ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 6
มีหม้อไฟชุดเล็กวางอยู่ในห้องบรรทม
นางกำนัลและขันทีล่าถอยออกไปหมดแล้ว ฮ่องเต้ยกม้านั่งตัวเล็กมานั่งล้อมวงกินหม้อไฟกับพระสนมคนโปรด
อวี๋หว่านอินจุ่มกระเพาะแพะชิ้นหนึ่งลงไปในน้ำแกงที่เดือด แล้วคีบใส่ปาก “ยังขาดเครื่องปรุงบางอย่าง”
“มีแค่นี้ก็ไม่เลวแล้ว กินเถอะน่า!” เซี่ยโหวตั้นจิ้มเนื้อแพะในจานอย่างไร้ชีวิตชีวา “ไม่รู้ว่าจะได้กินอีกกี่มื้อ”
อวี๋หว่านอินสำลัก “อย่าพูดเป็นลางสิ”
“คุณไม่รู้หรอกว่าตอนที่ผมออกว่าราชการเช้า บรรยากาศ น่ากลัวแค่ไหน ขุนนางในราชสำนักแต่ละคนไม่มีใครพูดถึงเรื่องการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน มีแต่แนะให้ผมไปเที่ยวนั่นไปกินนี่ จะว่ายังไงดี? ทำเหมือนผมเป็นพวกใกล้ตายที่คนอื่นๆ รีบมาทำดีด้วยเป็นครั้งสุดท้ายน่ะ”
อวี๋หว่านอินเอ่ยขึ้น “แก้ไขอะไรไม่ได้หรอก เจ้าของร่างนี้จัดการขุนนางดีๆ จนเขาหนีกันไปหมด เหลือก็แต่พวกเลียแข้งเลียขา พวกแม่ทัพนายกองเนี่ยตัวดีเลย! ตอนนี้กลายเป็นคนของตวนอ๋องไปหมดแล้ว เอาจริงๆ นะ… คุณข้ามมิติมาช้าไปหน่อย อะไรที่แย่ๆ คนเก่าเขาทำไปหมดแล้ว! ต่อให้อยากถอนฟืนใต้กระทะ ก็ไม่มีใครกล้ายื่นมือมาช่วยหรอก…”
อวี๋หว่านอินวิจารณ์เหตุการณ์อย่างคนที่อยู่นอกวงไปหลายประโยค พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเซี่ยโหวตั้นหลับตา ยกมือกุมหน้าผาก สีหน้าซีดขาวกว่าปกติ จึงชะงักแล้วถามว่า “ปวดมากเลยเหรอ?”
เซี่ยโหวตั้นลืมตาขึ้น ตอบยิ้มๆ “สมองของร่างนี้ใช้การไม่ได้แล้ว หรือเพราะปวดมาก เขาเลยสมองเสื่อม”
อวี๋หว่านอินก้มหน้าคีบเนื้อแพะเพื่อไม่ให้เขาเห็นสีหน้า ของตน
เธอข้ามมิติมาอยู่ที่นี่ได้สามวันแล้ว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้สมองไม่เคยหยุดคิดที่จะหาทางหนีทีไล่สำหรับตัวเอง เพราะเหตุนี้เธอจึงยังวิเคราะห์เกี่ยวกับตัวละครหลักอีกหลายตัว
ตอนนี้ยังมองระดับความสามารถของเซี่ยหย่งเอ๋อร์ไม่ออก
พระเอกอย่างตวนอ๋อง ไม่รู้ว่าเป็นคนที่ทะลุมิติมาเหมือนกันหรือเปล่า แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่าย
ส่วนเซี่ยโหวตั้นที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ว่ากันตามจริง นอกจากจะปรับตัวได้เร็วเธอก็ยังไม่เห็นความสามารถอื่นของเขา บางครั้งยังแอบรู้สึกว่าเป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้อยู่เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าของร่างเดิมยังเป็นโรคปวดศีรษะมานาน จนทำให้เจ้าตัวเหมือนคนคุ้มดีคุ้มร้าย ไม่รู้ว่าหลังจากเปลี่ยนเป็นเขาแล้วนิสัยนี้จะดีขึ้นได้ สักเท่าไร
เอาเป็นว่าตอนนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ไร้ทางออก ไม่รู้ว่าถ้าเธอร่วมมือกับเขาคนนี้จะกำจัดตวนอ๋องได้หรือไม่?
