ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 10
ระหว่างการว่าราชการเช้าของวันรุ่งขึ้น
‘แม่ทัพลั่ว’ ผู้บัญชาการกองทัพหลัก นำทัพกลับเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมการว่าราชการเช้าของฮ่องเต้
แม่ทัพลั่วเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจอาจหาญ กองทัพแคว้นเยี่ยน ที่บุกรุกดินแดนก่อนหน้านี้ถูกเขาโจมตีกลับจนต้องถอยร่นไปถึง สามร้อยลี้ นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นตามจินตนาการ ดังนั้นจึงมีการกำหนดแคว้นเล็กอยู่เรียงรายโดยรอบ
เซี่ยโหวตั้นนั่งเอนร่างพิงบัลลังก์มังกร มือข้างหนึ่งกดขมับพลางกล่าวชมแม่ทัพลั่วอย่างขอไปที “ต้องขอบใจแม่ทัพลั่วที่ช่วยดูแลเสด็จพี่ของข้า”
แม่ทัพลั่วตอบ “กระหม่อมมิบังอาจ”
ตวนอ๋องยืนเยื้องไปด้านหลัง ก้มหน้าอย่างสำรวม ก่อนหน้านี้เขาไปร่วมรบที่ชายแดนมาพักหนึ่งจึงได้มีโอกาสผูกสัมพันธ์กับ เหล่าแม่ทัพนายกองอย่างแน่นแฟ้น พวกเขาร่วมเป็นร่วมตายกันมาเลยไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่จะสนิทสนมกัน แต่ก่อนที่แม่ทัพลั่วจะกลับเมืองหลวง ตวนอ๋องได้กำชับเขาว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าฮ่องเต้จะต้องทำเหมือนไม่สนิทกัน
เซี่ยโหวตั้นยังคงพูดต่อ “อืม ควรมอบบำเหน็จอะไรดี…”
“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล!” เจ้ากรมคลังก้าวออกจากแถว “ก่อนหน้านี้แม่ทัพลั่วยื่นฎีกาขอเสบียงสำหรับกองทัพ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงได้ขอเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนถึงสองส่วน”
เจ้ากรมคลังผู้นี้เป็นคนของไทเฮา อีกทั้งเป็นคนที่โกงกินเก่งที่สุด กินจนตัวอ้วนกลมไปหมดแล้ว
“ปีนี้การเก็บเกี่ยวผลผลิตในแต่ละพื้นที่ไม่ดีเท่าที่ควร เสบียงที่เก็บไว้ในคลังหลวงถูกนำไปแจกจ่ายเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านมากกว่าครึ่ง แล้วแม่ทัพลั่วยังจะขอเพิ่ม…”
ขุนนางฝ่ายไทเฮาทยอยก้าวออกมาตำหนิแม่ทัพลั่วอย่าง ไม่เกรงใจ ส่วนคนของตวนอ๋องมักทำตัวเงียบๆ คอยหยั่งเชิงสถานการณ์มากกว่าที่จะออกมาช่วยแก้ต่างให้แม่ทัพลั่ว
แม่ทัพลั่วเป็นแม่ทัพที่มากความสามารถ แต่ไม่ใช่คนปากเก่ง ให้เขาไปลับฝีปากกับขุนนางฝ่ายบุ๋นเหล่านี้คงไม่ไหว เวลานี้ใบหน้าเขาแดงก่ำอย่างอดกลั้น ไอสังหารแผ่กระจายออกมาเกือบจะคุมไม่อยู่ ได้แต่จ้องฮ่องเต้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ทองเขม็ง
เซี่ยโหวตั้นถาม “เสด็จพี่มีความเห็นอย่างไร?”
“…” ตวนอ๋อง
ตวนอ๋องคาดไม่ถึงว่าฮ่องเต้ที่ปกติมักตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองวันนี้จะโยนปัญหามาทางเขา หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจึงค่อยตอบ “ในเมื่อเสบียงไม่พอ และฝ่าบาทก็ยังทรงห่วงใยราษฎร กองทัพหลักก็ควรช่วยแบ่งเบาความกังวลให้ฝ่าบาท”
เซี่ยโหวตั้นยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น มีแววตาเยาะหยันแฝงอยู่ ดูท่าท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับแม่ทัพที่อยู่กับเขาสักเท่าไร
ตวนอ๋องคิดหาวิธีให้กองทัพเกิดความเคียดแค้นในตัวฮ่องเต้ ส่วนตัวเขาแอบสะสมเสบียงเอาไว้ ระหว่างนั้นจะได้ส่งไปช่วยเหลือ กองทัพอย่างลับๆ แม้ส่วนที่แบ่งออกไปไม่มากเท่าไร แต่อย่างน้อยก็ได้แสดงท่าทีให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนห่วงใย เขาพยายามคิดหาคำพูดปลอบใจแม่ทัพลั่ว แต่จู่ๆ ก็ได้ยินฮ่องเต้ถามขึ้น
“ข้าไม่เข้าใจ ทุกปีก็ได้เสบียงอาหารเท่านี้ แล้วทำไมปีนี้ถึงกินกันไม่พอ หรือว่าชีวิตที่ชายแดนมันสุขสบาย ถึงได้กินกันจนอ้วนพี?”
