ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 7
เพราะไม่รู้ว่าในวังหลวงมีสายของใครแฝงตัวอยู่บ้าง
เพื่อไม่ให้เกิดพิรุธ หลายคืนที่ผ่านมาอวี๋หว่านอินจึงไม่ได้หาที่นอนใหม่
แต่นอนบนแท่นบรรทมกับเซี่ยโหวตั้น..
หมอนแข็ง ผ้าห่มเย็น ห้องบรรทมที่กว้างใหญ่มีลมเย็นพัดเข้ามาเป็นระลอก กลางแท่นบรรทมมีเพียงเสื้อผ้าวางกั้นเป็นอาณาเขต
ทั้งคู่นอนกันคนละฝั่ง มีบางครั้งที่คุยกันเรื่อง “มีบ้างไหม… ที่ในนิยายเขียนให้คนเข้ามาวางยาพิษในห้องนี้?”
“เหมือนจะไม่มี แต่ฉันไม่กล้ารับรองหรอกนะ”
แต่ก่อนเวลาอ่านนิยาย แค่ได้อ่านบทรักของพระนางเธอก็อดยิ้มตามไม่ได้ แต่พอตัวเองเข้ามาอยู่ในโลกนิยายจริงๆ จึงค่อยรู้ว่าสิ่งที่เขียนมันต่างจากความจริงอย่างที่สุด ตัวละครที่หลงเข้ามาก็เหมือน คนโง่ที่ไม่รู้อนาคต ไม่รู้เลยว่าตนจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกสักกี่หน้ากระดาษ แต่ทำไมยังกล้าคิดจะทำเรื่องกุ๊กกิ๊ก!
พอเจอเข้ากับตัวเองบ้าง กลับไม่มีใจจะทำอะไรทั้งนั้นแหละ!
เธอลุกจากเตียงพร้อมขอบตาที่ดำคล้ำในเช้าวันถัดมา พอ ส่องกระจกแล้วก็รู้สึกว่าไม่ได้การ จึงควานหากล่องใส่เครื่องประดับ ออกมา เป็นใบที่ได้มาจากการเลียแข้งเลียขาของอันเสียนเมื่อวาน นั่นไง
ตอนที่เซี่ยโหวตั้นเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย อวี๋หว่านอินก็ แต่งหน้าเสร็จพอดี ช่วงที่เซี่ยโหวตั้นเดินผ่านเขาเผลอปรายตามองเธออย่างไม่ตั้งใจ แล้วพลันชะงัก… ก่อนจะหันกลับไปพินิจมองอีกครั้ง “หน้าตาดูแปลกๆ ไปนะ”
อวี๋หว่านอิน “การแต่งหน้าของวันนี้เรียกว่า ‘แต่งแบบมนุษย์เงินเดือน’ จะให้ความรู้สึกอ่อนหวานเป็นมิตร ใครว่าอะไรก็ไม่โกรธ”
“…” เซี่ยโหวตั้น
อวี๋หว่านอินเอ่ยต่อ “ฉันกำลังจะไปผูกมิตรกับเซี่ยหย่งเอ๋อร์ ต้องทำให้ใบหน้าดูเป็นมิตรหน่อยสิ” เธอมองเซี่ยโหวตั้นแล้วนิ่วหน้า “คุณจะไปคุยกับซวีเหยาไม่ใช่เหรอ หน้าตาอย่างนี้คุยไม่สำเร็จแน่ มานี่มา!”
“…” เซี่ยโหวตั้น
ไม่นานฮ่องเต้และพระสนมปีศาจก็ออกจากถ้ำด้วยหน้าตาอ่อนโยนดูเป็นมิตรกับทุกคน จากนั้นแยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจ!