คิดมาถึงตรงนี้อวี๋หว่านอินก็แสร้งเปรยอย่างผ่อนคลายว่า “ฉันอยากจะลองใจเซี่ยหย่งเอ๋อร์ดู ฝ่ายนั้นเป็นคนที่ถูกเลือก แถมยังเป็นกำลังสำคัญที่คอยช่วยตวนอ๋อง ถ้าดึงเธอมายืนอยู่ข้างเดียวกับ พวกเราได้ก็น่าจะมีโอกาสชนะมากกว่าเดิม อีกอย่าง… พวกเราก็ ข้ามมิติมาเหมือนกัน ทุกคนทำเพื่อความอยู่รอดของตัวเองทั้งนั้น พูดตามตรง... พวกเราไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นศัตรูกันซะหน่อย”
ความจริงสิ่งที่เธอกังวล… ไม่ได้มีแค่นี้
เซี่ยโหวตั้นพอจะมองออกเลยไม่ได้โต้แย้ง “ได้ พรุ่งนี้คุณลองคุยกับเซี่ยหย่งเอ๋อร์ดู จะให้ผมช่วยทำอะไรหรือเปล่า?”
“คุณ…” อวี๋หว่านอินย้อนคิดถึงเนื้อเรื่องเดิม “คุณลองไปหาคนที่ชื่อซวีเหยาแล้วกัน เขาเป็นกุนซือของตวนอ๋อง เป็นคนที่ฉลาดมาก แผนการของตวนอ๋องส่วนมากก็ได้เขาช่วยวางแผน… ชิบ–น้ำแห้งแล้ว!”
ทั้งสองยุ่งกับการปรึกษาหารือ จนไม่ทันสังเกตน้ำในหม้อที่เดือดปุดๆ
อวี๋หว่านอินได้ยินเสียงผิดปกติ จึงรีบกระโดดลุกขึ้น “น้ำ น้ำ!”
“ตกใจอะไร มาแล้ว!” เซี่ยโหวตั้นคว้ากาน้ำแกงมารินใส่หม้อ
มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น
อวี๋หว่านอินหันกลับไปมอง เห็นนางกำนัลยืนอยู่ข้างประตูด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
แม้นางกำนัลจะถูกไล่ออกไปนอกห้อง แต่ก็ยังคงยืนรอรับ คำสั่งอยู่หน้าประตู พอได้ยินเสียงตะโกนจากด้านใน นางก็รีบผลักประตูเข้ามา นางเห็นฮ่องเต้ที่ ‘ชอบฝังคนทั้งเป็น’ กำลังถือกาเติมน้ำแกงลงในหม้อไฟพอดี
อวี๋หว่านอินค่อยๆ หันกลับไปสบตาเซี่ยโหวตั้นด้วยท่าทาง แข็งทื่อ
เซี่ยโหวตั้นวางกาลงช้าๆ ปรายตามองนางกำนัลแวบหนึ่ง ทั้งๆ ที่ตัวเขายังมีกลิ่นอาหารติดอยู่ ทว่าแววตาที่ใช้มองนางกำนัลกลับให้ความรู้สึกเย็นชา ริมฝีปากบางยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเหี้ยม วางท่าคล้ายกับการเติมน้ำแกงเป็นเรื่องปกติของเขา แต่อีกฝ่ายที่ถลันเข้ามาไม่ดูทิศดูทางควรถูกควักลูกตาทั้งเป็น
นางกำนัลเข่าอ่อนจนทรุดลงกับพื้น นึกอยากมุดดินหนี เหลือเกิน “ม… หม่อมฉันสมควรตาย”
เซี่ยโหวตั้นจ้องศีรษะที่ก้มต่ำของอีกฝ่ายอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น “ไส–หัว–ไป”
น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา แต่แฝงความบ้าระห่ำถึงสามส่วน
นางกำนัลรีบถอยออกไปทันที!
อวี๋หว่านอินสะดุดใจ ย้อนคิดถึงท่าทางของเซี่ยโหวตั้นที่ตนพบหนแรก แววตาที่มองเขายามนี้คล้ายกำลังมองคนแปลกหน้า
“คุณแสดงละครเก่งจัง”
เซี่ยโหวตั้นจับม้านั่งให้มั่น แล้วนั่งลงอีกครั้ง “ยังพอไหว คนเราเวลาคุยธุรกิจก็ต้องมีจริงๆ เท็จๆ เลยพอได้ฝึกมาบ้าง”
“ไม่ต้องฝึกจนถึงขั้นนี้ก็ได้มั้ง!”
“กุนซือเมื่อกี้ชื่ออะไรนะ?”
