืออะไร แผนที่ขุมทรัพย์หรือ?”
เซี่ยโหวตั้นตอบ “ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียง”
คนทั้งสามจุดตะเกียง พลิกดูเนื้อหาด้านใน
หน้าปกพิมพ์ตัวอักษรคำว่า ‘บันทึกวัฒนธรรมแคว้นต้าเซี่ย’ แต่ด้านในกลับเขียนด้วยลายมือ มีตัวหนังสือเต็มไปหมด อีกทั้งยังเป็นลายมือที่ค่อนข้างหวัด
เห็นได้ชัดว่าเดิมทีซวีเหยาเขียนสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาก็เพื่อกันลืม หรืออาจเก็บไว้เป็นหลักฐานสำคัญเพื่อเล่นงานตวนอ๋องในภายหลังก็เป็นได้ แต่สรุปว่าไม่ได้เขียนให้คนอื่นอ่าน จึงเขียนค่อนข้างหวัด ไม่เป็นระเบียบ ทั้งยังใช้คำย่ออยู่ไม่น้อย อวี๋หว่านอินอ่านแล้วแต่กลับเข้าใจแค่บรรทัดเดียว
“เปลี่ยนข้าง… รองจ้าว? รองจ้าวนี่หมายถึงใคร?”
เซี่ยโหวตั้นใช้ความคิดก่อนตอบ “ในกลุ่มทหารรักษาพระองค์มีรองผู้บัญชาการหน่วยที่ใช้แซ่จ้าวอยู่คนหนึ่ง เอาไว้ข้าจะถามให้แน่ใจ อีกที” เพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันสองต่อสอง เขาจึงใช้ภาษาโบราณ ตอบกลับเธอ
อวี๋หว่านอินเข้าใจทันที ในนิยายตวนอ๋องหาทางยุแยง รองผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ สัญญาว่าถ้าเขาเล่นงาน ผู้บัญชาการได้ จะให้เขาขึ้นนั่งตำแหน่งนั้นแทน จากนั้นตวนอ๋องก็ได้กลุ่มทหารรักษาพระองค์ไปเป็นพวก ทำให้เขาดำเนินการได้ราบรื่นอยู่หลายเรื่อง จนกระทั่งได้ครองบัลลังก์ในที่สุด
อวี๋หว่านอินหรี่ตา อ่านไปอีกสองหน้า แผนการต่างๆ ที่เขียนไว้ในนี้รายละเอียดส่วนใหญ่เหมือนกับที่เธอเคยอ่านในนิยาย แต่เมื่อเทียบกับความจำที่เลือนราง สิ่งที่เขียนไว้ในสมุดชัดเจน ละเอียดมากถึงขนาดลงวันที่และเวลาไว้อีกด้วย
มีหน้าหนึ่งเขียนไว้ว่า [ใช้สายลับแคว้นเยี่ยนกำจัดศัตรู]
ในนิยาย ตวนอ๋องหลอกใช้สายลับแคว้นเยี่ยนจำกัดคนที่ยืนอยู่คนละฝ่ายกับเขา แต่เสียดายที่สายลับแคว้นเยี่ยนถูกฆ่าตายใน หอคณิกาเมื่อวานนี้
ยังมีอีกหน้าหนึ่งที่เขียนว่า [เดือนยี่จะมีบัณฑิตที่สอบไม่ติดในการสอบรับราชการครั้งนี้]
ปีหน้าเดือนยี่ จะมีการสอบรับราชการ แต่การสอบรับราชการในยุคนี้ เรียกได้ว่ามีการทุจริตอย่างเอิกเกริก กลายเป็นการสอบเพื่อช่วยพวกพ้องของตัวเอง บัณฑิตยากจนมักไร้คนสนับสนุน ไร้อิทธิพล จึงไม่มีวันที่จะประสบความสำเร็จในการสอบได้เลย
แผนการของตวนอ๋องคือลอบติดต่อกับบัณฑิตที่ถูกคัดชื่อออกอย่างลับๆ แล้วหาทางให้พวกเขาได้รับราชการในตำแหน่งเล็กๆ เพื่อให้คนเหล่านี้มารับใช้ตัวเอง
เขายังเฟ้นหาตำแหน่งขุนนางที่สามารถยัดคนเหล่านี้เข้าไปทำงานได้รอเอาไว้แล้ว