เซี่ยโหวตั้นออกว่าราชการเช้า ส่วนอวี๋หว่านอินกลับไปตำหนักของตัวเอง
เธอคิดว่าจะลองสืบหาดูว่าเซี่ยหย่งเอ๋อร์พักอยู่ที่ไหน แต่ ไม่คาดว่าเซี่ยหย่งเอ๋อร์จะมาหาถึงที่โดยไม่ต้องเสียแรงสืบ นั่นเป็น เพราะเซี่ยหย่งเอ๋อร์ได้กลิ่นอันตรายเลยชิงลงมือก่อน!
เมื่อวานทั้งๆ ที่เธอรออยู่หน้าประตูตำหนักเย็นเพื่อดักพบ ตวนอ๋องก่อนที่เขาจะเริ่มสานสัมพันธ์กับอวี๋หว่านอินได้แล้ว แต่กลับเห็นทั้งคู่แอบส่งสายตาให้กันกลางงานเลี้ยง! ผู้หญิงคนนั้นนั่งตัวอ่อนราวกับไร้กระดูกอยู่ข้างฮ่องเต้ทรราชพร้อมกับใช้สายตาหว่านเสน่ห์ ตวนอ๋อง อวี๋เฟยยังเป็นคนที่มีรูปโฉมงดงามบาดตาสมกับเป็นนางเอกของเรื่องอีกด้วย
หรือว่าสุดท้ายแล้ว ตวนอ๋องยังคงติดบ่วงเสน่ห์ของ อวี๋หว่านอิน?
ส่วนเธอ ไม่ว่าอย่างไรก็หนีไม่พ้นบทตัวประกอบที่ต้องตายเหมือนมดปลวกในตอบจบ
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ไม่เชื่อเรื่องโชคชะตา เธอใช้เวลาระหว่างไปกลับที่ทำงานอ่านนิยายชิงอำนาจในวังหลวงมามาก อ่านมาหลายปีต้องได้ใช้ประโยชน์บ้างสิ!
เมื่อวานหลังจากกลับถึงตำหนักตน เซี่ยหย่งเอ๋อร์ก็วางแผนร่วมกับพระสนมคนอื่นๆ ที่ตนไว้ใจเพื่อเล่นงานอวี๋หว่านอิน สุดท้ายก็ได้แผนการที่เรียบง่ายแต่ได้ผลมาแผนหนึ่ง วันนี้เธอกับพระสนมหลายคนนัดกันนำของว่างที่ปรุงอย่างประณีตมาเยี่ยมอวี๋หว่านอินที่ตำหนักด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ “พี่หว่านอินกลายเป็นคนโปรดของฝ่าบาทแล้ว โปรดอย่าลืมพี่น้องคนอื่นๆ ในวังนะเจ้าคะ”
“…” อวี๋หว่านอิน
ข้ามมิติมาเหมือนกันแท้ๆ ทำไมเวลาพูดถึงได้สำบัดสำนวนเหลือเกินยะ!
เซี่ยหย่งเอ๋อร์เปิดฝาตะกร้าอาหาร อ้างว่าเป็นของว่างที่ตนปรุงเองกับมือ อยากให้อวี๋หว่านอินลองชิม
“…” อวี๋หว่านอิน
เธอหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่งอย่างลังเล กลัวว่าจะมีพิษ แต่ คิดไปคิดมา… คนที่ถูกโชคชะตาเลือกมาไม่น่าจะใช้ลูกไม้ตื้นๆ ล่ะมั้ง? ถ้าอีกฝ่ายโง่ก็คงไม่มีค่าให้เธอต้องวางแผนเล่นงานด้วยซ้ำ
เมื่อเซี่ยหย่งเอ๋อร์เห็นอวี๋หว่านอินวางขนมที่ยังไม่ถูกแตะไว้ด้านหนึ่งก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกใดออกมา นอกจากสนทนากับ อวี๋หว่านอินอย่างกระตือรือร้น
ด้านหลังของทั้งคู่ นางกำนัลที่เซี่ยหย่งเอ๋อร์พามาด้วยขยับตัวออกห่างไปทางมุมกำแพงด้านหนึ่งอย่างเงียบเชียบ
อวี๋หว่านอินโล่งอก ยังดี! ดูท่าอีกฝ่ายน่าจะมีแผนการล้ำลึกอยู่บ้าง
เธอไม่สนใจว่านางกำนัลคิดจะทำอะไร รีบปรับทัศนคติที่มีต่อเซี่ยหย่งเอ๋อร์เสียใหม่ “อย่าพูดอย่างนั้นเลย จะเป็นเฟยหรือผินก็ ไม่แตกต่าง น้องหย่งเอ๋อร์… ข้าขอบอกกับเจ้าจากใจจริง ต่อให้วันนี้ ฝ่าบาทยกใครสูงเทียมฟ้า ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้พระองค์ก็สามารถลากลงนรกได้เช่นกัน”
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ตะลึง นางเอกในนิยายมีบุคลิกอย่างนี้เหรอ?