เจ้ากรมคลังหัวเราะนำเป็นคนแรก มีคนหัวเราะตามจนเสียงก้องไปทั่วท้องพระโรง
แม่ทัพลั่วอดทนจนถึงขีดสุด “ฝ่าบาท โปรดทรงอนุญาตให้กระหม่อมนำของสิ่งหนึ่งเข้ามาให้ทอดพระเนตรว่าทหารของเรากินอะไรในแต่ละวัน”
กระสอบป่านสองใบถูกยกเข้ามา อันเสียนล้วงมือเข้าไปคว้านในกระสอบแล้วหยิบของด้านในขึ้นมากำหนึ่งก่อนหมุนตัวส่งให้กับ เซี่ยโหวตั้น
เป็นเมล็ดข้าวสีเหลืองเหมือนข้าวเก่าที่มีกรวดเม็ดเล็กปนอยู่สามส่วน
แม่ทัพลั่วรายงาน “นี่ก็คือเสบียงกองทัพที่กรมคลังส่งให้ พวกเรา”
เจ้ากรมคลังหัวเราะเสียงแหลม “ไปหาข้าวเก่าพวกนี้มาจากไหน ยังจะกล้าพูดกลับดำเป็นขาว หลอกลวงเบื้องสูง ฝ่าบาททรง พระปรีชาแล้วจะทรงเชื่อเจ้าได้อย่างไร!”
ขุนนางฝ่ายบุ๋นที่รวมหัวกันปั่นหัวฮ่องเต้มานานหลายปีเข้าผสมโรงสนับสนุนเจ้ากรมคลัง ทั่วท้องพระโรงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างเยาะหยัน
เซี่ยโหวตั้นลุกขึ้นยืน เขาดึงกระบี่ยาวที่ห้อยอยู่ข้างเอวขึ้นมาแล้วก้าวลงบันได ตรงไปยังขุนนางทั้งหลาย
ฮ่องเต้เสียสติอีกแล้ว!
ตอนแรกเจ้ากรมคลังยังไม่รู้ตัว แต่พอรับรู้ได้ว่าฮ่องเต้มุ่งตรงมาหาเขารอยยิ้มที่มีก็เลือนหาย
“ฝ่าบาท!”
เซี่ยโหวตั้นยกกระบี่แทงออกไป
เจ้ากรมคลังถอยหลังกรูด หกล้มหงายท้องไปกับพื้น เขารีบคลานหนีพลางร้องตะโกน “ฝ่าบาท!”
เซี่ยโหวตั้นยังคงตามไปอย่างไม่ลดละ เจ้ากรมคลังอ้อมไปหลบหลังเสาต้นใหญ่ องครักษ์ที่ตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้าเพิ่งตั้งสติได้ รีบรุดเข้ามาช่วยจับตัวเจ้ากรมคลังเอาไว้ คนหนึ่งจับมือ อีกคนจับเท้าให้เขาอยู่นิ่งกับที่ แล้วหันไปมองเซี่ยโหวตั้น
เซี่ยโหวตั้นหยุดเดิน หอบหายใจแรง ก่อนจะหัวเราะใส่ องครักษ์ “ทำไม จะรอให้ข้าลงมือเองรึ?”
“…” เหล่าองครักษ์
องครักษ์จัดการเจ้ากรมคลังด้วยกระบี่เดียว
ท้องพระโรงเงียบกริบจนแทบได้ยินเสียงเข็มตกลงพื้น
เซี่ยโหวตั้นเดินโซเซใช้มือกดหน้าผากกลับไปนั่งที่เดิม “เจ้านั่นหัวเราะเสียงดังเกินไป”
“…” ขุนนางทั้งหลาย
เซี่ยโหวตั้นชี้ไปที่แม่ทัพลั่ว พลางสั่งการ “เจ้าไปขอเบิกเสบียงกองทัพที่กรมคลัง”
แม่ทัพลั่วยังไม่ทันดึงสติกลับมา เขานิ่งอยู่นานก่อนคุกเข่า โขกศีรษะ “ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
คนของไทเฮาปรายตามองตวนอ๋องคล้ายไม่ตั้งใจ
ตวนอ๋องยังคงยืนก้มหน้า สีหน้าดูเป็นกังวลเรื่องความเป็นอยู่ของชาวบ้าน มิได้แสดงอาการผิดปกติใดๆ
ตวนอ๋องรีบเรียกกุนซือเข้ามาปรึกษาเรื่องที่เกิดขึ้น หลังจากกลับตำหนัก
เขาเริ่มกังวล “จู่ๆ ฮ่องเต้ก็คลุ้มคลั่งขึ้นมา ไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือไม่ แต่การตายของเจ้ากรมคลังครั้งนี้ คนของไทเฮาจะต้องหันมาคิดบัญชีกับข้าแน่”
ซวีเหยากลับพูดว่า “แต่อย่างน้อยกองทัพก็จะได้กินข้าวที่เป็นข้าวจริงๆ กับเขาสักที นับเป็นเรื่องดี”
ตวนอ๋องมองเขาอย่างแปลกใจ เหมือนจู่ๆ ซวีเหยาก็พูดจา ไร้เดียงสาขึ้นมา “หากทหารในกองทัพได้กินดีอยู่ดี คงไม่มีใครแค้นเคืองฮ่องเต้แล้วกระมัง?”
