ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 451 งงเงินอะไรกัน
พอท่านลุงซ่งได้ยินว่าไม่ต้องถูกเกณฑ์ไป ชายชราก็จับมือซ่งฝูเซิงแล้วร้องไห้ออกมา
พวกเราทุกคน เดี๋ยวนี้เวลาเจอเรื่องอะไรก็จะไม่ค่อยร้องไห้ แต่พวกเราจะดีใจจนน้ำตาพรั่งพรู
ดีใจจนถึงในระดับหนึ่งที่พูดอะไรก็ดูจะไม่เหมาะ ต้องร่วมแรงร่วมใจกันร้องไห้เฉลิมฉลอง
ใครยังจะไม่แสดงอารมณ์ได้
คนแก่อย่างพวกลุงใหญ่ของซ่งฝูเซิง ต่างเอามือเช็ดน้ำตากันไม่หยุด
พวกผู้หญิงร้องไห้คร่ำครวญยิ่งกว่า “พ่อยัยหนู ดีจริงๆ” ร้องจนน้ำมูกไหลต้องดันลูกไปทางสามี “พ่อเจ้าไม่ต้องไปแล้ว รีบไปกอดพ่อไว้สิ”
“ท่านพ่อ ฮือๆๆ ซ่วนเหมียวจื่อตกใจหมดเลย” ซ่วนเหมียวจื่อกอดขาหวังจงอวี้ ร้องไห้พลางพูดกับลุงใหญ่ของเขา “ลุงใหญ่ เอาหนวดมาทิ่มข้าเลย ข้าจะไม่รำคาญอีกแล้ว”
หมี่โซ่วกอดคอซ่งฝูเซิงไว้แน่น น้ำตาหยดลงบนคอเสื้อของซ่งฝูเซิงไม่หยุด
ซ่งฝูเซิงตบตัวหมี่โซ่วเบาๆ กระซิบข้างหูเล็กน้อย จากนั้นก็ตบแขนของเฉียนเพ่ยอิง เมียเขาก็ร้องเหมือนกัน หันมองไปรอบๆ ลูกสาวเขาล่ะ
ภายในห้องครัว ซ่งฝูหลิงนั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ย กำลังแอบร้องไห้ นั่งมองเตาไฟอยู่คนเดียวพลางต้มน้ำล้างเท้าให้ซ่งฝูเซิง
นางเองก็ตกใจมาก
ตอนที่บ้านเมืองสงบ นางอยากให้พ่อของนางศึกษาตำราเหมือนเป็นเรื่องสนุก เพื่อที่จะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มีอนาคต
เพราะการอยู่ที่นี่ไม่มีเรื่องความเสมอภาค หลายครั้งที่คนมีเงินก็ยังถูกรังแก
และก็เกิดจากความเห็นแก่ตัวที่ว่าไม่อยากให้พ่อทำการค้าแบบในชาติก่อน ชีวิตจะได้มีสีสัน
พูดให้ถูกก็คือ หวังว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำก็แค่อยากให้ชีวิตสุขสบายขึ้น
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบ้านเมืองสงบ
แต่ในยุคสมัยสงครามที่ใช้อาวุธในระยะประชิด พูดให้ตายก็ไม่ใช่การนั่งควบคุมด้วยรีโมตอยู่ข้างหลัง ต้องไปรบกันซึ่งหน้า อาจถูกลูกธนูของฝ่ายเดียวกันด้วยซ้ำ
ยามที่เกี่ยวพันถึงชีวิต ความก้าวหน้า อนาคต ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้พ่อของนางจะไม่มีความสามารถอะไรเลยก็ตาม นางก็ยังต้องการพ่ออยู่ดี
พ่อแม่สุขภาพแข็งแรงสงบสุขเป็นสิ่งที่ลูกสาวอย่างนางปรารถนามากที่สุด ต้องการให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้เงื่อนไขนี้
“ลูกพ่อ?”
