ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 9
ตกกลางคืน การประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งเริ่มต้นขึ้นข้างหม้อไฟอย่างเป็นทางการ
อวี๋หว่านอินพูดขึ้นคนแรก “สรุปว่าผลของการ ‘ซื้อตัว’ ไม่ ราบรื่นอย่างที่คิด ดูเหมือนเซี่ยหย่งเอ๋อร์จะระแวงฉันมาก คงคิดว่าฉันเป็นตัวละครในนิยาย” เธอถอนใจ “ฉันน่ะไม่กล้าบอกยัยนั่นว่าฉันเป็น คนจริงๆ เหมือนกัน! ขืนทำแบบนั้น เรื่องอาจไปถึงหูตวนอ๋องจน ฝ่ายนั้นสงสัยเราได้…”
เซี่ยโหวตั้นแย้ง “ไม่ใช่ซะหน่อย”
อวี๋หว่านอิน “หืม?”
เซี่ยโหวตั้นอธิบาย “ลองคิดดีๆ สิ คุณน่ะเป็นคนจริงๆ แต่ เซี่ยหย่งเอ๋อร์น่ะไม่ใช่! ลืมไปแล้วเหรอว่าเซี่ยหย่งเอ๋อร์เป็นหนึ่งใน ตัวละครจากเรื่อง ‘ทะลุมิติมาเป็นพระสนมตัวร้าย’ เธอรับบทบาท ‘คนที่ข้ามมิติ’ ซึ่งบทนั่นก็มาจากการแต่งของนักเขียน นิสัยและ ความคิดของเซี่ยหย่งเอ๋อร์จึงถูกกำหนดมาตั้งแต่แรกแล้ว คุณคิดจะเกลี้ยกล่อมให้ตัวละครตัวหนึ่งละทิ้งบทบาทแล้วกลับใจมาเป็นพวก… คงจะยาก”
อวี๋หว่านอินไม่เคยคิดถึงประเด็นนี้มาก่อน เมื่อเซี่ยโหวตั้นเตือน จึงเพิ่งตระหนักว่าตนทึกทักไปเองว่าเซี่ยหย่งเอ๋อร์เป็นพวกเดียวกัน
ความจริงไม่ใช่งั้นเหรอ!
เธอเริ่มท้อแต่ยังแย้งว่า “อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน เราค่อยๆ ดูไป แล้วคุณคุยกับซวีเหยาได้ความว่ายังไงบ้าง?”
เซี่ยโหวตั้น “ผมบอกเขาว่า ‘ขอเพียงเอ่ยคำเดียว ข้าก็เรียกบิดาเจ้ากลับมาได้แล้ว เจ้าเป็นคนฉลาด ควรรู้ว่าจะใช้สิ่งใดมาแลกเปลี่ยน’ หลังจากคุยจบ ตอนขากลับเขาก็ดูเหมือนคนคิดไม่ตก เรื่องนี้น่าจะมีผลกระทบกับเขาอยู่บ้างเหมือนกัน คงสับสนว่าควรจะเชื่อใครดี”
“ดี! เราเดินไปในแนวนี้ต่อ ตอนนี้คุณยังไม่มีอำนาจในมืออย่างแท้จริง คุณต้องหาทางเอาตัวรอดจากโอกาสเล็กๆ พวกนี้ด้วยการกวนน้ำให้ขุ่น!” อวี๋หว่านอินช่วยเขาวิเคราะห์ “หลายวันที่ผ่านมาฉันพยายามรื้อฟื้นเนื้อหาในนิยายที่พอจะจำได้ขึ้นมาขบคิด จำได้ว่ากลุ่มขุนนางราชสำนัก… เจ็ดส่วนเป็นคนของไทเฮา อีกสามส่วนเป็นคนของตวนอ๋อง”
เซี่ยโหวตั้นถาม “แล้วเป็นไปได้ไหมที่ไทเฮาจะช่วยผม?”