พระสนมคนอื่นๆ ที่ติดตามมาด้วยถึงกับสะดุ้ง รีบเข้ามาห้าม อวี๋หว่านอินไม่ให้พูดจาส่งเดช
อวี๋หว่านอินกล่าว “ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าคงไม่พูดออกไป สตรีอย่างเราๆ อยู่ที่นี่ก็เป็นเหมือนหมากที่รอให้คนมาจับวางเท่านั้น ถ้าไม่ช่วยดูแลกันและกันให้ดี มิเท่ากับยอมให้พวกบุรุษได้ดั่งใจหรือ”
“…” เซี่ยหย่งเอ๋อร์
อวี๋หว่านอินพูดจากใจจริง ที่เธอต้องการดึงเซี่ยหย่งเอ๋อร์มาเป็นพวกก็ไม่ได้ทำเพื่อเซี่ยโหวตั้น แต่ทำเพื่อตัวเอง ถ้าเซี่ยหย่งเอ๋อร์ทิ้งความคิดที่จะเล่นงานเธอถึงตาย เธอก็ไม่คิดจะช่วงชิงอำนาจอะไรกับอีกฝ่ายเหมือนกัน ทาสบริษัทอย่างพวกเราสองคนจะชิงดีชิงเด่นกันทำไม มานั่งล้อมวงกินหม้อไฟเฮฮาสนุกสนานไม่ดีกว่าเหรอ?
การร่วมมือระหว่างเธอกับเซี่ยโหวตั้นนั้นเกิดขึ้นเพราะสถานการณ์บังคับ แต่ในใจลึกๆ เธอยังไม่เชื่อมั่นในตัวเขา ถึงจะจบแบบกินรวบชนะเลิศ เซี่ยโหวตั้นได้ครองบัลลังก์ต่ออย่างมั่นคง ถึง ตอนนั้นถ้าเขาจะปิดปากเธอก็ง่ายนิดเดียว แค่พูดว่า ‘เจ้ารู้มากเกินไป’ เธอก็ม่องเท่งแล้ว!