สิ่งที่ซ่งฝูหลิงทำเป็นอย่างแรกไม่ใช่การหันไปมองทันทีที่ได้ยินเสียง แต่รีบยืนขึ้น แสร้งทำไปหยิบกระบวยน้ำเต้า อาศัยช่วงหันตัวรีบเอาแขนเสื้อเช็ดน้ำตา
จากนั้นก็เปิดฝาหมอให้ไอน้ำลอยออกมา แบบนี้ก็มองไม่ออกว่านางร้องไห้
เอากระบวยน้ำเต้าคนในหม้ออยู่สักพัก “อ้อ ตกลงว่าทางนั้นว่าอย่างไรบ้าง” แสร้งทำเป็นใจเย็น
ถึงแม้การแสดงจะพอใช้ได้ แต่เสียงที่ขึ้นจมูกกลับเปิดโปงนาง
ลูกสาวของเขาหัวเราะนับครั้งไม่ถ้วนทั้งปี แต่ร้องไห้กลับนับครั้งได้
เล่นเอาเฉียนเพ่ยอิงกับซ่งฝูเซิงทำตัวไม่ถูก
ลูกสาวโตแล้ว จะพูดเปิดโปงไม่ได้ ห้ามถามออกไปตรงๆ ว่า ‘ร้องไห้เหรอ คิดถึงพ่อใช่ไหมล่ะ รักพ่อมากใช่ไหมล่ะ’
แบบนั้นจะเป็นการไม่ไว้หน้าลูกสาว
เฉียนเพ่ยอิงจำต้องเปลี่ยนเรื่องพูด “จริงสิ เจ้ารีบเข้าไปในบ้าน ไปเล่าให้พวกท่านแม่ฟังว่าเจอใครบ้าง คุยอะไรกัน สถานการณ์ทางนั้นเป็นไงบ้าง”
ซ่งฝูเซิงรู้สึกอบอุ่นหัวใจ “ใช่ๆๆ ไป ลูกพ่อ ไม่ต้องต้มน้ำแล้ว อีกเดี๋ยวพ่อมาต้มเอง เข้าบ้าน พ่อมีเรื่องจะปรึกษาด้วย ลองฟังวิธีของพ่อดูว่าไหวไหม”
ทั้งสองคนทำตัวเหมือนกล่อมลูกสาว ดึงซ่งฝูหลิงเข้าไปในบ้าน ไม่ให้ทำงาน ไม่ให้ยกน้ำล้างเท้าให้ซ่งฝูเซิง
ไม่นานก็มีเสียงสดใสของซ่งฝูหลิงดังมาจากในห้องใหญ่ ไม่มีแล้วเสียงขึ้นจมูก
อันที่จริงคนเป็นลูกสาวมีหน้าที่ก็เพื่อปลอบโยนบุพการี จงใจพูดในสิ่งที่ปกติเก็บไว้ในใจออกมา คำพูดจึงดูเหมือนห่างเหินมาก
“ท่านพ่อคิดแบบนี้ถูกต้องมาก…
…ถึงแม้พวกเราจะเอาอย่างคุณชายลู่ไม่ได้ เขาแค่คนเดียวก็มีความสุขกันนับพันนับหมื่นครอบครัว แต่พวกเราก็ต้องช่วยอย่างสุดความสามารถ…
…ปีนี้พริกที่ปลูกทำเงินไม่ได้ งั้นก็ไม่เป็นไร…
…ปีนี้ปลูกพริกได้มาก ถึงจะทิ้งเมล็ดพันธุ์ไว้มาก ปีหน้าต้องมอบเมล็ดพันธุ์พวกนี้ให้ทางการ เช่นนั้นก็ให้ไปสิ…
…จำคำพูดที่บอกลูกตอนทำครัวขนมได้ไหม งั้นตอนนี้ลูกก็ขอมอบคำพูดพวกนั้นให้ ท่านพ่อ ตอนนั้นท่านพ่อพูดไว้ถูกมากๆ…
…หากไม่มีพริก วันหน้าพวกเราจะไม่มีการค้าที่ทำเงินได้แล้วเหรอ…
…ต่อให้ไม่มีสิ่งที่พิเศษพวกนี้ อย่างฝีมือที่คนอื่นไม่มี พวกเราก็ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง ต่อให้พวกเราเปิดร้านบะหมี่ก็ย่อมทำได้ดีกว่าคนอื่น แบบนั้นก็พอแล้ว…
…ชีวิตคนเราต้องรู้จักไขว่คว้าในขอบเขตที่เราสามารถพยายามทำได้จนถึงที่สุด…
…ไม่ขอให้ใครมาชมพวกเรา หรืออาจจะมีคนบอกว่าพวกเราซื่อบื้อ ก็เชิญพูดตามสบาย”
เฉียนเพ่ยอิงฟังอยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย
“แม่ก็เห็นด้วย ไม่ต้องให้พลาธิการอะไรนั่นมาสั่งพวกเรา ปีนี้พวกเราจะเป็นฝ่ายส่งให้มากหน่อย เพื่อพวกทหารที่ไปอยู่แนวหน้า…
…ใครบ้างที่ไม่มีพ่อแม่ เพื่อที่พวกเราจะได้ใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข ไม่ได้เงินก็ไม่ได้เงิน วันหน้าต้องยกให้บ้านเมืองก็เอาไปเถอะ…
…ดูอย่างลู่พั่นสิ แนวหน้าอันตรายขนาดนั้นก็ยังไป เพราะเขาโง่หรือเปล่าล่ะ เขาไม่ได้โง่…