“ฝันหวานไปเถอะ! เธอเป็นแม่เลี้ยง อายุยังน้อยแถมหยิ่งยโส เดิมทีไทเฮาก็ไม่พอใจที่คุณดื้อด้านไม่เชื่อฟังเลยพยายามหนีบตัว ‘รัชทายาทน้อย’ ให้อยู่ใกล้ๆ ในระยะสายตา ความจริงไทเฮาอยากจะข้ามหัวคุณ สถาปนาตัวเองเป็นฮ่องเต้หญิงอย่างบูเช็กเทียนจะตาย แต่เอาเถอะ ถึงเธอจะทำอะไรไปบ้างแต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ ต้องถูก ตวนอ๋องจัดการอยู่ดี…”
เซี่ยโหวตั้นตะลึง “ใครคือรัชทายาทน้อย?”
“ลูกชายคุณไง”
“ผมมีลูกชายด้วยเหรอ?”
“…” อวี๋หว่านอินตอบ “มีสิ มีอยู่คนหนึ่ง มีตอนคุณอายุสิบห้าได้มั้ง ปีนี้ลูกคุณอายุเจ็ดขวบแล้ว”
เซี่ยโหวตั้นใช้เวลาประมวลผลประมาณครึ่งนาที ก่อนจะถามว่า “แล้วแม่… ของลูกล่ะ”
“ตายแล้ว เหมือนจะตายหลังคลอด… ป่วยตายอะไรสักอย่าง”
เซี่ยโหวตั้นยิ้มเยาะ “ในชีวิตจริง ผมยังไม่แต่งงานด้วยซ้ำ”
อวี๋หว่านอิน “ไม่เห็นต้องใส่ใจรายละเอียดพวกนี้เลย”
ไทเฮามีอำนาจในมือมาก อีกทั้งญาติพี่น้องของนางยังกุมอำนาจในราชสำนัก ทำให้ขุนนางทั้งหลายรู้สึกไม่ปลอดภัย ญาติฝั่ง ไทเฮาส่วนใหญ่เป็นพวกกังฉินกินสินบน ปากเก่งดีแต่พูด คอยปั่นหัวฮ่องเต้ไปวันๆ ส่วนขุนนางบู๊แต่ละคนก็พูดไม่เก่ง มักถูกขุนนางบุ๋นฝ่ายไทเฮากดหัวเอาเปรียบ จนกระทั่งตวนอ๋องรู้เรื่องนี้เข้าถึงได้ดึงขุนนางฝ่ายบู๊มาเป็นพวกพ้องของตน
อวี๋หว่านอินเอ่ยขึ้น “มาลองคิดๆ ดู ตอนนี้มีอยู่ทางเดียวคือยุให้คนพวกนี้ตบตีกันเอง ยังไงเท้าเปล่าก็ไม่กลัวที่จะใส่รองเท้าอยู่แล้ว ถ้าหาวิธียุแยงให้พวกเขาผิดใจกันได้ พวกเราจะได้จับปลาตอนน้ำขุ่น ส่วนรายละเอียดว่าต้องทำยังไงนั้น…”
เซี่ยโหวตั้นทำมือเป็นสัญลักษณ์ OK “ผมจะสวมบทบาทไปตามสถานการณ์ก็แล้วกัน”
การประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งจบลงอย่างสมบูรณ์
หลังจากกินหม้อไฟอิ่มแล้ว อวี๋หว่านอินก็คิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา “ความจริง ชนวนสำคัญในการโค่นล้มตำแหน่งคุณมาจากเรื่อง ภัยแล้ง”
“เมื่อไหร่? ปีหน้าหรือปีโน้น?”
“ไม่รู้สิ น่าจะอยู่ประมาณสองส่วนสามของเนื้อเรื่อง”
“…” เซี่ยโหวตั้น
คนที่อ่านนิยายครั้งละสิบบรรทัดจนทำให้จำรายละเอียดไม่ได้อย่างอวี๋หว่านอินเริ่มรู้สึกว่าต้องหาทางแก้ต่างให้ตัวเอง จึงพยายามนึกถึงเนื้อเรื่องที่พอจะจำได้ “พอมีภัยแล้งเกิดขึ้นท้องพระคลังเลย ว่างเปล่า ชาวบ้านอดอยาก นอกจากจะไม่คิดหาวิธีแก้ไขภัยแล้งคุณยังฟังคำเยินยอของกลุ่มขุนนางกังฉิน วางแผนสร้างตำหนักเทพอะไรก็ไม่รู้เพื่อบูชาสวรรค์ คนที่หิวตายมีมากเลยยกธงก่อกบฏ เกิดจลาจลไปทั่วทุกหย่อมหญ้า… จากนั้นคุณก็ถูกลอบสังหาร”
เซี่ยโหวตั้นถามขึ้น “คุณจำไม่ได้หรือว่าคนร้ายเป็นใคร เรื่องเกิดขึ้นวันไหนกันแน่”
อวี๋หว่านอินตอบ “น่าจะช่วงสิบหน้ากระดาษสุดท้าย”
เซี่ยโหวตั้นยกมือกุมหน้าผาก “คุณช่วยจำเรื่องที่เป็นประโยชน์หน่อยได้ไหม?”