“ซวีเหยา” ความคิดของอวี๋หว่านอินถูกเบี่ยงไปยังหัวข้อใหม่ พูดอย่างตื่นเต้นว่า “จู่ๆ ฉันก็มั่นใจในตัวคุณขึ้นมา ไม่แน่ว่าคุณอาจทำให้เขาแปรพักตร์ได้”
“…” เซี่ยโหวตั้น
อวี๋หว่านอินเอ่ยต่อ “ที่ซวีเหยาอยู่ข้างตวนอ๋องก็เพราะว่าคุณไปเนรเทศพ่อเขา พ่อเขาเป็นขุนนางที่ภักดี แต่เพราะคุณไปหลงเชื่อขุนนางชั่วเลยตั้งข้อหาป้ายสี แล้วเนรเทศเขาไปอยู่ในถิ่นทุรกันดารโน่น! ความจริงซวีเหยาต้องไปด้วย แต่ระหว่างเดินทางตวนอ๋องช่วยเขาออกมา จากนั้นเขาก็จัดการเปลี่ยนชื่อแซ่ซ่อนตัวอยู่ในตำหนักอ๋อง ทำหน้าที่เป็นกุนซือ ว่ากันว่าคนคนนี้พยายามหาทางช่วยให้พ่อกลับมาเมืองหลวงตลอด”
เซี่ยโหวตั้นเสนอความคิด “อย่างนั้น ถ้าผมเสนอว่าจะรับพ่อของเขากลับมา เงื่อนไขนี้จะทำให้เขายอมกลับมารับใช้ผมไหม?”
อวี๋หว่านอินแย้ง “ไม่ง่ายขนาดนั้นน่ะสิ อย่าลืมว่าเขาแค้นคุณมาก เขาอาจถามว่าทำไมตอนนั้นคุณถึงได้หลงเชื่อคนชั่ว ล้างบาง คนดี ทำให้พ่อเขาถูกใส่ร้าย”
เซี่ยโหวตั้นหัวเราะเสียงเย็น “ผมก็จะแก้ตัวว่าก่อนหน้านี้ถูกปิดหูปิดตา ถูกปิดบังความจริง คนจะเป็นกังฉินหรือเป็นตงฉินได้ไม่ใช่ว่าฎีกาฉบับเดียวเป็นตัวกำหนดหรือ?”
อวี๋หว่านอินถูกดึงเข้าสู่บทบาทไปด้วย พูดไปตามบทด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ในเมื่อฝ่าบาททรงรู้ว่าเว่ยไท่ฟู่พูดจาเชื่อถือไม่ได้ แล้ว เหตุใดยังใช้งานเขาอยู่?”
เซี่ยโหวตั้นตะลึง เขาเปล่งเสียงหัวเราะดังลั่นแล้วเล่นไปพร้อมกับเธอ
“เว่ยไท่ฟู่งั้นหรือ? ซวีเหยาเอ๋ยซวีเหยา จนถึงวันนี้เจ้ายังคิดว่าคนที่ให้ร้ายบิดาเจ้าคือตาแก่นั่นอยู่อีกหรือ น่าเวทนานัก”
อวี๋หว่านอินแย้งกลับ “เขาก็ไม่ได้แก่มากนักหรอก”
เซี่ยโหวตั้นแก้ “ซวีเหยาเอ๋ยซวีเหยา จนถึงวันนี้เจ้ายังคิดว่าคนที่ให้ร้ายบิดาเจ้าคือเจ้านั่นอยู่อีกหรือ น่าเวทนานัก”
“…” อวี๋หว่านอินถาม “แล้วเป็นใคร?”
เซี่ยโหวตั้นชะโงกหน้ามาใกล้ น้ำเสียงน่าหมั่นไส้เอ่ยราวกระซิบ “เป็นคนที่รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ถึงได้ออกหน้ารักษาชีวิตน้อยๆ ของเจ้าเอาไว้… เป็นคนที่รีบแสดงเมตตาจิต คิดอยากจะรับเจ้ามาเป็นสุนัขเฝ้าบ้านอย่างไรเล่า”
อวี๋หว่านอินถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ฝ่า… ฝ่าบาทตรัสเหลวไหล!”
เซี่ยโหวตั้นหัวเราะ สะบัดแขนเสื้อ หมุนตัวเดินไปอีกทาง
“เจ้าลองไปสืบดูก็ได้!”
เขาเดินไปสองก้าวแล้วหยุดชะงัก หันหน้ากลับมาถาม “พลอตนี้เป็นไงบ้าง?”
อวี๋หว่านอิน “เจ๋งจัด!”