…เป็นเด็กดีเหลือเกิน ดูความคิดของเขาเอาแล้วกัน…
…จริงๆ นะ ทั้งชีวิตของพวกเราก็ยังเทียบไม่ได้…
…คนที่ไปแนวหน้าล้วนไม่ใช่คนโง่ พวกเราทำไม่ได้ แต่พวกเราจะหัวเราะเยาะก็ไม่ใช่ ควรนับถือหัวใจพวกเขามากกว่า”
เฉียนหมี่โซ่วนั่งขัดสมาธิฟังอยู่ข้างๆ ก็เข้าใจ ท่านลุงตัดสินใจทำเรื่องที่สร้างคุณูปการ ซึ่งก็อยู่ในความคาดหมาย ต่อไปพริกที่ใช้หาเลี้ยงครอบครัวต้องเอาไปบริจาคแล้ว ไม่บริจาคปีนี้ก็ต้องเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ให้บ้านเมือง ยิ่งมีเมล็ดพันธุ์มาก ปีหน้าครอบครัวทหารกับเหล่าทหารของแต่ละท้องที่ก็จะเอาไปปลูกได้ กระจายไปทั่วทุกหนแห่ง
ท่านลุงสมกับเป็นท่านลุงของหมี่โซ่ว
“ให้ไปเลย ท่านลุง ก็แค่พริกเองไม่ใช่เหรอ อีกหน่อยหมี่โซ่วจะหาเงินมาชดเชยให้เอง รอหมี่โซ่วโตเมื่อไร ขึ้นเขาลงห้วยได้ ก็จะไปตามหาคนต่างแคว้นที่ท่านลุงพูดถึง ขอเมล็ดพันธุ์แปลกๆ จากพวกเขามาให้พวกเราทำเงิน ดีไหม”
ซ่งฝูเซิงรู้สึกประทับใจ ไม่ต้องสนว่าเขาจะทำอะไร ภรรยากับลูกสาวก็สนับสนุนเขา ถึงขนาดที่เกลี้ยกล่อมเขา อยากทำอะไรก็เต็มที่ ตามสบาย
เหมือนกันทั้งในชาติก่อนและชาตินี้
ในเมื่อหารือกันเรียบร้อยแล้ว ตอนที่พลาธิการมาหาก็รู้แล้วว่าควรคุยอย่างไร
มีความสามารถแค่ไหนก็เค้นออกมา
ไม่ใช่แค่พริก พวกเราทำก้อนนมกับเนื้อฝอยได้ด้วย พกเนื้อตากแห้งไปแนวหน้า ลองดูว่าจะหาทางผลิตจำนวนมากได้หรือเปล่า เผยแพร่ไปในวงกว้าง ไม่ต้องเก็บซ่อนไว้อีกแล้ว
สองมือของซ่งฝูเซิงประคองใบหน้าน้อยๆ ของหมี่โซ่ว ยิ้มตาหยีจนเห็นรอยเหี่ยวย่น “ไหนว่าโตไปจะไปฆ่าคนไง”
“เฮ้อ อย่าไปพูดถึงเลยท่านลุง ข้าตกใจจนงงไปหมด พอตื่นมาพวกท่านย่าทำข้าตกใจแทบแย่ วาดหน้าอย่างกับผีอยู่ตรงหน้าข้า น่ากลัวกว่าหน้ากากในบ้านเราอีก กางแขนเต้นอยู่รอบตัวข้าสักพัก”
หึๆ ฮี่ๆ ฮ่าๆๆ เสียงหัวเราะของหลายคนดังมาจากในบ้านของซ่งฝูเซิง
ท่านลุงซ่งยืนอยู่ตรงนอกหน้าต่างบ้านซ่งฝูเซิง เขาเองก็ยิ้มทั้งน้ำตา
ชายชราฟังเรื่องทั้งหมดมาจากพวกซ่งฝูกุ้ยแล้ว
ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัวนะฝูเซิง ลุงซ่งจะสนับสนุนเจ้าตลอดไป ทุกคนก็จะอยู่ข้างหลังเจ้าไปตลอด พวกเราทำได้แน่นอน บอกให้พวกเราไปทางตะวันออก พวกเราไม่มีทางไปตะวันตก พวกเราน่ะ ปีนี้ปลูกให้คนอื่น ช่างมันเรื่องเงินทอง
แน่นอนว่าต้องให้เจ้าปล่อยวางได้ เพราะเจ้าได้เงินจากการปลูกพริกมากที่สุด ฮ่าๆๆ
ในขณะที่ลุงซ่งเกือบหัวเราะออกเสียง พวกยายๆ อย่างสะใภ้เก้าในหมู่บ้านก็มาหาอย่างกะทันหัน
ท่านลุงซ่งสะดุ้งตกใจ คิดว่าคนในหมู่บ้านรู้แล้ว เห็นๆ อยู่ว่าพวกเราทำตัวเงียบๆ แล้ว
ท่านลุงซ่งรีบเข้าไปถาม มีธุระอะไรกัน
ไม่มีอะไรหรอก อยากมาปรับทุกข์กับพวกพี่หม่า
แต่นี่ยังไม่ออกเดือนอ้ายพวกข้าลี้ภัยมา ญาติบางคนก็เสียชีวิต มาเป็นแขกที่นี่มันไม่เป็นมงคลนะ
เอาน่าๆ ผู้เฒ่าไม่ต้องพูดแล้ว ไม่ได้ถือสาขนาดนั้น
ขนาดฮ่องเต้ยังตายเดือนอ้าย คุกเข่าไว้อาลัยทุกวัน ยังจะมีอะไรไม่เป็นมงคลยิ่งกว่านี้อีกเหรอ