อวี๋หว่านอินไม่พอใจ “มาพูดกับฉันตอนนี้ก็สายไปแล้ว ยัง ดีกว่าจำไม่ได้เลยหรือเปล่า! สรุปว่าพอคุณถูกคนร้ายลอบสังหาร ตวนอ๋องก็ยกทัพเข้ายึดวังหลวง ส่วนคุณบาดเจ็บสาหัส ร่อแร่ท่าจะ ไม่รอด ขุนนางในราชสำนักจึงอ้างว่าตอนนี้บ้านเมืองตกอยู่ในอันตราย รัชทายาทลูกชายคุณอายุยังน้อยไม่สามารถรับผิดชอบงานใหญ่ เลยเชิญให้ตวนอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้แทน เพราะอย่างนั้นเขาเลยได้ครองบัลลังก์ เข้ามาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นฮ่องเต้ที่ชาวบ้านยกย่อง”
เซี่ยโหวตั้นเข้าใจก็ตอนนี้ “ผมรู้ล่ะ ตอนอ่านนิยายคุณคงชอบตวนอ๋องสินะ”
อวี๋หว่านอินตอบทันควัน “มุมมอง จำไว้ว่ามุมมองตัดสินจุดยืน!”
อวี๋หว่านอินยังพยายามสร้างผลงานให้เข้าตา “ฉันคิดว่าเราพอจะหาทางจัดการภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในนิยายได้! เอาอย่างนี้ พวกเราลองไปเฟ้นหาพืชที่ทนแล้ง แล้วสอนให้ชาวบ้านจำนวนมากปลูกมันก็สิ้นเรื่อง”
เซี่ยโหวตั้นยกนิ้วโป้งชม
อวี๋หว่านอินเอ่ยต่อ “เรื่องนี้สำคัญมาก เราจะต้องดำเนินการอย่างลับๆ ถ้าให้คนอื่นไปทำฉันก็ไม่ไว้ใจ ฉันจะไปหาข้อมูลที่หอตำราหลวงด้วยตัวเอง!”
เซี่ยโหวตั้นเห็นด้วย “ผมจะหาข้ออ้างส่งคุณไปที่หอตำราหลวง อืม สั่งให้คุณแต่งตำราดีไหม?”
อวี๋หว่านอิน “ได้”
อวี๋หว่านอินแอบดีใจ หอตำราหลวงแห่งนี้ตั้งอยู่สุดเขต พระราชฐาน มีประตูใหญ่สองบาน บานหนึ่งสำหรับคนในวัง อีกบานหนึ่งสำหรับคนนอกวังอย่างเช่นเหล่าขุนนางใหญ่ทั้งหลายที่อาจเข้ามาหยิบยืมตำรา เธอคิดว่าตนอาจต้องหาทางรอดให้ตัวเองด้วย เกิด เซี่ยโหวตั้นสู้ตวนอ๋องไม่ได้ ถูกอีกฝ่ายยกทัพเผด็จศึก เธออาจยังมีทางรอด
ก็เหมือนกระต่ายที่ต้องขุดรูสำรองเอาไว้สักสามรูนั่นแหละ!
ขณะที่อวี๋หว่านอินคิดมาถึงตรงนี้ เซี่ยโหวตั้นก็เสริมขึ้นว่า “แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เกิดผมตายปุบปับคุณอาจไปซ่อนตัวในหอตำราหลวง เอาชีวิตรอดไปก่อนได้”
อวี๋หว่านอินตะลึง มีความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกเกิดขึ้น…