ถ้าคิดจะมีชีวิตอยู่เป็นคนสุดท้ายในเกมนี้ อาจไม่ใช่เรื่องง่าย
มีเพื่อนมากขึ้นเท่ากับมีศัตรูน้อยลง การตีสนิทกับคนที่ถูกเลือกอย่างเซี่ยหย่งเอ๋อร์ก็ไม่ใช่จะไม่ดี
แต่จะให้อวี๋หว่านอินหงายไพ่บอกให้อีกฝ่ายรู้ความจริงว่าตนเป็นคนที่ข้ามมิติมาเหมือนกันก็ทำไม่ได้ เพราะตามเนื้อเรื่องเดิม เซี่ยหย่งเอ๋อร์ได้คู่กับตวนอ๋อง แถมตอนนี้พวกเขาก็เริ่มคบหากันแล้ว ถ้าเธอบอกเซี่ยหย่งเอ๋อร์ก็เท่ากับบอกตวนอ๋องด้วยอีกคน เขาจะใช้ความลับในมือนี้อย่างไรก็ยากจะคาดเดา
อวี๋หว่านอินได้แต่ใช้วิธีพูดอ้อมๆ เป็นการสะกิดเตือนทำนองว่า ‘พี่น้องทั้งหลาย อย่าคิดแต่เรื่องรักใคร่เลย ลืมผู้ชายไปซะเถอะ ฉันจะขโมยของหาเงินมาเลี้ยงพวกเธอเอง’
แต่น่าเสียดาย ความพยายามของอวี๋หว่านอินกลับสูญเปล่า เมื่อเซี่ยหย่งเอ๋อร์เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความร้อนรนกระวนกระวายของอวี๋หว่านอิน จิตใจที่ว้าวุ่นของเธอก็เยือกเย็นลง คนที่อยู่ตรงหน้าเป็นแค่ตัวละครในนิยายจึงไม่มีทางทำสิ่งที่นอกเหนือไปจากที่นิยายได้กำหนดไว้ การที่อีกฝ่ายทำดีกับตนอย่างคาดไม่ถึงนั้น น่าจะเป็นเพราะต้องการหลอกให้ตายใจ
ยังดีที่ฉันอ่านนิยายเรื่องนี้มาก่อนแล้ว!
เมื่อนึกถึงถุงหอมที่ตวนอ๋องให้คนนำมามอบให้ตนกลางดึก เซี่ยหย่งเอ๋อร์ก็รู้สึกว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามเนื้อเรื่องเดิม เธอต้อง เด็ดขาดชัดเจน รวบรัดจัดการนางเอกที่อายุสั้นคนนี้ให้เร็วที่สุด
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ยังคงยิ้มแย้มแต่แววตามีความหงุดหงิดพาดผ่าน เธอมองอวี๋หว่านอินที่พยายามรวบรวมคำพูดเหมือนมองตัวตลก ฉันไม่มีความจำเป็นต้องมาเสียเวลากับคนที่ใกล้ตายเสียหน่อยนี่
นางกำนัลคนสนิทของเซี่ยหย่งเอ๋อร์ลอบส่งสัญญาณมือ เซี่ยหย่งเอ๋อร์นั่งคุยอยู่อีกครู่หนึ่งจึงขอตัวกลับ
พอออกจากตำหนักพระสนมคนอื่นๆ ก็เข้ามาล้อมเธอ
“เป็นอย่างไรบ้าง”
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ตอบ “เรียบร้อย เสื้อผ้าที่อวี๋หว่านอินแขวนไว้ตรงมุมกำแพงเลอะน้ำจากกลีบดอกโบตั๋นม่วง ซ้ำยังเป็นตำแหน่งที่มองไม่ค่อยชัด นางไม่มีทางเห็นก่อนแน่ รอจนนางสวมเสื้อผ้าชุดนี้แล้ว พวกเราก็ลงมือได้” โบตั๋นม่วงเป็นชื่อดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ปลูกอยู่ในสวนโบตั๋น มีอยู่แค่ไม่กี่ต้นเท่านั้น
สนมคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างกังวล “แค่น้ำจากกลีบดอกไม้ไม่กี่หยด จะสำเร็จหรือ?”
เซี่ยหย่งเอ๋อร์หัวเราะ “ฝ่าบาทเป็นคนขี้ระแวง”
‘ฉู่ปิน’ ที่เดินตามอยู่ด้านหลังหยุดคิดอย่างไม่มั่นใจก่อนเอ่ยถาม “อวี๋เฟยงดงามบาดตาดูร้ายกาจ แต่เวลาคุยด้วยกลับเป็นคนที่จริงใจคนหนึ่ง”
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ไม่ได้ต่อบทสนทนาในเรื่องนี้