ปกติซวีเหยาเป็นคนที่มีสายตากว้างไกล มองทุกอย่างในภาพรวม ไม่สนใจรายละเอียดปลีกย่อย อีกทั้งยังรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณที่เขาช่วยชีวิต จึงไม่เคยรู้สึกว่าแผนการที่เขาทำแต่ละอย่างไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ทว่าบัดนี้ตวนอ๋องกลับรู้สึกเย็นวาบกลางแผ่นหลัง
แน่นอนว่าคำพูดที่ไม่น่าเชื่อถือของฮ่องเต้ยังดังอยู่ข้างหู ซวีเหยา ‘เป็นคนที่รีบแสดงเมตตาจิต คิดอยากจะรับเจ้ามาเป็นสุนัขเฝ้าบ้านอย่างไรเล่า’ ซวีเหยารับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมาของตวนอ๋อง จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “การกระทำของฮ่องเต้ในวันนี้ดูแล้วแปลกๆ ไม่รู้ว่าเวลานี้สนมคนโปรดของฮ่องเต้จะเป็นอย่างไรแล้วบ้าง”
ในเวลาเดียวกันนั้น เซี่ยโหวตั้นที่กลับมาจากการ ว่าราชการเช้ากำลังคุยเรื่องตวนอ๋องกับอวี๋หว่านอิน
“คนชั่วยังไงก็ชั่ว ถึงจะข้ามมิติหรือไม่ก็ยังชั่ว” อวี๋หว่านอินเปรย “คนแบบนี้อันตรายสุดๆ ดังนั้นพวกเราต้องทำตัวให้ชั่วยิ่งกว่าเขา!”
เซี่ยโหวตั้นพึมพำ “คิดว่าตอนนี้ซวีเหยาคงจะหาทางสืบเรื่องในอดีตของครอบครัวเขาที่ผมไปสะกิดทิ้งไว้ เสียดายชะมัด ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่ชี้ไปทางตวนอ๋องได้…”
อวี๋หว่านอินแย้ง “ไม่มีก็สร้างของปลอมขึ้นมาได้นี่”
เซี่ยโหวตั้น “เจ๋ง!”
อวี๋หว่านอินยิ้มเจ้าเล่ห์ ทั้งคู่แปะมือกันอย่างยินดี
แต่เซี่ยโหวตั้นกลับแย้งขึ้น “แต่เดี๋ยวก่อน... การใส่ร้ายขุนนางตงฉินมักทำอย่างแยบยล โดยมากคนที่ทำจะไม่เหลือหลักฐานทิ้งไว้ให้สืบสาว ถ้าจู่ๆ ซวีเหยาเกิดเจอหลักฐานขึ้นมา มันจะไม่น่าสงสัยมากกว่าเหรอ?”
อวี๋หว่านอินถาม “ถ้างั้นพวกเราทำอย่างนี้ดีไหม เราบอกเขาว่า ‘เพื่อไม่ให้ตวนอ๋องสงสัยเราจะให้คนไปรับพ่อของเขากลับมาอย่างลับๆ โดยที่ตวนอ๋องไม่รู้’ แต่ระหว่างพาตัวพ่อเขากลับมาก็ค่อยปล่อยข่าวออกไปให้เขาคิดว่าความลับแตก”
เซี่ยโหวตั้นเสริม “หลังจากนั้นค่อยหาคนมาลอบฆ่าพ่อเขา แล้วโยนความผิดให้ตวนอ๋อง?”
อวี๋หว่านอินยังพูดต่อ “แล้วให้คนของเราแสร้งทำเป็นเสี่ยงตายเข้าไปช่วยพ่อของเขาจนรอดชีวิต”
เซี่ยโหวตั้นเห็นดีด้วย “เลิศ!”
อวี๋หว่านอินยิ้มเจ้าเล่ห์ ตบมือกับเซี่ยโหวตั้นอีกครั้งอย่างพึงพอใจ